เบื้องหลังคดีสุดฉาว หมอสูติฯ ขืนใจผู้ป่วยกลางรพ. จริยธรรมวิชาชีพสิ่งสำคัญ

เบื้องหลังคดีสุดฉาว "หมอสูติฯ" ขืนใจผู้ป่วยกลางรพ. จริยธรรมวิชาชีพสิ่งสำคัญ

Publish 2018-11-16 11:12:52

 กลายเป็นเรื่องราวสั่นสะเทือนวงการแพทย์อยู่ขณะนี้หลังเมื่อช่วงวันที่ 14 พ.ย. 61 ที่ผ่านมาเพจ ทนายนิด้า ได้ออกมามาแฉแชทลับระหว่างคนไข้สาวรายหนึ่งที่อ้างว่าถูกแพทย์สูติฯ 
ข่มขืนระหว่างการตรวจภายใน โดยเนื้อความมีการเจรจาให้เงินเพื่อให้เรื่องเงียบลง พร้อมกับข้อความเชิงชูสาวที่แพทย์สูติฯ รายนี้ระบุเป็นนัยว่ารู้สึกดี และชอบคนไข้สาว ทั้งยังเสนอเงิน 50,000 บาทให้คนไข้สาวรายนี้ พร้อมทิ้งท้ายขอโอกาสให้พิสูจน์ตัวเองว่าเลว อย่างที่คนไข้สาวรายนี้คิดหรือไม่ 

 

 

      ซึ่งหญิงสาวที่ตกเป็นเหยื่อรายนี้ได้ขอความช่วยเหลือไปยัง องค์กรช่วยเหลือสตรี จากนั้น ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี จึงส่งต่อให้ทนายนิด้าดูแลคดีนี้ให้เอาผิดแพทย์สุติฯ ถึงที่สุด โดยผู้ตกเป็นเหยื่อ เป็นหญิงอายุ 28 ปี ส่วนแพทย์สุติฯ มีอายุระหว่าง 40 - 41 ปี เป็นแพทย์ประจำคลินิกเวชกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งหญิงรายนี้เคยไปตรวจภายในมาแล้วหนึ่งครั้งแต่ก็ไม่มี
ความผิดปกติอะไร จนมาถึงครั้งที่สองจึงเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น หลังเกิดเหตุคนไข้สาวรายนี้มีอาการจิตตก พร้อมกับกลายเป็นโรคหวากกลัวผู้ชาย และไม่อยากให้หญิงสาวรายอื่นตกเป็นเหยื่อเช่นเธอ

       หลังเป็นข่าวขึ้นมาแพทย์สุติฯ รายนี้ได้โอนเงินให้ผู้เสียหายจำนวน 3 แสนบาท พร้อมขอให้ปิดคดี และรับสารภาพว่าได้ลงมือข่มขืนคนไข้สาวรายนี้จริงต่อผู้เสียหายรายนี้  หลังจากนั้นเมื่อเรื่องดังขึ้นก็มีหญิงสาวที่ตกเป็นเหยื่อถูกลวนลามจากคลินิกแห่งนี้ร่วม 10 ราย ออกมาแฉพฤติกรรมของแพทย์สุติฯ เพิ่ม พร้อมกล่าวว่าถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในจรรยาบรรณแพทย์ที่ควรมี พร้อมขอให้ยกเลิกใบประกอบอาชีพเสีย

 

       ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 61 ที่ผ่านมา แพทย์สุติฯ เมืองปากน้ำโพ นครสวรรค์ ที่ถูกคนไข้สาวกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศคนไข้ระหว่างทำการรักษาและผู้เสียหายแจ้งความเอาผิดได้ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.บุญเชิด จันทร์มณี รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองนครสวรรค์ ตามหมายเรียก พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนันอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขื่นได้ หรือทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่า ตนเป็นบุคคลอื่น และข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้หรือทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่า ตนเป็นบุคคลอื่น โดยแพทย์สุติฯ รายนี้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาขั้นต้น แต่จะขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น




        วันเดียวกัน ศ.นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ออกมากล่าวถึงการตรวจภายใน ว่า ตามหลักการแพทย์แล้ว เมื่อแพทย์จะตรวจภายในต้องมีบุคคลที่ 3 อยู่ด้วยเสมอ แพทย์จะอธิบายขั้นตอนอย่างละเอียดก่อนตรวจ ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เมื่อจะใส่เครื่องมือตรวจในช่องคลอดว่าผิดปกติหรือไม่ ก็จะต้องสวมถุงมือและคลำทั้งภายนอกและภายในกดที่หน้าท้อง พร้อมอธิบายคนไข้ให้ทราบว่ากำลังทำอะไรอยู่

 

         ส่วนขั้นตอนการตรวจภายใน จำเป็นต้องใส่สิ่งเทียมอวัยวะเพศ เพื่อลดความเจ็บปวดของคนไข้หรือไม่ ศ.นพ.ภิเศก กล่าวว่า เรื่องการลดความเจ็บปวด แพทย์จะใช้วิธีพูดคุยกับผู้ป่วย ให้เข้าใจว่าต้องทำอะไรบ้างอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ป่วยลดความตึงเครียด สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ อาทิ หัวอัลตร้าซาวน์ จำเป็นต้องใส่ถุงยางอนามัยเพื่อครอบอุปกรณ์ไว้ไม่ให้เสียหาย ส่วนแพทย์จะใส่ถุงมือ เพื่อป้องกันการปนเปื้อน

 

 

         สำหรับข้อสักถามเรื่องการใช้ฉากกั้นระหว่างคนไข้กับแพทย์ ศ.นพ.ภิเศก ระบุว่าไม่ต้องมีฉากบังกั้นระหว่างคนไข้กับแพทย์ในระหว่างการตรวจ แต่หากคนไข้รู้สึกอาย ก็สามารถขอหน้ากากปิดตา สวมไว้ได้ แต่ยืนยันว่าในระหว่างการตรวจภายใน จะต้องมีบุคคลที่ 3 และควรเป็นผู้หญิง หากเป็นตนถ้าไม่มีบุคคลที่ 3 ก็จะไม่ตรวจ อย่างไรก็ดี ในส่วนของกรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้น คงต้องรอฟังรายละเอียดจากทั้งสองฝ่ายก่อนเพื่อความเป็นธรรม

       หากย้อนกลับไปดูข่าวกรณีแพทย์ล่วงละเมิดทางเพศคนไข้ในต่างประเทศเคยมีข่าวหนึ่งโด่งดังพอสมควรช่วงเดือน มิถุนายน 2561 กับ นายอิฟเตคาห์ อาห์เหม็ด วัย 51 ปี สูตินรีแพทย์ กระทำเรื่องเสื่อมเสีย โดยเขาเคยบอกให้ คนไข้ นำเซ็กซ์ทอยมาห้องผ่าตัดแล้วถามเธอว่าชอบท่าเซ็กซ์แบบไหน และเขาได้ให้ภาพยนตร์โป๊กับคนไข้อีกรายและขอเธอมีเซ็กซ์หลังจากทำการตรวจภายใน นอกจากนี้เขาคุยเรื่องเซ็กซ์กับคนไข้ระหว่างที่เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าซึ่งทำให้เขาถูกแบนจากสมาคมแพทย์ในที่สุด

 

   จากการสอบสวน นายอิฟเตคาห์ถูกตัดสินว่าทำผิดจรรยาบรรณ เนื่องจากเขาประพฤติตัวไม่เหมาะสมและแอบดูข้อมูลส่วนตัว คนไข้ อย่างเบอร์โทรศัพท์อีกด้วย ตอนแรก นายอิฟเตคาห์มาจากประเทศบังคลาเทศแล้วย้ายมาประจำที่ประเทศอเมริกา ทั้งนี้เขาโดนยกเลิกใบประกอบอาชีพและถูกห้ามไม่ให้ทำงานแพทย์ต่อไปในที่สุด

 


 

  หากกล่าวถึงจริยธรรมวิชาชีพแพทย์นั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้วิชาชีพสามารถดำรงอยู่ในศรัทธาของประชาชนได้ จริยธรรมวิชาชีพแพทย์จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่สูติ-นรีแพทย์ควรยึดถือเป็นหลักในการประกอบวิชาชีพ ซึ่งในปัจจุบันปัญหาการถูกฟ้องร้องเพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการดูแลที่อาจต่ำกว่ามาตรฐานอันเป็นผลจากตัวแพทย์เอง ระบบการให้บริการที่มีข้อจำกัด หรือการประกอบวิชาชีพที่คำนึงถึงการถูกฟ้องร้องมากกว่าจะคำนึงถึงปัญหาทางจริยธรรม ดังนั้นจึงไม่ควรละเลยแนวปฏิบัติทางด้านจริยธรรมเพราะเป็นเกราะช่วยป้องกันปัญหาการฟ้องร้องต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ส่งผลให้ผู้ที่ยึดมั่นในจริยธรรมประกอบวิชาชีพได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพสูงตลอดไป ซึ่งจรรยาบรรณวิชาชีพ แพทย์ ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2526 คุณธรรม 10 ประการ (จรรยาบรรณแพทย์) ประกอบด้วย

1. มีเมตตาจิตแก่คนไข้ ไม่เลือกชั้นวรรณะ
2. มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยกตนข่มท่าน
3. มีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป
4. มีความละเอียดรอบคอบ สุขุม มีสติใคร่ครวญเหตุผล
5. ไม่โลภเห็นแก่ลาภของผู้ป่วยแต่ฝ่ายเดียว
6. ไม่โอ้อวดวิชาความรู้ให้ผู้อื่นหลงเชื่อ
7. ไม่เป็นคนเกียจคร้าน เผอเรอ มักง่าย
8. ไม่ลุอำนาจแก่อคติ 4 คือ ความลำเอียงด้วย ความรัก ความโกรธ ความกลัว ความหลง
9. ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่เป็นโลกธรรม 8 คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และความเสื่อม
10. ไม่มีสันดานชอบความมัวเมาในหมู่อบายมุข

 

   นอกจากนี้หากแพทย์ พยาบาลละทิ้งจริยธรรม จรรยาบรรณที่พึ่งมีถือเป็นเรื่องน่ากลัวว่าชีวิตหนึ่งชีวิตของคนไข้นั่นจะเป็นเช่นไรหากแพทย์ พยาบาลมีจิตใจที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตามยังคงต่อรอดูต่อไปว่าผลที่สุดแล้ว แพทย์สุติฯ รายนี้จะมีขอโต้แย้งเช่นไรในชั้นศาลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ได้กระทำลงไปและลงหมายจะลงโทษขั้นเด็นขาดเช่นไร

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย