"บรรยง"จนมุม ข้อมูลผิดพลาด รับ ใช้ข้อข้อมูลเก่า "ความจริงไทยไม่ได้เหลื่อมล้ำที่สุดในโลก"!

Publish 2018-12-07 19:04:47



หลังจากที่เกิดเป็นประเด็นในสังคมเรื่องความเหลื่อมล้ำจาก นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ ซูเปอร์บอร์ด ซึ่งได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเอาไว้ว่า 

 

 

 



#ไอ๊ย่ะ.....#สองปีที่แล้วแค่ได้ขึ้นโพเดียม(อันดับสาม) #ปีนี้ครองแชมป์โลกไปซะแล่ว

ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำ…5ธค.2561

ประเทศไทย กลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลกไปแล้ว …ตามข้อมูลของ CS Global Wealth Report 2018 ที่ออกมาเมื่อเดือนตุลา มีข้อมูลที่น่าเป็นห่วงมากว่า ถ้านับในด้านความมั่งคั่ง(Wealth)แล้ว ไทยแลนด์แดนสารขัณฑ์ที่ได้อันดับสามในการสำรวจเมื่อสองปีที่แล้ว สามารถแซงทั้งรัสเซีย ทั้งอินเดีย ฉลุยขึ้นป้ายอันดับหนึ่งได้อย่างค่อนข้างห่างด้วยซำ้

เมื่อสองปีที่แล้ว(2016)คนไทย(adult) 1%แรก(5 แสนคน) มีทรัพย์สินรวม 58.0% ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ มาปีนี้(2018) 1%มีเพิ่มเป็น 66.9% รวยขึ้นอื้อเลยครับ …แซงรัสเซียที่ลดจาก78% เหลือแค่57.1%ตกไปเป็นที่สอง ขณะที่ตุรกีมาแรงทั้งๆที่ศก.ห่วยแตกแต่คนรวยกลับเพิ่มสัดส่วนขึ้นได้เป็น54.1% แซงอินเดียที่ตกไปเป็นที่สี่ จาก58.4% เหลือแค่เพียง51.5% …แล้วนอกจากสี่ประเทศนี้ก็ไม่มีประเทศไหนในโลกอีกแล้วที่คนรวย1%มีเกินครึ่ง …โดยประเทศที่ดีที่สุดคือเบลเยี่ยมที่1%มีแค่ 20.1% ตามด้วยออสเตรเลีย22.4% (ดูตาราง40ประเทศด้านล่าง)

ที่รัสเซีย อินเดีย เศรษฐีจนลงก็พอเข้าใจได้ เพราะภาวะเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนที่ย่ำแย่เป็นตัวฉุด …แต่ตุรกีนี่ก็มีวิกฤติไม่เบา สงสัยคุณเออร์โดกันแกออกนโยบายปกป้องพรรคพวกไว้ได้ดี เลยส่งผ่านผลวิกฤติกระจายให้คนจนได้มากกว่า …อย่างพี่ไทย ที่ตีปี๊ปว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว กำลังเข้าสู่ยุคโชติช่วงใหม่ เห็นตัวเลขนี้ก็คงพอเข้าใจได้ว่าทำไมรากหญ้ายังบ่นอู้ และที่เขาว่าแข็งบน-อ่อนล่างมันเป็นยังไง

พอไปดูรายละเอียดของตาราง(table6.5) ยิ่งอยากเอาตีนก่ายหน้าผากเข้าไปใหญ่ …เพราะคนไทยที่จนสุด10%มีทรัพย์สิน0%(จริงๆถ้ารวมหนี้น่าจะติดลบนะครับ) …ขณะที่ถ้านับ50%(25ล้านผู้ใหญ่)ก็ยังมีแค่ 1.7% …และถ้าเอา70%(35ล้าน) ก็เพิ่มไปเป็นแค่ 5% …ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจหรอกครับเพราะว่าไอ้1%แรก(ห้าแสนคน)มันเอาไปหมด …แต่ที่น่ากังวลก็คือมันสะท้อนว่า คนครึ่งประเทศ เป็นพวก”หาเช้ากินคำ่”หรือไม่ก็”เดือนชนเดือน” ไม่มีเหลือเก็บเหลือออม แล้วแถมกำลังจะแก่ก่อนมีเงินออมซะอีกด้วย

ถ้าไปดูตัวเลขค่าสัมประสิทธิ์GINIด้านความมั่งคั่ง(มาตรวัดการกระจาย ที่ค่าสูงสุด100 หมายถึงคนเดียวเอาไปหมด ถ้า0 แปลว่าทุกคนเท่ากันหมด)ตามtable6.6 ก็ยืนยันว่าประเทศไทยนั้นเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก เพราะGINIเราสูงถึง90.2 ซึ่งผมว่าน่าจะเป็นสถิติโลกที่คงหาคนทำลายได้ยาก

เห็นตัวเลข หลายคนคงจะยังสงสัย ว่าวิธีการเก็บข้อมูล วิธีการสำรวจ วิธีการประเมินของCredit Suisse น่าเชื่อถือและถูกต้องแค่ไหน หรือหลายคนอาจจะปลอบใจว่า นี่มันวัดละเอียดเทียบกันแค่ 40ประเทศ ไอ้ประเทศจนๆในซับซาฮาร่า หรือพวกประเทศสมบูรณาญาสิทธิราชโดยเฉพาะที่พวกชีคเป็นเจ้าของทุกอย่างมันน่าจะแย่กว่าเรานะ …อย่างรายงานบอกว่าความมั่งคั่งรวมของคนไทยมีแค่ $505billion หรือ 16.5ล้านๆบาท ผมก็คิดว่ายังตกหล่นไปเยอะ เพราะเฉพาะทรัพย์สินทางการเงินรวมในตลาดก็มีขนาด 40ล้านๆบาทแล้ว ไม่รวมอสังหาและทรัพย์สินอื่นๆ ก็หวังว่าที่ตกหล่นน่ะส่วนใหญ่เป็นของคนจนนะครับ (กลัวจะตรงกันข้ามซะละมากกว่า)

อย่างไรก็ตาม รายงานนี้ยืนยันว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เราอาจจะมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทางการเงิน ทางการเมืองได้ดี แต่ถ้าไม่แก้เรื่องนี้ให้ได้ก็สุ่มเสี่ยงมากครับว่า เสถียรภาพทางสังคมจะมีปัญหา

ที่ยากที่จะกระจาย ก็เพราะว่ามันกระจุกแบบสุดๆนี่แหละครับ ใครคิดว่า”รัฐสวัสดิการ”จะช่วยได้ ก็ต้องระวังแหล่งที่มาของเงินที่จะเอามากระจายด้วยนะครับ เพราะคนส่วนใหญ่(80%)เขาก็หาได้แทบไม่พออยู่แล้ว ครั้งจะเอาจากพวก1% ก็ต้องฝ่ากระบวนการล็อบบี้อันทรงอิทธิพลของเหล่าเจ้าสัวให้ได้ และต้องระวังเขาหอบทรัพย์หนีออกนอกประเทศกันหมดด้วย บางคนบอกว่าเอาจากงบทหารแล้วกัน ทำอย่างนั้นก็เหมือนอยู่บ้านไม้เก่าๆโทรมๆแล้วยังไม่ยอมจ่ายเงินซื้อประกันไฟอีก …มันเสี่ยงนาครับ

ถามผมว่าอะไรคือคำตอบ …ผมก็ขอนำเสนอว่าให้ใช้หลักการ ทุนนิยมเสรีใหม่+รัฐสวัสดิการ(Neoliberalism+Welfare) นี่แหละครับ สร้างทั้งความเติบโต พร้อมกับการกระจายไปด้วยกัน สังคมนิยม(Socialism)พิสูจน์แล้วว่าไม่เวอร์ค Keynesianกับเศรษศาสตร์พัฒนาการที่นำโดยรัฐก็พาเรามาได้แค่นี้แล้วก็ติดกับมาเป็นสิบปีอย่างที่เห็นน่ะครับ ถ้าดันทุรังกันแบบเดิมๆ แผนยุทธศาสตร์จะกลายเป็นแผนฉุดกระชากชาติไป

รายละเอียดเป็นอย่างไร ต้องสารภาพว่าผมก็ไม่รู้หมดหรอกครับ แถมการขับเคลื่อนก็ยากเย็น(ก็ไอ้พวก1%มันไม่ยอมง่ายๆนี่ครับ) ผมเองก็พิสูจน์แล้วว่าทำไม่เป็น ทำไม่สำเร็จ …ไม่งั้นป่านนี้ไปลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วครับ

 

 

 

 



โดยหลังจากโพสต์ลงไปดังกล่าว ทำให้เกิดข้อโต้เถียงและการเข้าใจผิดในสังคมอย่างมากมาย ล่าสุดที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช. หรือ สภาพัฒน์) สศช. แถลงข่าวการชี้แจงประเด็น เรื่อง “ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย” โดย นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการ สศช. ในฐานะโฆษก สศช. เปิดเผยว่า ขอยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก ตามที่มีในสื่อสังคมออนไลน์มีการอ้างอิงข้อมูลจาก ซีเอส โกลบอล เวลท์ รีพอร์ต 2018 (2561) ระบุว่า ประเทศไทยมีความเชื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก เพราะรายงานดังกล่าววัดจากค่าดัชนีการกระจายความมั่งคั่ง โดยต้องใช้ข้อมูลการถือครองความมั่งคั่ง โดยมีเพียงประเทศที่มีข้อมูลสมบูรณ์ 35 ประเทศ เช่น อังกฤษ สวีเดน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น ในส่วนของอีก 133 กระเทศ และประไทยที่ไม่ได้มีการจัดเก็บข้อมูลนี้ ทางผู้จัดทำรายงานได้มีการนำข้อมูลด้านรายได้ไปคำนวณเป็นการถือครองความมั่งคั่ง เพราะตามสมมติฐานว่าความมั่งคั่งมีความสัมพันธ์กับรายได้ จากนั้นใช้วิธีการทางเศรษฐมิติคำนวณออกมา ซึ่ง ข้อมูลด้านรายได้ของประเทศไทยที่ใช้ในการคำนวณใช้ข้อมูลในปี 2549 เป็นข้อมูลเก่าและสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก จึงเป็นการประมาณการแบบหยาบหยาบและไม่สามารถอ้างอิงหรือสะท้อนสถาณการณ์ของประเทศไทยได้ทั้งหมด

 

และล่าสุด นายบรรยง พงษ์พานิช ก็ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กยอมรับในเรื่องดังกล่าวเอาไว้ดังนี้ 

 

 

นั่งฟังสภาพัฒน์แถลง…มันคนละเรื่องเดียวกันเลยครับ

ที่เป็นประเด็น(จากfbผมที่เอามาจากCS Global Wealth Report)เป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่ง(Wealth Inequality) ...แต่ท่านมาแถลงเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านรายได้(Income Inequality)

สองเรื่องนี้มันคนละเรื่อง ถึงแม้จะเกี่ยวกันบ้าง …เหมือนผมบอกว่า วัวป่วย รีบรักษาเถอะ ท่านมาแถลงว่าควายยังสุขภาพดี แถมแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ยังใช้ไถนาได้ดี

ท่านบอกว่า ด้านการกระจายรายได้ ในภาพใหญ่เราดีขึ้น สบายใจได้ …ผมก็ยังสงสัยนะครับ ปี 2550 มาปัจจุบัน Income Gapของ10%บน หาร10%ล่าง ลดจาก 25 เท่า เหลือ19 เท่า มันเป็นได้ตั้งหลายทาง เช่น 10%ล่างส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะตำ่ ได้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหลายสิบเปอร์เซนต์(ผลงานรัฐบาลที่แล้ว)ย่อมรายได้ดีขึ้น แต่10%บนส่วนล่าง(ซึ่งผมเดาว่าเป็นพวกSMEs)เจ๊งกันระนาวรายได้หด อย่างนี้ก็ทำให้Gapลดได้ (ผมไม่ได้กล่าวหานะครับ แค่ยกตัวอย่างที่เป็นไปได้) มันมีรายละเอียดอีกเยอะครับ ต้องศึกษาวิจัยให้ลึกที่สุด อย่าเพิ่งประมาทง่ายๆ

ส่วนในด้านมิติความมั่งคั่ง(Wealth) ท่านบอกว่าเราไม่ได้มีตัวเลข และพูดเหมือนว่าไม่ใช่มิติที่สำคัญ(เพราะWorld Bankไม่ได้บอกว่าสำคัญ) ซึ่งผมคิดตรงข้ามว่านี่สำคัญมาก โดยเฉพาะในประเทศที่จะแก่ก่อนรวย ท่านไม่ได้บอกว่าจะมีแผนศึกษาวิจัยใดๆซึ่งผมคิดว่าอันตรายมาก ที่จะออกนโยบายอย่างตาบอดไปเรื่อยๆ

สรุป ท่านขอให้สบายใจว่า "เราไม่ได้เหลื่อมล้ำที่สุดในโลก(อันนี้ผมเห็นด้วย)" แถมสถานการณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ(อันนี้ไม่แน่ใจ) และมาตรการที่ทำอยู่กับที่มีอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติพอเพียงจะแก้ปัญหาได้(อันนี้ผมไม่เห็นด้วย)

 

 



เรียบเรียงโดย

จิรศักดิ์ ทิตตยานนท์