อยู่ที่ไหนก็โกย เทียบชัด อดีต 2 หัวเรือใหญ่ทุ่มเงินซื้อทีมฟุตบอลระดับโลก เจ้าสัววิชัย และ ทักษิณ คนหนึ่งเป็นที่รัก อีกคนเละจนต้องสาปส่ง

อยู่ที่ไหนก็โกย เทียบชัด อดีต 2 หัวเรือใหญ่ทุ่มเงินซื้อทีมฟุตบอลระดับโลก "เจ้าสัววิชัย" และ "ทักษิณ" คนหนึ่งเป็นที่รัก อีกคนเละจนต้องสาปส่ง

Publish 2018-10-31 16:25:52

 

    ข่าวการจากไปของ "เจ้าสัววิชัย" ในฐานะประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ "จิ้งจอกสยาม" นำมาซึ่งความเศร้าสลดสะเทือนวงการลูกหนังยิ่ง เมื่อโลกออนไลน์ได้นำเสนอแง่มุมของนักธุรกิจที่มีใจรักกีฬาฟุตบอล พร้อมปณิธานอันตั้งมั่นด้วยหวังนำพาชื่อเสียงของประเทศไทยแผ่ขจรไปทั่วโลก 
 

 

    ย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 ที่เจ้าสัววิชัย ทุ่มเงินมหาศาลเข้าซื้อกิจการสโมสร "เลสเตอร์ ซิตี้" โดยขณะนั้นเหล่าแฟนบอลต่างรู้ดีว่าสถานะและศักยภาพของสโมสรฯ ไม่ต่างอะไรกับ "ทีมรองบ่อน" ประหนึ่งจิ้งจอกที่กำลังหายใจรวยริน หากแต่จะมีใครล่วงรู้ต่อมาว่า หลังจากนั้นเพียง 6 ปี เจ้าสัววิชัยจะนำพาทีมเล็กๆ ไปถึงฝั่งฝัน ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษไปครองได้สำเร็จ และถือเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา 132 ปี ได้สำเร็จ 

 

 


 

 

    จากคุณงามความดีและผลงานอันประจักษ์ได้ก่อกำเนิดเป็นสายสัมพันธ์ จนกลายเป็นความรักเทิดทูนของชาวเลสเตอร์ ซิตี้ ที่มีต่อเจ้าสัววิชัย เห็นได้ชัดจากพิธีไว้อาลัย ณ สนามคิงเพาเวอร์ ที่ปรากฏนักฟุตบอลชุดใหญ่ทีมเลสเตอร์ และแฟนบอลจำนวนมากร่วมวางดอกไม้พวงหรีด พร้อมเสียงสนับสนุนเสนอให้ทางสโมสรฯ เปลี่ยนชื่อสนาม หรืออัฒจันทร์เป็นชื่อของเจ้าสัววิชัยเพื่อเป็นการยกย่องสดุดี 

 

    นอกจากนี้เหล่าแฟนบอลยังตั้งหัวข้อในเว็บไซต์รณรงค์เพื่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคม www.Change.org เพื่อเรียกร้องให้มีการสร้างอนุสาวรีย์เจ้าสัววิชัย ที่บริเวณนอกสนามคิงเพาเวอร์ เนื่องด้วยเจ้าสัววิชัยถือเป็นผู้ฉุดทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ให้พ้นจากวิกฤตทางการเงินจากปัญหาหนี้สินด้วยการทุ่มเงินมหาศาลซื้อสโมสรฯ ชนชาวเลสเตอร์ ซิตี้จึงรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อตระกูลศรีวัฒนประภา ล่าสุด มีผู้คนมาร่วมลงชื่อแล้วมากกว่า 27,000 คน



    โศกนาฏกรรมครั้งนี้ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อปรากฏบุคคลสาธารณะทุกชนชั้นต่างโพสต์ข้อความไว้อาลัย ไม่เว้นแม้แต่คนแดนไกลที่มีวีซ่าเข้าได้เกือบทุกประเทศ แต่กลับประเทศไทยไม่ได้ อย่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความไว้อาลัย เจ้าสัววิชัย ในอินสตาแกรม ระบุว่า ขอแสดงความอาลัยแก่ครอบครัว ศรีวัฒนประภา กับการสูญเสียในครั้งนี้ ตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รู้จักกับคุณวิชัยมานานหลายปี อีกทั้ง ยังรู้สึกโศกเศร้ากับการจากไปของคุณวิชัย ไม่ต่างกับคนในครอบครัวที่ต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้

 

 


 

 

    ความเคลื่อนไหวของนายทักษิณครั้งนี้ ถูกนำมาวิพากษ์เชิงเปรียบเทียบกับกรณีของ "เจ้าสัววิชัย" ในฐานะสองมหาเศรษฐีชาวไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยกุมบังเหียนนั่งตำแหน่งประธานสโมสรชั้นนำของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษอย่างเลี่ยงมิได้ อย่างที่ทราบกันดีว่าภายหลังอดีตนายกผู้อหังการ์ถูกรัฐประหาร เมื่อปี 2549 ด้วยข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตคอรัปชั่น ทำให้เขาต้องระหกระเหินเร่ร่อนไปยังต่างแดนโดยไม่มีโอกาสได้กลับแผ่นดินเกิด

 

 


 

 

    จนกระทั่งในช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2550 ได้ปรากฏความเคลื่อนไหวของเขาบนหน้าสื่ออีกครั้ง ด้วยเพราะนึกอุตริผีผลักหรือเข็ดหลาบจากสนามการเมืองไม่อาจทราบได้ นายทักษิณหันหน้าเข้าสู่วงการลูกหนังด้วยการทุ่มเงินซื้อสโมสร "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ซิตี้ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ท่ามกลางเสียงก่นด่าขรมว่าไม่สนับสนุนฟุตบอลในชาติตัวเอง แต่แล้วภายใต้การบริหารของนายทักษิณ เพียงปีเดียวสถานะทางการเงินของสโมสรฯ ต้องเข้าสู่วิกฤติทันที เมื่อพบว่าขาดทุนเพิ่มขึ้นอีก 33 ล้านปอนด์ ซ้ำร้ายยังกู้เงินธนาคารเพิ่มอีก 49 ล้านปอนด์ เป็น 64 ล้านปอนด์อีกด้วย


การบริหารที่ไม่ต่างอะไรกับ "เด็กเล่นขายของ" เพราะขาดความรู้ความสามารถในศาสตร์ลูกหนังมุ่งหวังแต่กอบโกยกำไร ทำให้วงเงินหนี้ที่ไปกู้จากสถาบันต่างๆ ได้ขยายขึ้นจาก 134 ล้านปอนด์ เป็น 209 ล้านปอนด์ และยังมีการใช้เงินเพิ่มอีก 49.5 ล้านปอนด์ รวมถึงการซื้อนักเตะจากสโมสร CSKA มอสโคว์ ด้วยค่าตัว 19 ล้านปอนด์ จาก "เรือใบสีฟ้า" จวนเจียนจะกลายเป็น "เรือใบอับปาง" อยู่รอมร่อ 

 

 

 

    เรื่องฉาวไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะมีการคาดการณ์ว่านายทักษิณ อาจหวังใช้สโมสรฯ เป็นบันไดสร้างชื่อเสียงให้ตระกูลชินวัตรเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีแฟนบอลเป็นอย่างยิ่ง และมีการเปิดเผยต่อมาว่ามีการใช้เงินเพื่อเป็นการโปรโมทบริษัทที่นายพานทองแท้ บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร เป็นเจ้าของ ทำให้ต้องกู้เงินจาก สแตนดาร์ด แบงค์ อีก 25 ล้านปอนด์ เพียงพอที่จะทำให้ทางสโมสรฯ ลงมติ ปลดนายทักษิณ ชินวิตร ออกจากตำแหน่ง "ประธานกิตติมศักดิ์" เพราะพิจารณาเห็นว่าชายผู้นี้สร้างความเสื่อมเสียให้แก่สโมสรฯ เนื่องจากเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริตคอร์รัปชั่นหลายพันล้านปอนด์และยังมีสถานะเป็น "นักโทษหนีคดี" ของประเทศไทย

 

    ขณะนั้นทางด้านตัวแทนสโมสรฯ ได้เปิดเผยต่อสื่อว่า การตัดสินใจครั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากบอร์ดบริหารแมนซิตี้ฯ ตระหนักดีว่าทางพรีเมียร์ลีกไม่ต้องการให้นักโทษหนีคดีและบุคคลที่เคยถูกตราหน้าว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนมาข้องแวะกับวงการฟุตบอลอังกฤษ อย่างไรก็ตามมีข้อมูลเพิ่มเติมระบุว่า ชีค มันซูร์ มหาเศรษฐีจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยอมจ่ายเงิน 150 ล้านปอนด์ ในการซื้อสโมสรฯ ต่อจาก นายทักษิณ ซึ่งสร้างกำไรให้แก่เขาเป็นเงินกว่า 4,500 ล้านบาท

 

    "เจ้าสัววิชัย" และ "นายทักษิณ" จึงเป็นสองบุคคลที่ถูกนำมาจับคู่เปรียบเทียบในบางแง่มุม ระหว่างนักธุรกิจผู้หลงรักในเสน่ห์ลูกหนัง หากอีกคนเป็นนักธุรกิจที่นิยมอำนาจเงินตรา คนหนึ่งขับเคลื่อนสโมสรด้วยหัวใจ แต่อีกคนกลับหวังเพียงกอบโกยผลประโยชน์ . . .

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย