เตรียมโกยกันให้ไว ราคาทองร่วงหนัก แตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ย้อนหลังเปรียบเทียบ 7 ปี นักลงทุนมีหนาว

เตรียมโกยกันให้ไว ราคาทองร่วงหนัก แตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ย้อนหลังเปรียบเทียบ 7 ปี นักลงทุนมีหนาว

Publish 2018-09-28 14:29:25



   

      ถือเป็นข่าวดีให้หลายคนที่คิดลงทุนในตลาดทองคำ เมื่อสมาคมค้าทองคำได้ออกมาเปิดเผยราคาทองล่าสุดเมื่อบ่าย วันที่ 28 กันยายน 2561  เวลา 13.22 น (ครั้งที่ 2) ทองคำแท่ง รับซื้อ 18,100  บาท ขายออก 18,200 บาท ทองรูปพรรณ รับซื้อ 17,767 บาท  ขายออก 18,700  บาท  หากสังเกตจะพบว่าราคาทองคำในประเทศวันนี้มีการปรับลดถึง 200 บาท หลังราคาทองคำตลาดโลกที่นิวยอร์กมีการปรับตัวอัตราลดลงเมื่อคืนนี้ ที่11.70 ดอลลาร์/ออนซ์

 

 

 

ราคาทองคำ spot ร่วงหนักกว่า 12 ดอลลาร์ แตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ มีการการปิดตลาดที่ระดับ 1,187.40 ดอลลาร์/ ออนซ์ จึงส่งผลให้ราคาทองคำรูปพรรณในประเทศไทยมีการปรับลดขายออกบาทละ 18,750 บาท และ ทองคำแท่งขายออกอยู่ที่ 18,250  บาท ตามราคาขึ้นลงของตลาดทองโลก จนหลายคนที่คิดซื้อทองมาเก็บต่างรีบเร่งโกยกันเต็มที่


      ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศความบริสุทธิ์ 96.5% ในเดือน สิงหาคม 2561 อ้างอิงจากราคาทองคำที่ประกาศโดยสมาคมค้าทองคำ เป็นการเคลื่อนไหวภายในกรอบระหว่าง 18,500 – 19,250 บาทต่อน้ำหนัก 1 บาท ทองคำ โดยราคาทองคำ ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2561 ปรับลดลง 550 บาท เมื่อเทียบกับราคาทองคำเมื่อสิ้นเดือน กรกฎาคม 2561 เนื่องจากราคาทองคำในประเทศเคลื่อนไหวตามทิศทางตลาดทองคำในต่างประเทศ ประกอบกับการแข็งค่าของดอลลาร์ และความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ยังต้องรอดูต่อไปว่าในเดือนกันยายนนี้เมื่อจบเดือนจะมีอัตราเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่

 



     หากเปรียบเทียบราคาทองคำในครึ่งปี 61 นั้น ตั้งแต่งเดือนมกราคม - เดือนกันยายน จะเห็นได้ว่าราคาทองตั้งแต่เดือนมิถุนายน นั้นมีการปรับลงของราคาทองคำถึง 350 บาท ยาวมาถึงเดือน  กันยายน จนถึงวันที่ 28 กันยายน ปรับลงอีก 500 บาท ระยะเวลาเพียงเกือบ 1 อาทิตย์  เท่านั้น มีเพียงเดือนพฤษภาคม ที่ปรับขึ้น 50 บาท และหากย้อนกลับไป 7 ปี ก่อนหน้าปี 2561 จะเห็นได้ชัดว่ามีอัตราการปรับขึ้นของทองคำตลอดทั้งปีดังนี้

 

 

 

1. ปี 2555 ปรับขึ้นรวมตลอดปีอยู่ที่ 1,150 บาท เห็นได้ว่าถือเป็นปีที่ราคาทองคำนั้นปรับขึ้น โดยเฉพาะเดือนมกราคม ที่ปรับขึ้น 1,900 บาท อาจมีลดลงบางในเดือนมีนาคม ที่ 1,250 บาท จนจบตลอดทั้งปีที่การปรับขึ้น 1,150 บาท

2. ปี 2556 ปรับลงรวมตลอดปีอยู่ที่ 5,300 บาท ในปี 2556 เป็นปีของการปรับตัวลงของราคาทองคำ สูงสูดใน 7 ปีนี้

3. ปี 2557 ปรับขึ้นรวมตลอดปีอยู่ที่ 400 บาท ถือว่ายังคงที่ในการปรับลดลง ในแต่ละเดือน แต่จะปรับขึ้นในเดือน กุมภาพันธ์ มากที่ 1,050 บาท จากนั้นจึงค่อยๆ ลดลงตามลำดับ
        
4. ปี 2558 ปรับขึ้นรวมตลอดปีอยู่ที่ 300 บาท ปี 2558 นั้น ยังเป็นปีที่คงที่ของราคาทองปรับขึ้นไม่มากไม่น้อยจนเกินไป 

5. ปี 2559 ปรับขึ้นรวมตลอดปีอยู่ที่  1,450 บาท  เป็นปีที่มีการปรับราคาทองขึ้นมากที่สุดอีกปีหนึ่ง โดยจะปรับขึ้นมากที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ ถึง 1,900 บาท 

6. ปี 2560 ปรับขึ้นรวมตลอดปีอยู่ที่  350 บาท  ราคาทองที่ปรับขึ้นในปีนี้ยังอยู่ในขั้นทรงตัว ไม่ขึ้นมากและไม่ลงมาก โดยเดือนสิงหาคม ปรับขยับขึ้นที่ 550 บาท ถือว่าสูงสุดในปี 2560

7. ปี2561 ปรับขึ้นรวมตลอดปีอยู่ที่ 1,850 บาท  ยังต้องจับตามองกันอยู่ตลอดกับราคาทองคำที่ผ่านมาครึ่งปี มีการติดลบในเดือนกันยายนถึง 500 บาท โดยติดลบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน จนถึง วันที่ 28 เดือนกันยายน
 ติดลบถึง 150 บาทในวันนั้น

 

 



 

ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนดราคาทองคือ

 

      1. ค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ
โดยทั่วไปราคาทองคำจะเพิ่มขึ้น เมื่อค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ อ่อนค่าลง เพราะการซื้อทองคำเป็นการป้องกันความเสี่ยงในมูลค่าของเงินเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ เป็นเงินสกุลหลักที่ใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้นเมื่อค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ มีสัญญาณอ่อนค่าลง ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ที่ถือครองเงินเหรียญสหรัฐฯ มักจะกระจายความเสี่ยง โดยแบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น เช่น เงินสกุลอื่นๆ รวมถึงทองคำ ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นด้วย

      2.ความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ
หากปัจจัยอื่นคงที่ โดยทั่วไปราคาทองคำจะเพิ่มขึ้น เมื่ออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อที่มีประสิทธิภาพ โดยเราจะสังเกตทิศทางอัตราเงินเฟ้อได้จากทิศทางราคาพลังงาน (น้ำมัน) และราคาอาหารต่างๆ เพราะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อภาวะเงินเฟ้อโดยตรง

      3. ความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศและระบบการเงิน
ราคาทองคำมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนสูงในระบบการเงินโลก เนื่องจากในระหว่างช่วงที่เกิดเหตุการณ์เหล่านั้น การขายสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ มาถือครองทองคำแทนจะเพิ่มสูงขึ้นเพราะผู้ลงทุนมักจะป้องกันความเสี่ยงที่สินทรัพย์อื่นจะมีราคาตลาดลดลง ด้วยการย้ายมาถือครองทองคำ จะมากน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเหตุการณ์แต่ละครั้ง

     4.อุปสงค์และอุปทานในตลาด
หากปัจจัยอื่นคงที่ ราคาทองคำจะเพิ่มขึ้น เมื่อมีผู้ต้องการซื้อทองคำในปริมาณที่มากกว่าปริมาณทองคำที่มีในตลาด (Demand มากกว่า Supply) ทั้งนี้ อุปสงค์ (Demand) คือ ความต้องการใช้ทองคำนั้น ส่วนใหญ่มาจาก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภาคเครื่องประดับ ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการแพทย์ และภาคการลงทุน ภาคการลงทุนมีความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ช่วงที่มี Credit Crisis ซึ่งมีสาเหตุมาจากข้อ 3 รวมถึงการที่ภาครัฐของประเทศต่างๆ มีการนำทุนสำรองไปซื้อทองคำมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวอยู่ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เช่น จีน อินเดีย ที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นต้น ส่วนอุปทาน (Supply) นั้น คือ ความต้องการขายทองคำ ส่วนใหญ่มาจาก 3 กลุ่มหลัก
ได้แก่ ผลผลิตทองคำจากเหมืองทอง แรงขายจากธนาคารกลางประเทศต่างๆ และปริมาณทองคำเก่าที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ

     5.ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ
ราคาทองคำในประเทศไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อค่าเงินบาทเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ อ่อนค่าลง เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถผลิตทองคำได้เอง จึงต้องนำเข้าทองคำจากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งตลาดทองคำโดยทั่วไป มักจะใช้เงินสกุลเหรียญสหรัฐฯ เป็นสกุลเงินอ้างอิงในการซื้อขาย ดังนั้น อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและเงินเหรียญสหรัฐฯ จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำในประเทศ ไทย

     เมื่อรวมกันจึงเป็นตัวแปลงสำคัญในการที่ทำให้ราคาทองนั้นขึ้นลงตามลำดับ สำหรับประเทศไทยนั้นในช่วงนี้ถือเป็นโอกาสทองของหลายคนที่ต้องการซื้อเก็บไว้เนื่องจากราคาทองปรับลดลงอย่างต่อเนื่องมากถึง 500 บาท ในเดือนกันยายน

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย