ใครมีลูกคนที่สอง ลดหย่อนภาษีได้ รัฐคลอดมาตรการเอาใจครอบครัว   รับมือ “สังคมคนชรา”

ใครมีลูกคนที่สอง ลดหย่อนภาษีได้ รัฐคลอดมาตรการเอาใจครอบครัว รับมือ “สังคมคนชรา”

Publish 2018-11-13 15:26:00


  นับว่าเป็นการแก้ปัญหาภาคเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างตรงจุด จากกรณี นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรลดหย่อนภาษีเงินได้ สำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 3 หมื่นบาท และสําหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่คนที่ 2 เป็นต้นไป 
 
  ทั้งนี้ หากเป็นบุตรที่เกิดในหรือหลังปี 2561 ให้หักลดหย่อนได้เพิ่มอีกคนละ 3 หมื่นบาท โดยในการนับลำดับบุตร ให้นับลำดับของบุตรทุกคนไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี 2561 ที่จะต้องยื่นรายการในปี 2562 คือในเดือนม.ค. จนถึง มี.ค. ก่อนหน้านี้เคยกำหนดไว้ว่าการหักลดหย่อนบุตรนั้นสามารถทำได้ไม่เกิน 3 คนต่อครัวเรือน โดยลดหย่อนได้ทั้งสามีภรรยาไม่ต้องหารครึ่ง  และหากเป็นบุตรคนที่ 2 จะลดหย่อนได้รวมเป็นเงิน  6 หมื่นบาท
 

  สำหรับมาตรการดังกล่าวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีบุตรมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันพบว่าคนไทยมีลูกน้อยลง ส่งผลให้ประชากรวัยเด็กที่จะเป็นบุคลากรในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคตลดลง อีกทั้งขณะจากการสำรวจพลว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมคนชรา




  แน่นอนว่าหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รีบแก้ไขย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในทุกด้าน เช่น คนวัยแรงงานน้อยลง รัฐต้องแบกรับภาระดูแลคนสูงอายุจำนวนมาก ขณะที่กรมสรรพากรยังอยู่ระหว่างผลักดันแก้กฎหมายให้สามารถนำค่าคลอดและฝากท้องกับโรงพยาบาล ลดหย่อน 6 หมื่นบาทต่อปี ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างอยู่ระหว่างเสนอแก้ไขกฎหมายไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) หากผ่านการพิจารณาในปีนี้จะมีผลบังคับใช้ทันทีในปี 2561
 
  ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้จัดทำ "โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด"  เพื่อเป็นสวัสดิการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรในครอบครัวที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูงไม่มีพอต่อการครองชีพ โครงการดังกล่าวจะทำให้เด็กแรกเกิดมีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยจะอุดหนุนเงินให้ผู้ที่มีบุตร จำนวน 600 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 3 ขวบ จะเห็นได้ว่าทางรัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญเพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพบุคลากรในอนาคต เปิดทางเลือกให้สามี-ภรรยามีบุตรโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

 



  สังคมผู้สูงอายุหรือสังคมชรา กำลังเป็นปัญหาในหลายประเทศ โดย องค์การสหประชาชาติให้คำนิยามว่าประเทศใดที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปร้อยละ 7 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ถือว่าประเทศนั้นก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ จากผลสำรวจในประเทศในแถบเอเชียเผยว่า เกาหลีใต้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ละผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีฐานะยากจน ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นมีประชากรผู้สูงอายุมากถึง 20 % เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด (Hyper-Aged Society)
 
  ส่วนประเทศไทยเรียกได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะในขณะนี้ไทยมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปมากถึงร้อยละ 10 หรือมากกว่า 7 ล้านคน และคาดว่าในปี 2583 หากภาครัฐยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม หรือรณรงค์ให้ประชากรตระหนักถึงความสำคัญจากผลสะท้อนกลับของสังคมผู้สูงอายุ ในอนาคตประชากรชราจะเพิ่มจำนวนเป็น 17 ล้านคนเทียบเป็นสัดส่วนได้มากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ นับว่าเป็นประเด็นที่น่าวิตกอยู่พอควร อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าทางรัฐบาลได้พยายามคลอดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหามาโดยตลอด หากแต่จะสัมฤทธิ์ผลมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องติดตามกันต่อไป




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย

;