พาณิชย์ จับมือ 2 แบงก์ใหญ่ อัดฉีดหมื่นล้าน ช่วยโชห่วยอยู่รอด

พาณิชย์ จับมือ 2 แบงก์ใหญ่ อัดฉีดหมื่นล้าน ช่วยโชห่วยอยู่รอด

Publish 2018-12-11 10:46:50


  ถือว่าประสบผลสำเร็จไม่น้อยกับการรแจกเงินขวัญถุงปีใหม่ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐผ่านกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 500 บาท ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างมาก ล่าสุดทางด้าน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ได้ออกมาเปิดข่าวดีให้กับร้านโชห่วยได้ยิ้มออก เมื่อกระทรวงพาณิชย์เตรียมการค้าผ่านทางออนไลน์เพิ่มให้ร้านค้าโชห่วยซึ่งจะส่งผลให้ร้านค้าโชห่วยได้มีกำลังในการซื้อที่ดีขึ้น สามารถแข่งขันกับร้านค้าระบบอีคอมเมิร์ซได้  

 

       



    ทั้งนี้ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ได้สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับทางธนาคารออมสินและระบบการค้าแบบ SME แบงค์ ในการสนับสนุนสินเชื่อวงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับให้ร้านค้าโชห่วยแข่งขันกับร้านออนไลน์มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในตอนนี้ข้อมูลจากบริษัทขนส่งสินค้า บางบริษัทพบว่า ตอนนี้มีสินค้าเพิ่มขึ้น 7 - 8 หมื่นชิ้นและได้รับการสั่งซื้อกว่า 1 ล้านชิ้นต่อเดือน จากการสั่งซื้อออนไลน์  ขณะที่ร้านโชห่วยที่ไม่ได้มุ่งไปในทิศที่ออนไลน์ตอนนี้มีกำลังการขายสินค้าที่ลดลงกว่าแต่เดิม สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างการค้าแบบเดิมได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเข้ามาของร้านค้าออนไลน์ทำให้ร้านโชห่วยไม่สามารถอยู่รอดได้ในภาวะเช่นนี้ โดยเป้าหมายของการปรับโครงสร้างร้านค้าโชห่วยครั้งนี้จะเพิ่มจำนวนร้านค้าจากเดิม 5 หมื่นร้านค้าเป็น 2-3 แสนร้านค้า

    อนึ่งการยกระดับร้านโชห่วยให้เข้มแข็งจะดำเนินการอยู่ 2 มิติ คือ 

1. การวางระบบ POS กับร้านค้าโชห่วย

2. การนำโมเดลการสร้างความเข้มแข็งในจีนหรืออูเล่โมเดล มาใช้คือการยกระดับให้ร้านค้าโชห่วยขายสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น 

 

      



     นอกจากนี้นายสนธิรัตน์ ยังกล่าวอีกว่าต่อไปนี้จะดำเนินการเรื่องร้านโชห่วยอย่างจริงจังและเร่งด่วนที่สุด ในตอนนี้ได้มอบหมายให้สำนักยุทธศาสตร์ทางการค้าเป็นผู้สำรวจข้อมูลการค้าแบบออนไลน์ว่ามีการเติบโตเท่าใดเพื่อประกอบการดำเนินการช่วยเหลือร้านโชห่วยต่อไป ส่วนกรณีเรื่องที่รัฐบาลจะออกกฎหมายกำหนดให้ สถาบันการเงินต้องรายงานข้อมูลของบุคคลและนิติบุคคล ที่มีความเคลื่อนไหวทางบัญชีในการทำธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีเกิน 3,000 ครั้ง/ปี หรือการฝากและรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 200 ครั้งขึ้นไป ในภายหลังทาง สนช. ได้แก้ไขใหม่เป็น 400 ครั้ง และมียอดเงินตั้งแต่ 2 ล้าน บาท/ปี โดยกระบวนการทั้งหมดจะมีการส่งมอบให้กรมสรรพากรเข้ามาตรวจสอบอีกทีเพื่อความถูกต้องและประโยชน์ในการจัดเก็บเงินภาษีร้านค้าออนไลน์ได้อย่างถูกต้อง

 

 

โดย เป็นเรื่องปกติที่บุคคลทุกคนมีรายได้ตามเกณฑ์ต้องเสียภาษี แต่ที่ผ่านมาไม่ได้เสียเพราะการตรวจสอบไม่ทั่วถึง ทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้มหาศาลไป ซึ่งในปัจจุบันการติดตามจัดเก็บภาษีออนไลน์ยังไม่ได้มีประสิทธิภาพมากพอ จึงจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเพิ่ม โดยในตอนนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมการค้าออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ อยู่ และยืนยันว่าในการเตรียมจัดเก็บภาษีออนไลน์จะไม่มีผลกระทบต่อผู้ค้าออนไลน์อย่างแน่นอน 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย