ฟ้าแลบแปลบปลาบ ช่วงฝนกระหน่ำนี้พึงระวังอันตรายท้องฟ้าพิโรธ แนะวิธีระวังไม่ให้โดนฟ้าผ่า

ฟ้าแลบแปลบปลาบ ช่วงฝนกระหน่ำนี้พึงระวังอันตรายท้องฟ้าพิโรธ แนะวิธีระวังไม่ให้โดนฟ้าผ่า

Publish 2018-09-28 11:22:18


   

 

    วันที่ 28 ก.ย. 2561 กรมอุตุฯ แจ้งว่า บริเวณประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น โดยจะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง จะเริ่มในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา และสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย นอกจากนี้ยังแนะนำว่าให้ระวังอันตรายจากฟ้าผ่าที่อาจมาพร้อมพายุฝนอีกด้วย

 

    อนึ่ง ซูเปอร์ไต้ฝุ่นจ่ามี ที่มาตามหลังซูเปอร์ไต้ฝุ่นมังคุด ขณะนี้ได้ลดความรุนแรงลงมาเทียบเท่าเฮอริเคนในระดับ 3 โดยมีความเร็วลมบริเวณศูนย์กลางพายุเกิน 252 กม./ชม. และกำลังมุ่งหน้าขึ้นเหนือจ่อเข้าประเทศญี่ปุ่นเป็นเป้าหมายต่อไป โดยคาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าสู่เกาะริวกิว ทางภาคใต้ของญี่ปุ่น ก่อนจะเคลื่อนตัวขึ้นเหนือไปยังเกาะฮอนชู และฮอกไกโด มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกของรัสเซียตามลำดับ ทางกรมอุตุฯ ประเทศไทยจึงขอให้ผู้วางแผนจะเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย
 

    ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากพายุอยู่บ่อยครั้ง เป็นเหตุให้มีประชากรจำนวนไม่น้อยต้องเสียชีวิตจากการโดนฟ้าผ่าที่มาพร้อมกับฝนฟ้าคะนอง การเรียนรู้วิธีป้องกันหรือหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ควรศึกษาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นกับตนเอง เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียอยู่ทุกครั้งไป

 



เมฆฝนฟ้าคะนอง (Cumulonimbus) เป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งปรากฏการณ์ ฟ้าผ่าหรือฟ้าแลบ โดยก้อนเมฆเหล่านี้จะมีประจุไฟฟ้าอัดแน่นอยู่ภายในเมื่อเกิดการไหลของประจุไฟฟ้าภายในเมฆก้อนเดียวกัน จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ "ฟ้าแลบ" แต่ถ้ามีการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าส่งต่อไปยังเมฆก้อนถัดไปจะก่อให้เกิด "สายฟ้า" ซึ่งถ้ามีวัตถุแหลมสูงขึ้นมาจากพื้นดินและสายฟ้าส่งผ่านประจุไฟฟ้าลงมาปะทะวัตถุนั้นๆ จะเรียกว่า "ฟ้าผ่า"

 

    จากการสำรวจพบว่าในแต่ละปีมีฟ้าผ่าทั่วโลกกว่า 16 ล้านครั้งซึ่งในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม พบบ่อยในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ใกล้เคียงเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทว่าจุดเสี่ยงที่สุดคือที่โล่งแจ้งไม่มีที่กำบัง เป็นต้นว่ากลางทุ่งนา สนามกีฬาขนาดใหญ่ การเกิดฟ้าผ่านั้นไม่จำเป็นต้องมีโลหะนำไฟฟ้าอย่างที่ถูกปลูกฝังกันมาแต่อย่างใด ที่สำคัญถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในจุดที่เกิดฟ้าผ่าโดยตรงก็อาจเสียชีวิตได้ เพราะเมื่อสายฟ้าฟาดลงมาบริเวณรอบๆ จะมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านด้วย

 

ปัจจุบันยังไม่มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ตรวจวัดความเสี่ยงของโอกาสที่จะเกิดฟ้าผ่าโดยตรง แต่มีวิธีสังเกตสัญญาณความเสี่ยงดังนี้ หากบนศีรษะมีเมฆฝนฟ้าคะนองและปรากฏว่ามีปฏิกิริยาทางร่างกายในลักษณะ เส้นผมหรือเส้นขนตั้งชัน หมายถึงกำลังมีความเสี่ยง และต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเมื่อพบฟ้าแลบฟ้าผ่าใกล้ตัวในระยะประมาณ 16 กิโลเมตร และได้ยินเสียงฟ้าร้องหลังฟ้าแลบน้อยกว่า 30 วินาที แสดงว่ากำลังอยู่ในบริเวณที่เสี่ยงต่อฟ้าผ่าเช่นกัน

 

 

วิธีป้องกันฟ้าผ่า หรือวิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนฟ้าฝ่า

 



1. เมื่อเกิดเหตุการณ์ฝนฟ้าคะนองควรหลบเข้าไปในอาคารหรือในบ้าน และอยู่ให้ห่างจากหน้าต่างหรือประตูบ้าน

2. ถ้าอยู่ในรถยนต์ควรปิดประตูและกระจกให้มิดชิด พึงระวังการสัมผัสกับตัวถังรถยนต์ถ้าไม่จำเป็น แท้จริงแล้วการอยู่ในรถยนต์ถือเป็นสถานการณ์ที่ปลอดภัย แม้จะมีฟ้าผ่าลงมาที่รถโดยตรง แต่กระแสไฟฟ้าจะไม่ลงมาปะทะคนที่อยู่ในรถ หากจะไหลผ่านผิวโลหะรอบรถ อย่างไรก็ดีควรทิ้งระยะห่างอย่างน้อย 30 นาที ก่อนที่จะสัมผัสผิวรถโดยตรง

3. หากจวนตัวหาที่หลบไม่ได้ ให้ก้มตัวลงต่ำโดยการนั่งยองๆ ซุกศีรษะไว้ระหว่างหัวเข่า ส่วนเท้าทั้งสองข้างชิดกันหรือเขย่งอยู่บนปลายเท้าเพื่อให้มีผิวสัมผัสกับพื้นดินให้น้อยที่สุดและให้ส้นเท้าทั้งสองข้างแตะกัน ห้ามนอนระนาบกับพื้นอย่างเด็ดขาดเพราะกระแสไฟฟ้าสามารถวิ่งตามพื้นดินได้

4. อย่ายืนหลบอยู่ใต้ต้นไม้สูงและบริเวณใกล้เคียงกับต้นไม้ หรืออยู่ในที่สูงและใกล้ที่สูง ที่สำคัญอย่ากางร่ม

5. หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ เพราะเป็นตัวนำไฟฟ้า

6. ไม่ควรสัมผัสกับโลหะทุกชนิด เพราะโลหะเป็นตัวนำไฟฟ้าอยู่ให้ไกลจากสายไฟ 

7. เมื่ออยู่ในบริเวณที่เกิดฟ้าแลบหรือฟ้าผ่ารุนแรง ควรถอดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าออกให้หมด ที่สำคัญควรดึงเสาอากาศโทรทัศน์ออกเพราะหากฟ้าผ่าที่เสาอากาศบนหลังคาบ้าน อาจวิ่งเข้าสู่โทรทัศน์ได้

8. ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือกลางแจ้งอย่างเด็ดขาด เพราะถึงแม้ว่าโทรศัพท์จะไม่ใช่สื่อล่อฟ้าโดยตรง แต่ฟ้าผ่าจะเป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าเข้ามือถือเนื่องจากโทรศัพท์มือถือมีส่วนประกอบที่เป็นแผ่นโลหะ สายอากาศและแบตเตอรี่ที่เป็นตัวล่อฟ้า จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่า
 

หากปฏิบัติตามข้อแนะนำเหล่านี้อย่างเคร่งครัดเชื่อว่าจะสามารถลดความรุนแรงจากฟ้าผ่าได้ไม่มากก็น้อย

 

 

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน