ปิดเกม ลุงวิศวะ ยิงโจ๋ม.4 ดับ ศาลตัดสินจำคุก 10 ปี ย้อนไทม์ไลน์ชัด วินาทีชีวิตวันเกิดเหตุ

ปิดเกม "ลุงวิศวะ" ยิงโจ๋ม.4 ดับ ศาลตัดสินจำคุก 10 ปี ย้อนไทม์ไลน์ชัด วินาทีชีวิตวันเกิดเหตุ

Publish 2018-09-27 15:53:59

   

 

    จากกรณีศาลมีคำพิพากษาจำคุก คดีนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี วิศวกร หรือที่รู้จักกันในชื่อเรียก "ลุงวิศวะ" (จำเลย) จากคดียิงกลุ่มวัยรุ่นที่จำเลยอ้างว่าล้อมรถและพยายามจะเข้าทำร้ายตนและครอบครัว เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 รายคือ นายนวพล ผึ่งผาย หรือปอน อายุ 17 ปี

 

    ล่าสุดวันที่ 27 ก.ย. 2561 ศาลตัดสินจำคุกนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์เป็นเวลา 15 ปี และลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ 10 ปี พร้อมชดใช้ค่าเสียหาย เป็นอันสิ้นสุดคดีที่เคยเป็นกระแสวิพากวิจารณ์ในสังคมมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี

 

    เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ช่วงค่ำของวันที่ 4 ก.พ. 2560 นายสุเทพ พร้อมครอบครัว ประกอบไปด้วยภรรยา ลูกสาวและมารดาของตนเดินทางไปพักผ่อนที่ จ.ชลบุรี ด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล ระหว่างเดินทางกลับได้จอดแวะซื้อของฝาก บริเวณหน้าที่ตั้งครกใหญ่ สามแยกถนนอ่างศิลา ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี ขณะที่นายสุเทพกำลังจะนำรถออกจากที่จอด ปรากฏว่ามีรถตู้จอดรถขวางนายสุเทพซึ่งเป็นคนขับรถจึงบีบแตรและกระพริบไฟสูงใส่

 

 

 

    ตามมาด้วยเสียงตะโกนจากทางฝั่งรถตู้ว่า "รอแปปไม่ได้เหรอ" ทางฝั่งนายสุเทพจึงโต้ตอบกลับไปว่า  "ที่จอดรถตั้งเยอะแยะว่างเยอะแยะ คุณจะมาจอดขวางได้อย่างไร" เป็นเหตุให้เกิดวิวาทะขึ้นระหว่างสองฝ่าย เริ่มมีการใช้ถ้อยคำหยาบคายท้าทายกัน นายสุเทพ ที่กำลังบันดาลโทสะหยิบปืนออกมาจากกระเป๋าที่เตรียมไว้ แต่ยังไม่ทำการยิงในขณะนั้น

 

    เมื่อสถานการณ์เริ่มไม่สู้ดีนัก นายสุเทพ จึงตัดสินใจขับรถออกไป แต่รถตู้ที่มีวัยรุ่นเต็มคันรถนั้นขับตามไปและปาดหน้าบริเวณแยกครกใหญ่ หลังจากนั้นกลุ่มวัยรุ่นก็กรูลงมาจากรถ และมีท่าทีคุกคาม นายสุเทพจึงพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบว่าตนนั้นมากับครอบครัวเรื่องมันผ่านไปแล้ว ทว่าได้เกิดเหตุชลมุนขึ้น ทันใดนั้นมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด กลุ่มวัยรุ่นต่างแยกย้ายวิ่งหนี แต่กระสุนถูกวัยรุ่นหนึ่งในนั้น ตามมาด้วยเสียงภรรยาที่ถามว่า "พี่ยิงเขาเหรอ" นายสุเทพตอบกลับว่า ตนเป็นคนยิงเพราะโดนทำร้ายแต่ไม่รู้ว่ายิงถูกหรือไม่

 

 

 

 

 

 

   

    เหตุที่คดีนี้ถูกจับตามองเนื่องด้วยกระแสของสังคมที่แตกออกเป็นสองทาง ทั้งกลุ่มที่มองว่านายสุเทพยิงไปเพื่อ "ป้องกันตัว" และกลุ่มที่มองว่าทำ "เกินกว่าเหตุ" กระทั่ง เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2560 นายชิงชัย โชติแสง อัยการจังหวัดชลบุรี แจ้งข้อหานายสุเทพในข้อหา "ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร"

 

    ส่วนกลุ่มวัยรุ่นคู่กรณีได้แยกเป็น 2 ส่วน คือพวกที่พ้นเกณฑ์เยาวชน 3 คน ถูกตั้งข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงาน และร่วมกันทำร้ายผู้อื่น ขณะที่คนขับรถตู้ตั้งข้อหาจอดรถลักษณะกีดขวางการจราจร กับเยาวชน 1 คน โดยสำนักงานอัยการจังหวัดชลบุรียืนยันว่าจะพิจารณาคดีนี้แบบตรงไปตรงมาไม่เอนเอียงไปตามกระแสสังคมอย่างเด็ดขาด

 

 



    ตลอดระยะเวลาภายหลังเรื่้องเข้าสู่กระบวนการกฏหมายนายสุเทพ ให้การปฏิเสธข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนามาโดยตลอด ยืนกรานว่าตนทำไปเพื่อป้องกันตัว โดยรับสารภาพข้อหาพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรเท่านั้น นอกจากนี้ยังกล่าวว่า รู้สึกเครียด แต่ก็ต้องหาหนทางต่อสู้คดีต่อไป พร้อมตัดพ้อว่าตนเพียงแค่ต้องการปกป้องครอบครัวจากการถูกทำร้าย แต่กลับโดนข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ต้องรอให้โดนกลุ่มวัยรุ่นทำร้ายจนบาดเจ็บหรือถึงแก่ชีวิตก่อนใช่ไหม ทางฝั่งครอบครัวของนายนวพล ผึ่งผาย ผู้เสียชีวิตยืนยันว่าลูกของตนไม่ใช่อันธพาล โดยทำการรวบรวมคำให้การจากเพื่อนบ้านและคนใกล้ชิดเพื่อแจ้งความเอาผิดนายสุเทพ ให้ถึงที่สุด

 

    ต่อมานายสุเทพ ใช้กรมธรรม์ประกันภัยวงเงิน 500,000 บาท เป็นหลักทรัพย์ ยื่นประกันตัว ขณะที่ฝ่ายวัยรุ่นคู่กรณี ทั้ง 4 คน ยื่นประกันตัว ด้วยเงินสด คนละ 80,000 บาท ศาลอนุญาตให้ประกัน

 

    และแล้ววันที่ 27 ก.ย. 2561 ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีดังกล่าโดยระบุใจความสำคัญว่า ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าจำเลยพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับอนุญาต แล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง ส่วนปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากพวกของผู้ตายซึ่งเป็นคนขับรถตู้ และรถยนต์ จอดรถที่หน้าร้านขายของฝากกีดขวางทางออกของจำเลย ทำให้มีปากเสียงกันแต่เหตุวิวาทจบลงไปภายหลังจากที่พวกของผู้ตายขับรถตู้ และรถยนต์ ออกไปโดยมิได้ท้าทายจำเลยอีก
 

    หลังเหตุวิวาทจบลงไปภายหลังจากพวกของผู้ตายขับรถยนต์ตู้และรถยนต์เก๋งออกไปโดยมิได้ท้าท้ายจำเลยอีก หากจำเลยมีสติรู้จักยับยั้งชั่งใจ จอดรถรอสักพักหนึ่งก่อนเพื่อให้โทสะคลายลงแล้วค่อยขับรถออกไป เหตุคดีนี้คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จำเลยกลับขับรถตามรถทั้งสองคันนั้นไปในทันที่ ขับแซงรถยนต์ตู้ บีบแตรยาวใส่แล้วขับไปอยู่ด้านหน้า ชะลอความเร็วลงจนเกือบจะหยุดรถเพื่อให้ชนท้าย ทั้งภริยาจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายภาพรถยนต์เก๋งพวกของผู้ตายไว้อีก เช่นนี้ย่อมเป็นการท้าทายผู้ตายกับพวกให้เกิดโทสะและเข้ามาวิวาทกับจำเลย เหตุที่จำเลยมีความฮึกเหิมกล้าท้าก็เนื่องจากจำเลยพาอาวุธปืนซึ่งบรรจุลูกกระสุนปืนไว้แล้วติดตัวไปด้วยและเตรียมอาวุธปืนไว้ตั้งแต่ที่หน้าร้านขายของฝาก บ่งชี้ถึงเจตนาของจำเลยว่าพร้อมที่จะสมัครใจวิวาทเมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์เก๋งมาถึงที่เกิดเหตุ
 

    จำเลยหักหัวรถอย่างกะทันหันในลักษณะปาดหน้าและขัดขวางมิให้รถยนต์เก๋งของพวกผู้ตายขับต่อไปได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาวิวาทกับผู้ตายกับพวกมาตลอดเส้นทาง จนกระทั่งถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดสุดท้ายก่อนที่จะยิงกันจำเลยก็ยังมีเจตนาวิวาทอยู่ เมื่อจำเลยเห็นว่าผู้ตายกับพวกมากันหลายคนก็เริ่มเกิดความขลาดกลัว แต่ยังคงพูดกับผู้ตายกับพวกด้วยน้ำเสียงและคำพูดในลักษณะไว้ท่าที่ว่าจะเอาเรื่อง มิใช่คำพูดในทำนองขอโทษการกระทำของตน หรือแสดงให้เห็นวาไม่อยากมีเรื่องหรือให้เลิกแล้วกันไป


    ประกอบกับจำเลยเตรียมอาวุธปืนไว้พร้อมยิงต่อสู้กับฝ่ายผู้ตาย จึงต้องฟังว่าต่างฝ่ายต่างสมัครใจวิวาท แม้ฝ่ายผู้ตายกับพวกทำร้ายร่างกายจำเลยก่อนจำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องเชื่อมโยงกันมาไม่ขาดตอน นับระยะเวลาตั้งแต่ต้นจนจบเพียง 5 นาทีเศษและตามพฤติการณ์เป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจวิวาทกัน

 

    จำเลยจะอ้างว่ายิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของตนไม่ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ตายกับพวกทำร้ายมารดา ภริยา และหลานที่มากับจำเลย จึงมิอาจอ้างได้ว่ายิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายที่ใกล้จะมาถึงจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานพาอาวุธปืน และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามฟ้อง แต่เนื่องจากจำเลยมิได้มีจิตใจเหี้ยมโหดเยี่ยงโจรผู้ร้าย เพียงแต่ขาดสติยับยั้งชั่งใจในการควบคุมตน จำเลยยิงปืนไปเพียง 1 นัด หลังเกิดเหตุมิได้หลบหนีไปไหนและยอมรับกับเจ้าพนักงานในทันที่ว่าเป็นคนยิงผู้ตาย

 

    ประกอบกับผู้ตายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เห็นสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบา ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืน ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 10 ปี ปรับ 2,000 บาท ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของ นางสาว มณีพร ผึ่งผาย มารดาผู้ตาย และให้ถือว่านางสาวมณีพรอยู่ในฐานะผู้ร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไปจนกว่าจำชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

 

 

 

    ล่าสุดมีรายงานเพิ่มเติมว่า ทนายของนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ ได้ยื่นขอหลักทรัพย์ 670,000 บาท เพื่อขอประกันตัวนายสุเทพ ซึ่งศาลพิจารณาให้ประกันตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

    อย่างไรก็ตามคดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ผู้ใช้รถใช้ถนนควรนำมาเป็นบทเรียน เมื่อนึกย้อนกลับไปในวันนั้นหากทั้งสองฝ่ายไม่ถูกครอบงำด้วย "โทสะ" ต่างฝ่ายต่างหยิบยื่นน้ำใจไมตรีให้แก่กันอย่างที่ปัญญาชนพึงกระทำเหตุการณ์สลดครั้งนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย

ติดตามข่าวอื่นๆ