แผ่นดินไหวอลาสก้า 7 แมกนิจูด อาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่องกว่า 40 ครั้ง ย้อนดูธรณีพิโรธโลกไม่ลืม

แผ่นดินไหวอลาสก้า 7 แมกนิจูด อาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่องกว่า 40 ครั้ง ย้อนดูธรณีพิโรธโลกไม่ลืม

Publish 2018-12-01 14:09:08


วันนี้ 1 ธ.ค. 2561 เกิดเหตุระทึกขวัญ เมื่อสื่อต่างประเทศรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 8.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของ รัฐอลาสกา สำนักธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกาพบ แผ่นดินไหว ขนาด 7.0 แม็กนิจูด   มีจุดศูนย์กลางราว 11 ก.ม. ทางตอนเหนือของ เมืองแองเคอเรจ และลึกลงไปใต้ดิน 40.9 ก.ม. 
 
ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตามความรุนแรงได้ส่งผลกระทบไปยังหลายพื้นที่ ทั้งอาคารบ้านเรือน ร้านค้า และถนนใกล้สนามบินท้องถิ่นที่เกิดรอยแยกและทรุดตัวเป็นทางยาว
 
"หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง เมืองแองเคอเรจเผชิญกับอาฟเตอร์ช็อกอย่างน้อย 40 ครั้ง รวมถึงอาฟเตอร์ช็อกขนาด 5.7 แม็กนิจูดที่สั่นสะเทือนในไม่กี่นาทีต่อมา นอกจากนี้ยังมีอาฟเตอร์ช็อกสูงกว่า 5.0 แม็กนิจูดอีก 2 ครั้ง สูงกว่า 4.0 แม็กนิจูด 10 ครั้ง และแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ไกลถึงนครบอสตัน รัฐแมสซาชูเซ็ตส์ ซึ่งอยู่ห่างมากกว่า 7,300 ก.ม. พร้อมแถลงเตือนภัยสึนามิในบริเวณคุ๊กอินเล็ท และคาบสมุทรคีไน แต่ต่อมายกเลิก" ศูนย์แผ่นดินไหวรัฐอลาสการะบุ

 



ขณะที่ นายบิล วอล์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐอลาสกา ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติ และสั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งซ่อมแซมถนน รวมทั้งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ เมืองแองเคอเรจเคยเผชิญกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาแล้วเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2507 ที่แรงสั่นสะเทือน 9.2 แม็กนิจูด ซึ่งรุนแรงเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์ครั้งนั้นมีชื่อเรียกว่า แผ่นดินไหวกู๊ดฟรายเดย์ (Good Friday Earthquake)
 

นับเป็นการสั่นสะเทือนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา เพียงเวลาแค่ 3 นาที ด้วยความแรง วัดขนาดแมกนิจูดได้ 9.2 Mw ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 9 ราย แต่หลังจากนั้นไม่นานนัก ปรากฏว่ามีคลื่นสึนามิ ที่สูงร่วม 60 เมตรที่บริเวณปากทางน้ำวาลเดซ (Valdez inlet) ได้คร่า ชีวิตผู้คนไปถึง 122 ราย และสร้างความเสียหายจำนวน 311 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (หรือเทียบเท่า 2.3 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน) โดยเมืองแองเคอเรจ (Anchorage) เป็นพื้นที่ที่เสียหายมากที่สุด

 


 

อย่างไรก็ตามมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวอีกหลายครั้งที่โลกต้องจารึกไว้ในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ เช่น แผ่นดินไหวที่่สาธารณรัฐเฮติ เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2553 บริเวณ ฝั่งตะวันตกของเกาะฮิสปันโยลา ในทะเลแคริบเบียน ส่วนหนึ่งของทวีปอเมริกา ที่วัดแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 7.0 ริกเตอร์ โดยมีศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของเฮติ ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 16 กิโลเมตร และลึกลงไปใต้ดินราว 10 กิโลเมตร ความรุนแรง ส่งผลให้ทำเนียบประธานาธิบดี ที่ทำการกระทรวงต่าง ๆ ตลอดจนที่ทำการขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในกรุงปอร์โตแปรงซ์ พังถล่ม รวมทั้งอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายจำนวนมาก มีผู้เสียชีวิตมากถึงแสนคน นับเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 200 กว่าปีของเฮติ



กับอีกหนึ่งเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554 ที่ประเทศญี่ปุ่น  เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 9.0 ริกเตอร์ โดยมีศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่นอกชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรโอชิกะ โทโฮะกุ ลึกลงไปใต้พื้นดิน 32 กิโลเมตร จากแรงสั่นสะเทือนที่วัดได้ นับได้ว่าเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงเป็นอันดับสี่ของโลกเท่าที่มีการบันทึกได้ตั้งแต่ ปี 2443 
   

แผ่นดินไหวดังกล่าวทำให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงตามแนวชายฝั่งแปซิฟิกของหมู่เกาะตอนเหนือของญี่ปุ่น ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ 1 และ 2 ถูกคลื่นสึนามิซัดข้ามกำแพงและทำลายระบบกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสำรอง จึงเกิดปัญหาในการลดความร้อน และทำให้เกิดระเบิด 2 ครั้งที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ 1 และทำให้กัมมันตภาพรังสีในบริเวณรอบข้างมีระดับสูงขึ้น ประชาชนกว่า 200,000 คนในบริเวณใกล้เคียงต้องอพยพหนี จากเหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวีตไม่ต่ำกว่า 9,408 ราย สูญหาย 14,716 คน ได้รับบาดเจ็บ 2,746 คน


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย