บิ๊กตู่ แจกทั่วถึง ปีใหม่นี้เปย์อีก แจกสวัสดิการเพิ่ม ประชาชนรอเซอร์ไพรส์

"บิ๊กตู่" แจกทั่วถึง ปีใหม่นี้เปย์อีก แจกสวัสดิการเพิ่ม ประชาชนรอเซอร์ไพรส์

Publish 2018-11-23 16:07:22


   เรียกว่ายิ่งใกล้สิ้นปี รัฐบาลยิ่งมีของขวัญให้ประชาชนกันอย่างถ้วนหน้าซึ่งในเบื้องต้นจะมอบให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนเป็นอันดับแรกก่อนที่จะขยับไปมอบของขวัญให้ประชาชนท่านอื่น โดยในตอนนี้ได้มอบของขวัญให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 14 ล้านคน ทั้งนี้ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติงบประมาณเพื่อใช้ในการดำเนินโครงการกว่า 86,994 ล้านบาท ประกอบด้วย

 

 

1. มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เป็นเงิน 38,730 ล้านบาท ทั้งนี้ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนกับทางภาครัฐ ทางรัฐบาลจะช่วยเหลือ ค่าไฟฟ้าไม่เกิน 230 บาท/ครัวเรือน/เดือน และค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน
รวมถึงมาตรการเติมเงินให้กับผู้ถือบัตร 14.5 ล้านคน คนละ 500 บาท เพียงครั้งเดียว โดยจะเติมเงินให้ระหว่างเดือน ธ.ค. 2561 - ม.ค. 2562 สำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 3.5 ล้านคน จะช่วยเหลือค่าเดินทางไปโรงพยาบาล คนละ 1,000 บาท พร้อมกับมาตรการสนับสนุนค่าเช่าบ้านผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 400 บาท ต่อเดือน ให้ตั้งแต่ ธ.ค. 2561-ก.ย. 2562 จำนวน 2.3 แสนคน

2. เงินช่วยเหลือค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ เป็นเงิน 599 ล้านบาท และเงินบำเหน็จดำรงชีพ เป็นเงิน 24,700 ล้านบาท

3. เงินชดเชยดอกเบี้ย เป็นเงิน 3,876 ล้านบาท ให้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อจัดทำโครงการ "บ้านล้านหลังราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท" ให้ผู้ที่มีรายได้น้อย มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

4. มาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ เป็นเงิน 525 ล้านบาท

5. โครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพารา เป็นเงิน 18,604 ล้านบาท



   ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่ามาตรการทั้งหมดสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.07% เพราะมาตรการทั้งหมดนี้ถือเป็นมาตรการระยะยาวมีอายุถึงปี 2562 ซึ่งจะส่งผลดีมากกว่าปี 2561 ตามลำดับ

    จากกระแสข่าวการแจกของขวัญให้ประชาชนแพร่ออกไปได้มีหลายคนนำไปโยงกับเกมการเมืองครั้งเลือกตั้งปี 2562 ที่กำลังจะมาถึงนี้ว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังจะซื้อใจผู้ที่มีฐานะปานกลาง โดยเรื่องนี้นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้ออกมาชี้แจงถึงกระแสข่าวที่เกิดขึ้นว่าการเพิ่มมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็น ยกตัวอย่างเช่น ผู้สูงอายุที่ต้องมีงบลงไปดูแล เพราะสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุการที่เราดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่วันนี้ถือเป็นสิ่งที่ดี และชัดเจนงบที่สนับสนุนลงไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1 พันบาท ค่าเช่าที่อยู่อาศัย 

 

 

"เราเป็นคนรุ่นใหม่ แต่เราอย่าทิ้งคนที่มีพระคุณกับเรา ที่ช่วยปกป้องดูแล เลี้ยงดูพวกเรามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คิดว่าสังคมไทยไม่มีใครทิ้งผู้สูงอายุที่มีพระคุณ ถ้าเราไม่ดูแลผู้มีพระคุณหรือผู้สูงอายุก่อนเราคงทำอะไรลำบาก คิดว่าเป็นจุดที่เหมาะสมควรทำ และรัฐบาลต่อไปก็น่านำไปสานต่อให้ได้ กระบวนการทั้งหมดต้องใช้เวลาดำเนินการ"



   ล่าสุดวันนี้ (23 พ.ย. 2561) ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกรณีที่ทางคณะกรรมการเลือกตั้ง จะเข้ามาตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาลในการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นั้นสามารถให้ตรวจสอบได้เพราะมั่นใจในความโปร่งใส เพราะการที่รัฐบาลจะออกมาตรการต่างๆ จะต้องมีกฎหมายรองรับก่อนจึงจะสามารถออกมาได้เป็นอันดับแรกโดยสามารถกลับไปดูได้จาก พ.ร.บ.การเงินการคลัง และ พ.ร.บ.การใช้จ่ายงบประมาณ 

 

 

    ทั้งนี้ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวเสริมว่า บางโครงการถือเป็นมาตรการผูกพันระยะยาว มาก่อนหน้าซึ่งจะถือว่าเป็นงบประมาณสะสม ขอให้มองเป็น 2 ด้าน ไม่ใช่มองแต่เรื่องการแบ่งแยกชนชั้น ขอให้เป็นเรื่องการดูแลประชาชนมากว่า ส่วนเรื่องผู้สูงอายุถือเป็นกรณีเพิ่มเติมเป็นการแบ่งเบาภาระให้ผู้มีรายได้น้อยที่ดูแลบิดา มารดา แต่ยังมีความลำบากอยู่ ในปัจจุบันรัฐบาลจำเป็นจะต้องดูแลผู้สูงอายุเพิ่มเติม เพราะในปี 2562 ข้างหน้าประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังต้องเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีอาชีพการทำงานในหลายมิติที่มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงแรงงานต้องนำไปดำเนินการพิจารณาต่อไป

 

 

    นอกจากนี้ขอให้มองว่ามาตรการเช่นนี้รัฐบาลอื่นก็ทำเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลนี้ก็พยายามบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนเต็มที่ทั้งแบบเร่งด่วนและบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว ทั้งนี้ช่วงปีใหม่จะมีอีกหลายมาตรการทยอยออกมาให้กับประชาชนอีกหลายกลุ่มได้จับต้องได้ไม่เพียงแต่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น โดยเรื่องนี้คงต้องมอบให้ทางกระทรวงการคลังดูแลและพิจารณาต่อไป ตามเม็ดเงินของงบประมาณที่มีอยู่ ก่อนทิ้งท้ายว่าให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น  

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย