ผบก.น.1 เปลี่ยนคำสั่ง ย้ายแก๊งตำรวจยัดยาพ่อค้าส้มตำ!

Publish 2018-09-12 15:14:21



จากกรณีพ่อค้าส้มตำ ย่านอุรุพงศ์ เข้าแจ้งความถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนนครบาล 1 ตบทรัพย์ เข้าค้นห้องพักลูกสาวอ้างมียาเสพติด ก่อนเรียกรับเงินจำนวน 5 หมื่นบาท แลกจากการไม่ถูกดำเนินคดี โดยเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2561 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ สน.พญาไท นายศักดิ์ชัย แน่นอุดร อายุ 49 ปี ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด พ่อค้าขายส้มตำ  ย่านอุรุพงศ์ เดินทางมายัง สน.พญาไท เพื่อแจ้งความเพิ่มเติม โดยนายศักดิ์ชัย กล่าวว่า หลังจากที่ได้แจ้งความ ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน กรณีถูกนายตำรวจสืบสวนนครบาล 1 เรียกรับเงินจำนวน 50,000 บาท

 

โดยก่อนหน้านี้ ตนได้เข้าแจ้งความกับร้อยตำรวจโทพัฒนายุ ไหลสุพรรณวงศ์ รองสารวัตรสอบสวน สน.พญาไท หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 นำกำลังเข้าตรวจค้นภายในห้องพักของลูกสาว คือนางสาวสโรชา แน่นอุดร อายุ 30 ปี ที่บ้านเลขที่ 165/12 ถนนพระรามหก ซอย 22 แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 

 

 

โดยค้นพบยาเสพติดภายในห้องดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนนครบาล 1 พร้อมด้วยชายจำนวน 8 นาย ได้นำตัวนางสาวสโรชา ไปที่ห้องฝ่ายสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 นายศักดิ์ชัย ซึ่งเป็นบิดา จึงได้ติดตามไป 
จากนั้นเวลาประมาณ 01.30 น. มีเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ทราบชื่อคือ ดาบตำรวจวรพล ได้คุมตัวนายศักดิ์ชัยไปพร้อมกับกล่าวว่าจะแจ้งข้อกล่าวหา “พาผู้ต้องหาหลบหนี” 
ต่อมาได้มีผู้ชาย 1 ราย อ้างว่ารู้จักกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนดังกล่าว เข้ามาขอเคลียร์คดีให้ โดยเรียกเงินจำนวน 50,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งดาบตำรวจวรพลได้รับเงินดังกล่าวไป และไม่มีการดำเนินคดี รวมถึงไม่ได้มีบันทึกประจำวันแต่อย่างใด

 

 

นายศักดิ์ชัย กล่าวต่อ ว่า หลังจากนั้นมีนายตำรวจยศสารวัตร นำเงินจำนวน 50,000 บาทมาคืนให้กับตนเอง ที่บริเวณหน้าซุ้มห้องฝ่ายสืบสวน สน.พญาไท โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายสืบสวนนครบาล 1 แต่อย่างใด หลังจากนั้นจึงลงบันทึกประจำวัน ซึ่งในวันนี้ได้เดินทางมาแจ้งความและให้การเพิ่มเติม ส่วนในข้อกล่าวหาอยู่ในดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน เนื่องจากตนเองไม่มีความรู้ในเรื่องกฎหมาย

 

 



โดยนายศักดิ์ชัย กล่าวว่า การกระทำของดาบตำรวจวรพล ที่นำชายฉกรรจ์ จำนวนกว่า 8 คน ซึ่งอาจไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ มาคุมตัวลูกสาวตนเอง เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุหรือไม่เพราะตนเองไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด โดยตนเองเคยรู้จักตำรวจนายนี้มาก่อนแล้ว สืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ลูกชายของตนเองได้เคยมีเรื่องทะวิวาทกับกลุ่มของลูกชายนายตำรวจดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่พอใจกับนายตำรวจดังกล่าว จึงได้นำกำลังมาบุกค้นบ้านลูกสาวของตน แล้วอ้างว่าพบยาเสพติด โดยที่ตนขอดูของกลาง แต่กลับไม่ให้ดู แล้วยังแจ้งข้อกล่าวหาตน ว่า พาผู้ต้องหาหลบหนี 

โดยตนเองไม่รู้กฎหมายจึงเกิดความกลัว ยอมนำเงิน 50,000 บาทให้ไป ตามที่นายตำรวจคนดังกล่าวเรียกร้องมา เพื่อต้องการให้ยุติเรื่องทุกอย่างจากนั้นมีคนไปข่มขู่ที่บ้านว่า ไม่กลัวตายหรือ ตนจึงได้เข้าแจ้งความเพิ่มเติม

ซึ่งพนักงานสอบสวนพร้อมด้วยพลตำรวจตรีเสนิตย์ สำราญกิจ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และพันตำรวจเอกนิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผู้กำกับการ สน.พญาไท ร่วมสอบปากคำนายศักดิ์ชัยโดยผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ยืนยันว่าจะไม่ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำความผิด ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย แต่ยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนนครบาล 1 ที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 นาย 

ด้านพันตำรวจเอกวิชัย แดงประดับ หัวหน้าพนักงานสอบสวน กล่าวต่อว่า หากเรียกนายตำรวจ 2 นายดังกล่าวมาสอบสวนแล้วพบว่ามีมูลความผิดจริง ทางพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อกล่าวหา ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ ข้อหากรรโชกทรัพย์ ต่อไป ส่วนบุคคลอื่น ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นตำรวจหรือไม่ ซึ่งหากกระทำความผิดจริง ต้องดำเนินการลงโทษตามความผิดวินัย โดยคดีนี้มีการแต่งตั้ง พันตำรวจเอกวิชัย แดงประดับ ผู้กำกับการกลุ่มพนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนในคดีนี้

 

 

พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบก.น.1 เซ็นคำสั่งบก.น.1 ที่ 230/2561 ลงวันที่ 10 ก.ย. 61 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ ซึ่งมีตำรวจ ยศนายดาบ สังกัด บก.น.1 กับพวกประมาณ 10 คน ร่วมกันกรรโชกและใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเอง หรือผู้อื่นจากนายศักดิ์ชัย (พ่อค้าส้มตำ)

บก.น.1 จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่ 229/2561 ลงวันที่ 10 ก.ย.61 เพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงมีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้การบริหารงานในภาพรวมของบก.น.1 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมิให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ ฉะนั้นอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และข้อ 6(2) และข้อ 8(3) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 สั่งการให้ข้าราชการตำรวจในสังกัด กก.สส.บก.น.1 จำนวน 7 นาย ได้แก่ ตำรวจยศ พ.ต.ต. 1 นาย ตำรวจยศ ร.ต.อ. 2 นาย ตำรวจยศ ด.ต. 3 นาย และ ตำรวจยศ ส.ต.ท. 1 นาย ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (ศปก.บก.น.1) โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิม ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

พล.ต.ต.เสนิต กล่าวว่า นอกจากมีคำสั่งย้ายตำรวจทั้ง 7 นาย ยังมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงอีกด้วย โดยมี พ.ต.อ.อภิฌาณ สวัสดิบุตร ผกก.(สอบสวน) กก.อก.บก.น.1 เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. ให้เวลาสืบสวนข้อเท็จจริงทราบผลภายใน 15 วัน

 

 

 

เกี่ยวรับกรณีที่เกิดขึ้นนี้ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่าพฤติกรรมของกลุ่มตำรวจกลุ่มนี้เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ผิดตามมาตรา 148 มีโทษจำคุก5ปีจนถึงประหารชีวิต โดยปกติต้องให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตำรวจไม่ดีทำไมไม่ให้ออกจากราชการแล้วรีบดำเนินคดีอาญาเพราะคดีนี้หลักฐานชัดเจน นี่แค่สั่งย้ายยังได้รับเงินเดือนไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรแค่เปลี่ยนที่ทำงานไม่ใช่การลงโทษ ทำแค่นี้พฤติกรรมจะเปลี่ยนไหม

 

 

จริงๆควรให้ออกจากราชการไปจะได้ไม่มีอำนาจไปกลั่นแกล้งใครคนอื่นอีก ทำผิดขนาดนี้ประพฤติชั่วร้ายแรงขนาดนี้ต้องไล่ออกเท่านั้น "จะย้ายทำไม" คนพวกนี้ต้องไล่ออกไปคนที่อยากเป็นตำรวจมีเยอะแยะก็ให้ตำรวจน้ำดีเข้ามาแทน

 

 

 

ขอบคุณ Decha Kittivittayanan



ล่าสุด พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบก.น.1 กล่าวว่า ภายหลังออกคำสั่งดังกล่าว ส.ต.ท.หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา ได้เดินทางมาชี้แจ้งว่า ไม่ได้อยู่ในชุดปฏิบัติการดังกล่าว และวันเกิดเหตุ ก็ทำงานอยู่อีกที่หนึ่งกับชุดปฏิบัติการยาเสพติดของ บก.น.1 ตนจึงให้ ส.ต.ท.ไปพบกับผู้เสียหาย พอเจอตัวกัน ผู้เสียหายก็ระบุว่าเป็นการจำคนผิด เนื่องจากมีหน้าตาคล้ายกัน

จากนั้นผู้เสียหายได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน สน.พญาไท เพื่อถอนแจ้งความ ส.ต.ท.รายดังกล่าว ทางหัวหน้าพนักงานสอบสวนก็ทำรายงานเสนอขึ้นมาที่ตน จึงออกคำสั่งส่งตัว ส.ต.ท. ให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม ทำให้ตอนนี้ผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นตำรวจ 6 นาย และพลเรือน 3 คน สำหรับพลเรือนที่เข้ามาเกี่ยวข้องเนื่องจากการทำงานของตำรวจที่เกี่ยวกับยาเสพติด การล่อซื้อก็ต้องมีพลเรือนมาเกี่ยวข้องด้วยอยู่แล้ว สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ผู้เสียหายชี้ตัว ส.ต.ท.รายนี้ ว่าร่วมก่อเหตุด้วยนั้น เนื่องจากเมื่อมีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 จึงนำรูปตำรวจในสังกัดทั้งหมดมาให้ผู้เสียหายดู และผู้เสียหายก็เลือกว่าคนไหนบ้างที่เกี่ยวข้อง

โดยรวมตอนนี้อยู่ที่หัวหน้าคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ตามกระบวนการก็ต้องรอเวลาให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง 15 วัน อย่างไรก็ตามภายหลังพนักงานสอบสวนสอบปากคำเสร็จสิ้นและพบการกระทำความผิด ก็จะเรียกผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดมาแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป

 



เรียบเรียงโดย

นายลัทธภพ แก้วโย