ถอดรหัสสั่งหยุดวิ่ง รถตู้ เกิน 10 ปี เทียบชัด รถเมล์เก่าคร่ำครึปล่อยวิ่งปร๋อ ผู้ประกอบการให้เข้าใจหากอุบัติเหตุเกิด คือสุดวิสัย

Publish 2018-10-08 11:57:09


    จากตอนที่แล้ว จัดระเบียบรถตู้ เกิน 10 ปี ห้ามวิ่ง ล้วงลึกความรู้สึกของผู้ประสบโดยตรง หนทางแก้สู่ความปลอดภัยหรือจุดเริ่มต้นแห่งภาระ กับประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสังคมเป็นวงกว้าง กรณีมีคำสั่งให้รถตู้โดยสารสาธารณะกว่า 1,800 คัน ที่มีอายุรถครบ 10 ปี หยุดวิ่งบริการรับส่งผู้โดยสาร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2561 ที่ผ่านมา ทางสำนักข่าวทีนิวส์จึงทำการลงพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากผู้บริโภคและผู้ให้บริการตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น

 

 


 

 

    ทว่านอกเหนือจากการเดินทางด้วยรถตู้โดยสารสาธารณะ ยังพบว่าประชากรอีกกลุ่มเลือกใช้บริการ  "รถเมล์" เป็นทางเลือกสำหรับการเดินทาง แต่ในทรรศนะของบางคนยังคงมองว่า รถเมล์เป็นอุปสรรคประการหนึ่งของการ "พัฒนา" การจราจรในประเทศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม 

 

    เนื่องด้วยหลากหลายปัญหาที่เกิดขึ้น อาทิ รถที่มีสภาพเก่าเมื่อเกิดชำรุดขึ้นระหว่างทางอาจกีดขวางเส้นทางเดินรถ หรือส่งผลถึงความปลอดภัย และปัญหาบุคลากร (คนขับรถ ,กระเป๋ารถเมล์) ที่ไร้คุณภาพนำมาซึ่งปัญหาความรุนแรงบนท้องถนนอยู่บ่อยครั้ง เหล่านี้ได้กลายเป็นหัวข้อถกเถียงในสังคมมาโดยตลอด 

 

    การรับรู้ปัญหาไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำความเข้าใจในปัญหาอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก จากการสอบถามผู้ประกอบการเอกชนเกี่ยวกับสภาพรถในอู่ที่ให้บริการในแถบชานเมือง อันเป็นถนนสายหลักที่มีผู้ใช้บริการอยู่เป็นประจำ ได้ให้คำตอบว่า ในฐานะผู้ให้บริการจำต้องดูแลสภาพรถให้อยู่ในสภาพที่พร้อมให้บริการและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในขณะเดียวกันอยากให้มองอีกมุมหนึ่งว่า ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดูแลรักษารถเมล์ถือว่าสูงพอสมควร

 

 


สัมภาษณ์ผู้ประกอบการ

    ดังนั้นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนจึงขอให้เข้าใจว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วทางอู่จะพยายามแก้ไขมาโดยตลอดและไม่เคยมองข้าม ทั้งนี้โดยปกติจะมีช่างเครื่องประจำรวมถึงอะไหล่ที่เตรียมพร้อมดำเนินการให้ดีที่สุด ส่วนการตรวจสภาพรถนั้นจะมีการตรวจทุกเดือน นอกจากนี้ในด้านมาตรการความปลอดภัย ทางอู่จะมีการอบรมบุคลากรทั้งคนขับและกระเป๋ารถเมล์เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงมารยาทในการขับขี่เป็นประจำ

 

    แต่อย่างไรแล้วในความเป็นปัจเจกย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่บางคนอาจมีทัศนคติทางบวกหรือลบต่อรถเมล์ เป็นเหตุให้เกิดการร้องเรียนที่ตามมา ซึ่งส่วนมากทางอู่จะเน้นย้ำกับบุคลากรอยู่เสมอว่าให้ขับขี่อยู่ในระเบียบกฏเกณฑ์ ทั้งการขับชิดซ้ายและตามความเร็วจำกัดสูงสุดตามกฎหมาย แต่ในบางโอกาสอาจจำเป็นต้องเบี่ยงแซงตามสภาพการจราจรขณะนั้น เช่นอาจมีพาหนะประเภทอื่นจอดแช่ซ้ายเพื่อรอรับผู้โดยสารอยู่

 

    นอกจากนี้ยังแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า รถสายเดียวกันนั้นไม่ควรที่จะมีผู้ประกอบการหลายราย ในส่วนนี้รัฐบาลจึงควรเข้ามามีบทบาทเพื่อช่วยกันหาทางออกต่อไป ส่วนในอนาคตในฐานะผู้ประกอบการอยากให้รัฐบาลทำความเข้าใจถึง "รายได้" ที่แท้จริงของผู้ประกอบการรถเมล์ ว่าสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด เช่น เพดานของค่าโดยสารที่รัฐบาลกำหนด เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายหรือไม่ เพราะปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลในระยะยาวและกระทบเป็นวงกว้าง เนื่องจากผู้ประกอบการบางรายอาจสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหวจนต้องปิดกิจการลงในที่สุด

สัมภาษณ์ผู้โดยสาร


    โดยไม่รอช้าสำนักข่าวทีนิวส์มุ่งหน้าต่อไปยังท่าน้ำนนท์ เพื่อสำรวจป้ายรถเมล์ในบริเวณดังกล่าว ถือเป็นอีกแหล่งชุมชนที่มีผู้อาศัยเนืองแน่น เขาเหล่านี้ ต่างอาชีพ ต่างจุดมุ่งหมาย แต่ล้วนชะเง้อรอรถเมล์อย่างใจจดใจจ่อ จากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ใช้รถเมล์ในเส้นทางสายนี้เป็นประจำต้องพบความจริงที่ว่า ปัญหาการชำรุดจากสภาพอันคร่ำครึของรถเมล์ ยังมีให้เห็นอยู่เป็นประจำ บางคันสภาพเก่าเกินกว่าจะใช้งาน เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้โดยสารโดยตรง ทั้งการไปถึงที่หมายช้ากว่าที่กำหนด อีกทั้งปัญหาเชิงคุณภาพของตัวบุคลากรยังคงเป็นเรื่องเรื้อรัง จึงใคร่ขอรัฐบาลยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเพื่อปรับปรุงไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น
 

 

    ถึงแม้ว่าปัญหาต่างๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรแล้วระบบขนส่งก็ถือเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง ที่ผูกโยงกับ "คุณภาพชีวิต" ของประชากรในประเทศโดยตรง ด้วยคล้ายว่าจะเป็นปัจจัยที่ห้า หากรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาเพื่อนำพาประเทศไปสู่ความ "พัฒนา" ในอนาคต คงจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย