พ่อ-แม่เลี้ยงเด็ก14 อ่วม โดนเน้นๆ3ข้อหาหนัก ค้านประกัน!

Publish 2018-10-17 11:08:19



จากกรณีที่แม่เลี้ยงใจยักษ์ร่วมกับพ่อแท้ๆ ทำร้ายลูกอายุ 14 ปี มานานหลายปี จนเด็กชายต้องหนีออกจากบ้าน ปั่นจักรยานหนีไปหาแม่แท้ๆ ที่ จ.ระยอง โดยใช้เวลาปั่นจักรยานจากปทุมธานี 3 ชั่วโมง ไปถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อให้แม่มารับกลับไปอยู่ด้วย เหตุเกิดที่โครงการบ้านเอื้ออาทร ม.44 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 



ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.คลองหลวง สามารถจับกุมทั้ง น.ส.นรินทร แม่เลี้ยง และ นายอัครเศรษฐ์พร ผู้เป็นพ่อโดยจับได้ที่บ้านญาติ ย่านสายไหม กรุงเทพมหานคร และจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสภ.คลองหลวง ได้นำตัว น.ส.นรินทร และนายอัครเศรษฐ์พร เข้าห้องขังโดยไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวกันอยู่

ซึ่งขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนเข้าไปที่ห้องขังนั้น ทางด้าน น.ส.นรินทร (แม่เลี้ยง) ได้วิ่งเข้ามาตบกล้องของผู้สื่อข่าวที่กำลังถ่ายวิดีโออยู่ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่าทางนายอัครเศรษฐ์พร ของเด็กชายอายุ 14 ปี ยอมรับสารภาพว่าตนเองเป็นคนตีลูกเอง ไม่ได้เกี่ยวกับแม่เลี้ยงที่ตนทำไปนั้นเป็นการสั่งสอนเพียงเท่านั้น

 

 

 

 



โดยเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2561 พล.ต.ต.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.อ.อภิชาติวรรณภักดิ์ รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.อ.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผกก.กก.สส.ภ.จว.ปทุมธานี และพ.ต.อ.ฤทธินันท์ ปุ้ยพันธวงศ์ ผกก.สภ.คลองหลวง พร้อมด้วยชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีและชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง แจ้งข้อหาพ่อและแม่เลี้ยงของเด็กชาย 3 ข้อหาคือ ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ, หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร้างกาย และกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัว

โดยต่อมามีญาติของทั้งสองเดินทางมายื่นขอประกันตัวแต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตเพราะยังสอบสวนไม่แล้วเสร็จจึงแจ้งให้ไปยื่นประกันตัวในชั้นศาล และขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าจะใช้ทรัพย์สินหรือหลักทรัพย์จำนวนเท่าไหร่ 

 

เด็กชายที่ถูกทำร้าย เรียนอยู่ที่โรงเรียนเทศบาลท่าโขลง 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และทางเพื่อนๆ บอกว่า เพื่อนที่ถูกแม่เลี้ยงทำร้ายนั้นนิสัยดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และเพิ่งจะเข้ามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ เมื่อตอน ม. 2 ซึ่งแผลที่อยู่ตามตัวนั้นตนเห็นมาตั้งแต่ตอนเข้าเรียนใหม่ๆ แล้ว ซึ่งตนก็ได้ถามว่าไปโดนอะไรมา โดยเพื่อนบอกว่าจักรยานล้ม และไม่ได้บอกความจริงว่าถูกแม่เลี้ยงกับพ่อทำร้าย ตนจึงเพิ่งจะมาทราบตอนที่เป็นข่าวนี้เอง และก็รู้สึกสงสารเพื่อนที่ต้องมาถูกกระทำเช่นนี้

โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2561 ได้มีการลงพื้นที่ติดตามข้อเท็จจริงโดยได้สัมภาษณ์โชเฟอร์แท็กซี่คันที่ไปรับเด็กตามคำขอร้องของแม่แท้ๆที่อนุเสาวรีย์ชัยฯ ในวันที่ 12 ต.ค. 2561 ที่ผ่านมา โดยเขาเล่าว่าเมื่อไปถึงได้ติดต่อกับเด็กโดยให้แม่เด็กส่งเบอร์ของตนให้เพราะเด็กไม่รับสายใครนอกจากแม่

เมื่อพบกันตนได้ถามอาการเบื้องต้นของเด็กเช่นหิวไหม เด็กบอกว่าหิวตนจึงพาแวะร้านสะดวกซื้อซึ่งเด็กก็ซื้อของมานั่งกินบนรถแต่กินยังไม่ทันหมดก็หลับไปทั้งๆที่ในมือยังถือของกินอยู่ทำให้ตนคิดว่าเด็กคงเหนื่อยมากจากการปั่นจักรยานมาเป็นระยะทางไกล และตลอดเวลาที่นั่งมาเด็กดูอดทนมากไม่แสดงอาการอะไรให้เห็น พอไปถึงที่หมายก็ส่งต่อให้แม่เด็กซึ่งเด็กก็รีบวิ่งไปกอดแม่ 

นอกจากนี้ยังมีการสัมภาษณ์เพื่อนบ้านของฝั่งพ่อและแม่เลี้ยงได้ความว่าแม่เลี้ยงนั้นเข้ากับเพื่อนบ้านไม่ค่อยได้ มีพฤติกรรมหยาบคายชอบพูด"กู-มึง" ตนไม่เคยเห็นเวลาที่แม่เลี้ยงลงมือกับเด็กแต่มักจะเห็นรอยแผลบนตัวเป็นประจำเรียกว่าไม่มีวันไหนที่เด็กไม่เป็นแผล ส่วนพ่อของเด็กก็กลัวแม่เลี้ยงรู้ทั้งรู้ว่าลูกถูกทำร้ายก็ไม่กล้าช่วยเหลือลูกโดนตีก็ได้แต่นั่งดูเพราะถ้าเข้าไปช่วยตนก็จะถูกด่า ทำอะไรต้องอยู่ใต้อำนาจเมียตลอด

ทั้งนี้ยังเล่าอีกว่าแม่เลี้ยงไม่ถูกใจไม่พอใจอะไรก็จะไปลงกับลูก เงินไม่พอใจก็ไปลงกับลูก ส่วนลูกเองเคยถามเรื่องแผลแล้วก็ตอบแค่ว่าหกล้มหรืออุบัติเหตุไม่กล้าบอกว่าแม่ตีเพราะคงกลัวว่าถ้าแม่รู้ว่าไปบอกคนอื่นจะยิ่งโดนทำร้ายหนักขึ้น

 

ขอบคุณ ทุบโต๊ะข่าว อัมรินทร์ทีวี

 



เรียบเรียงโดย

สินีนุช บรรเจิดธนากุล