พยาบาลสาวนั่งวีลแชร์ เล่าเส้นทางชีวิตต้องสู้ สุดประทับใจ ได้รับโอกาสจาก สมเด็จพระเทพฯ  เรียนต่อจนจบ

พยาบาลสาวนั่งวีลแชร์ เล่าเส้นทางชีวิตต้องสู้ สุดประทับใจ ได้รับโอกาสจาก "สมเด็จพระเทพฯ " เรียนต่อจนจบ

Publish 2018-12-12 16:43:13


  กลายเป็นเรื่องราวที่แชร์ต่อกันมาในโลกสังคมออนไลน์เกี่ยวกับชีวิตของนักศึกษาวิชาพยาบาลสาวรายหนึ่งที่ชีวิตเธอกำลังดีและกำลังจะสำเร็จการศึกษาแต่แล้วก็เกิดเรื่องที่ไม่มีใครคาดฝันขึ้นซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดพลิกผันในชีวิตของนักศึกษาพยาบาลรายนี้ เมื่อเธอเกิดอุบัติเหตุรถชนจนร่างกายที่ปกติของเธอ กลับกลายเป็นคนพิการต้องนั่งรถวีลแชร์ และที่ทำให้เธอต้องช้ำใจเพราะอีกเพียง 1 เดือนความฝันในการเป็นพยาบาลของเธอจะสำเร็จดั่งหวัง แต่โชคชะตาของเธอก็ไม่ได้เลวร้าย จนทำให้เธอหมดหวังเพราะเธอได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" ทำให้เธอได้เรียนต่อในสาขาพยาบาลจนจบ โดยเรื่องราวของเธอถูกถ่ายทอดผ่านเฟซบุ๊กบันทึกจากวีลแชร์ เพื่อเป็นแรงพลังให้ทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านเรื่องราวของเธอได้มีกำลังก้าวเดินและใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าที่สุดโดยเฟซบุ๊กบันทึกจากวีลแชร์ระบุว่า...

 

กว่าจะเป็นกรรณิการ์

      ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่เกิดมาปกติครบ 32 ประการ ฉันใช้ชีวิตปกติแบบคนทั่วไป ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง หรือมีความลำบาก แต่เมื่อฉันอายุ 23 บริบูรณ์และฉันกำลังจะเรียนจบเหตุการณ์ที่ฉันไม่ได้คาดฝันมาก่อน เหตุการณ์ที่นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวฉันครั้งยิ่งใหญ่ ฉันประสบอุบัติเหตุใช่วันนั้นรถชน และสิ่งที่ตามมาคือร่างกายของฉันตั้งแต่ใต้ราวนมลงมาไม่มีความรู้สึกการประมวลผลร่างกายของนักศึกษาพยาบาลปี 4 ที่อีก 1 เดือนจะเรียนจบและเป็นพยาบาลเต็มตัวในสมองคิดขึ้นมาได้ทันทีว่าฉันกำลังบาดเจ็บหนัก และกำลังคาบเกี่ยวกับคำว่าจะสามารถกลับมาเดินได้ตามปกติ หรืออาจจะเดินไม่ได้เลยสิ่งเดียวทีต้องการวันนั้น ฉันแค่รอเพื่อทำการผ่าตัดให้เร็วที่สุด เรื่องอื่นค่อยคุยกันที่หลัง ฉันยิ้มให้ทุกคนและบอกว่า ฉันไม่เป็นไรและหลังจากออกมาจากห้องผ่าตัดทุกอย่างจะดีขึ้น ฉันยิ้มให้กับทุกคนแล้วบอกทุกคนว่าอย่าร้องไห้ เพราะฉันเป็นคนป่วยฉันยังไม่ร้องไห้ ฉันยิ้มทุกครั้งที่มีคนอยู่ด้วย ทำตัวเองให้ปกติที่สุด เพราะถ้าฉันแสดงออกว่าฉันอ่อนแอเมื่อไหร่นั่นแปลว่า ครอบครัวของฉันจะเป็นกังวลฉันประเมินตัวเองหลังผ่าตัด ฉันรู้ดีในใจว่าฉันต้องทำกายภาพอีกยาวนานและก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ร่างกายฉันถึงจะฟื้นขึ้นมาได้ฉันรู้ดีว่าฉันกำลังจะเป็นผู้ป่วยเรื้อรังและต้องมีคนคอยดูแลฉันอย่างใกล้ชิด

          ความกังวลที่ตามมาจากการที่คิดว่าอาจจะเดินไม่ได้ ความกังวลใจที่มันมากกว่า คือ “ฉันอาจไม่ได้เป็นพยาบาล” สิ่งที่น่ากลัว สิ่งที่ฉันต้องเก็บไว้ และสิ่งที่ฉันต้องฝืนยิ้มฉันทำแบบนั้นซ้ำๆ ฝืนยิ้มทั้งๆ ที่ใจฉันมันกำลังเศร้ารอยยิ้มของฉันตอนนั้นฉันยิ้มด้วยนัยตาที่ฉันเศร้าหมองจนแฟนคนที่เสียไปพูดกับฉันว่า “อยากร้อง ก็ร้องมันออกมา ตัวเองไม่ต้องทำตัวเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้ เค้ารู้ว่าตัวไม่อยากอ่อนแอให้ใครเห็น”ฉันได้แค่ยิ้มกลับไปแล้วไม่พูดอะไรเลย การรักษาตัวที่โรงพยาบาลนครพิงค์เป็นเวลา 2 เดือนครึ่งพี่นักกายภาพ นักกิจกรรมบำบัดทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อให้ร่างกายฉันพยายามฟื้นขึ้นมา แต่เวลา 2 เดือนครึ่งที่ฉันรักษาตัวที่นั่น ฉันแค่กระดิกนิ้วเท้าข้างขวาได้เท่านั่น ถึงเวลาต้องกลับมาพักฟื้นที่รักษาตัวอยู่ที่บ้านสิ่งที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตก็เกิดขึ้นระบบทางบ้านรวนไปหมด ปัญหาหลายๆ อย่างเริ่มรุมเร้าเพราะฉันต้องมีคนคอยดูแล 24 ชั่วโมงแต่ปัญหาคือพ่อแม่ฉันแยกทางกัน และก็มีหน้าที่การงานต้องรับผิดชอบไม่สามารถอยู่ดูแลฉันได้ต้องพึ่งแฟนน้องชายที่มาคอยดูแล อยู่กับป้าที่บ้านฉันได้แค่นอนอยู่บนเตียง ที่นานๆ ครั้งฉันจะตะโกนขอคนอื่นมาพลิกตัวให้เพราะฉันทั้งเกรงใจและไม่อยากทำให้คนอื่นลำบาก

 



ตอนนั้นฉันกำลังเริ่มเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าฉันทำได้แค่อดทนรอ เพื่อพลิกตัวไปมาซ้ายขวารอเวลาเพื่อให้คนอื่นมาพยุงลุกแล้วไปกินข้าวและดีที่สุดคือการนั่งวีลแชร์ไปนั่งสูดอากาศหน้าบ้านตอนนั้นมันอับจนฉันคิดได้เพียงแค่ว่าฉันเพิ่งอายุ 23 ปี ฉันจะต้องเป็นผู้ป่วยนอนติดเตียงและไม่มีโอกาสได้ออกไปไหนมาไหนแบบเมื่อก่อนอีกแล้วทุกวันถ้าต้องไปอาบน้ำ ฉันจะแอบร้องไห้ทุกครั้งเพราะถ้าฉันร้องไห้ ให้คนอื่นเห็น คงไม่มีใครสบายใจฉันจะต้องออกมาจากห้องน้ำแบบคนปกติ และก็ยังยิ้มดังเดิม

 

 

         จนแฟนเก่าที่เสียไปแล้วดูท่าว่าจะไม่ดีเลยขออนุญาตให้ฉันไปอยู่ด้วยที่ สามเงา จังหวัดตากเพื่อให้ฉันได้ไปรับการกายภาพที่โรงพยาบาลสามเงาและเค้าจะเป็นคนดูแล ฉันเลยคิดหารายได้เพื่อช่วยเค้าและเงินที่ครอบครัวส่งมาให้ใช้ ฉันถักตุ๊กตาขายเป็นรายได้เสริมในการใช้ชีวิตอยู่ที่สามเงาจนสุดท้ายเป็นอาชีพหลักที่หารายได้พอสมควรในการใช้จ่ายแต่... เหตุการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของฉัน คือแฟนของฉันแอบไปคุยกับผู้หญิงอื่น และปล่อยให้ฉันอยู่ห้องพักคนเดียว เพื่อรอให้เค้ากลับมาตอนนั้นฉันจำได้ดีว่า ตอนเช้าฉันจะได้กินแค่นมมื้อเที่ยงเค้าจะซื้อข้าวกล่องมาวางไว้ให้ และมื้อเย็นก็ไม่ต่างกันและไม่ไปส่งฉันกายภาพที่โรงพยาบาลกว่าจะกลับมาห้องก็ประมาณห้าทุ่มเที่ยงคืน ฉันถึงจะได้อาบน้ำเป็นเวลาแบบนี้เกือบเดือนที่ฉันได้แค่รอและสุดท้ายฉันก็ทนไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจโทรหาผู้หญิงคนนั้นและฉันก็ได้คำตอบแน่นอนว่าฉันถูกหักหลังจากคนที่รักเค้าแอบไปคุยกับผู้หญิงอื่น เหตุผลข้อเดียวที่ฉันคิดได้คือ ฉันเดินไม่ได้ตอนนี้ที่ฉันถูกทิ้งเพราะฉันเดินไม่ได้ และดูไม่มีอนาคตฉันหมดประโยชน์ต่อเค้าแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่ต้องมีฉันในชีวิต

        ความเจ็บปวดมากกว่าการผ่าตัดของฉันวันนั้นก็คือความเจ็บปวดที่ฉันถูกทิ้งในวันที่ฉันกำลังเจ็บป่วยวันนั้นฉันเหมือนตกลงดิ่งไปในหลุม และกำลังโดนกระทืบให้เหยียบจมลงไปในดินฉันไม่มีค่าใดๆ และเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับเค้าวันนั้น ฉันรับรู้ตัวเองได้เลยว่า การเจ็บปวดที่สุดในชีวิตไม่ใช่ตอนที่ฉันประสบอุบัติเหตุแต่การเจ็บปวดที่สุดคือวันที่คนรักของฉันทิ้งฉันไปในวันที่ฉันแย่ที่สุด (เป็นเวลา 6 เดือนพอดีที่ฉันประสบอุบัติเหตุ และฉันเข้ารับการักษาที่ โรงพยาบาลสามเงาเป็นเวลา 2 เดือน ปัจจุบันแฟนคนนี้ได้เสียชีวิตแล้วเนื่องจากประสบอุบัติเหตุรถชนต้นไม่ ฉันขออโหสิกรรมในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเคยทำกรรมด้วยกันมาไม่ว่าจะชาติไหนหรือชาตินี้ ขอให้หมดเวรหมดกรรมกันแค่นี้ และขอให้เค้าไปสู่สุขติที่ดี)



ฉันตัดสินใจที่จะกลับเชียงใหม่ทันที และขอเข้ารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลสันทรายเมื่อฉันกลับมาที่โรงพยาบาลสันทราย ฉันได้หอบความเจ็บปวด กลับมาด้วยฉันกลับมารักษาทั้งร่างกายและจิตใจ จนเพื่อนที่ขับรถชนด้วยกันกลับมาดูแลฉันอีกครั้ง เนื่องจากก่อนหน้านั้นไม่ได้เข้ามาดูแลและแฟนเก่าฉันก็ไม่ให้มายุ่งกับฉัน ฉันได้รับคำปฏิญาณจากผู้ชายคนนี้ว่า เค้าจะรักฉันไม่ว่าฉันจะหายเดินได้ปกติหรือไม่ปกติก็ตามถึงแม้ฉันจะไม่สามารถไปเที่ยวที่ไหนกับเค้าได้เค้าจะเป็นคนมาเที่ยวหาฉันที่โรงพยาบาลเองเค้าบอกว่าเค้าจะไม่ทำให้ฉันเสียใจเหมือนที่เคยเจ็บมาเค้าจะดูแลฉันให้ดีที่สุด ด้วยคำพูดของลูกผู้ชายความรักครั้งใหม่มันเหมือนจะสวยงาม แต่เมื่อฉันเป็นผู้ป่วยที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากเท่าไหร่และการกายภาพของฉันยังไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไหร่สิ่งที่ฉันต้องกลับมาพบเจออีกครั้ง คือการนอกใจสุดท้ายคำพูดที่เค้าปฏิญาณไว้ทุกอย่าง เค้าทำไม่ได้

 

 

สุดท้ายฉันก็แพ้ให้กับผู้หญิงคนอื่นเหมือนเดิมเพียงเพราะฉัน “เดินไม่ได้” (เป็นเวลา 1 ปี กับ 1 เดือน ที่ฉันประสบอุบัติเหตุพอดีที่เค้าทิ้งฉันไป ปัจจุบัน ฉันไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้อยู่ที่ไหนของโลก และฉันก็ไม่รู้ว่าเค้ารู้สึกผิดบ้างมั้ย ที่ทำให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งจากที่เดินได้ปกติแต่กลับต้องมานั่งวีลแชร์ และฟันฝ่าอุปสรรคหลายๆ อย่างเพื่อให้เธอกลับมาใช้ชีวิตให้ปกติดังเดิมได้ แต่ฉันไม่ถือโทษโกธรเค้า เพราะฉันต้องขอบคุณเค้าที่เป็นตัวพลักดันให้ชีวิตฉันดีขึ้น และฉันได้ปล่อยคนไม่ดีออกจากชีวิตของฉันไปได้อีกหนึ่งคน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ฉันเขียนเพจบันทึกจากวีลแชร์ เพียงเพราะตอนนั้นฉ้นต้องการระบายความเจ็บปวดที่ฉันมีให้คนอื่นได้รับฟังฉันบ้าง)

       ความเจ็บปวดครั้งนี้ สอนให้ฉันรู้ว่าฉันควรรักตัวเอง และทำเพื่อตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันพาตัวเองอาสาช่วยทำงานในหอผู้ป่วยไปพูดคุยกับผู้ป่วยและให้กำลังใจฉันกายภาพอย่างหนักเพื่อฟื้นร่างกายให้ได้มากที่สุดฉันฝึกการใช้วีลแชร์ เพื่อให้วีลแชร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉัน ฉันสร้างเพจบันทึกจากวีลแชร์เพื่อเขียนให้กำลังใจคนอื่นและตัวเองฉันถักตุ๊กตาขายเพื่อหารายได้เสริมให้กับตัวเองพาตัวเองออกไปทำกิจกรรมข้างนอก พาตัวเองออกไปวิ่ง วิ่งในแบบที่ฉันใช้แขนวิ่งฉันฟังคำสอนของพระ ว.วชิรเมธี ทุกคืนฉันอ่านหนังสือปรัชญาเป็นตั้งๆ เพื่อพัฒนาจิตใจและความคิดของตัวเอง (ทุกกิจกรรมที่ฉันได้ทำ มันทำให้ฉันรู้ว่า ความสุขที่แท้จริงของฉันคือ การทำประโยชน์เพื่อคนอื่น ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ทั้งฉันและคนที่ได้รับก็มีความสุขเหมือนกัน คำสอนที่ฉันได้คือ การทำดี ทำไปเรื่อยๆ สักวันเราก็จะได้รับสิ่งดีๆ ตอบแทนเอง และฉันก็ทำมันเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าฉันจะได้รับกลับคืนมาเมื่อไหร่ก็ตาม)

และฉันก็พยายามพาตัวเองเพื่อให้กลับไปเรียนต่อให้จบได้ฉันได้รับการช่วยเหลือจากโรงพยาบาลสันทราย คุณหมอ ชลาทิพย์ หมอเวชสาสตร์ฟื้นฟูที่รักษาฉันพี่ๆ และเพื่อนนักกายภาพ พี่นักกิจกรรมบำบัด โรงพยาบาลสันทราย และผู้ชายคนหนึ่งที่ติดตามเพจฉันตั้งแต่แรกจนวันหนึ่งผู้ชายคนนี้ได้แนะนำให้ฉันเขียนฎีกาถึงสมเด็จพระเทพฯ เพื่อกราบทูลขอกลับไปเรียนต่อและสุดท้ายฉันก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพฯ ให้ฉันได้กลับมาเรียนในวิชาชีพที่ฉันรักอีกครั้ง “วิชาชีพพยาบาล” ทางวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่ให้โอกาสฉันได้กลับมาฝึกงานที่เหลือให้จบและดูแลฉันเป็นอย่างดีระหว่างที่ฉันต้องสอบจบของสถาบันราชชนกสอบจบของมหาวิทยาลับเชียงใหม่และสอบใบประกอบวิชาชีพ ให้ผ่านทั้ง 8 วิชา
 


จนปัจจุบันฉันสามารถจบและกลับมาทำงาน ในฐานะพยาบาลวิชาชีพ ที่โรงพยาบาลสันทรายและกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอย่างเคยแค่เพียงฉันมีเก้าอี้ส่วนตัว ที่ไม่ต้องมีใครมาแย่งเก่าอี้ของฉัน (ผู้ชายที่ติดตามเพจฉัน และแนะนำให้ฉันเขียนฎีกาคือแฟนคนปัจจุบันของฉัน ที่เค้าติดตามเพจของฉันตั้งแต่แรก และคอยให้กำลังใจฉันตลอดมาจนวันหนึ่งมีเหตุการณ์ระเบิดที่สามชายแดนใต้ ฉันเลยทักไปถามไถ่ เพราะเห็นว่าเค้าอยู่แถวนั้น ด้วยความที่เค้าคอยเป็นห่วงเราเสมอมา เลยให้กำลังใจเค้าไป นั่นคือจุดเริ่มต้นความรักครั้งใหม่ของฉันอีกครั้ง กับผู้ชายที่กรีดยางอยู่ที่สามชายแดนใต้)

         เกือบจะ 3 ปี กับการเดินทางอันยาวนานของฉัน ฉันมีคุณย่าที่อยู่ข้างฉันมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่ฉันประสบอุบัติเหตุย่าจะพูดเสมอว่า “ถ้ายิวยังสู้ ย่าก็จะสู้ไปกับยิว” นี่คือกำลังใจที่สำคัญที่ทำให้ฉันลุกขึ้นมาสู้ถึงทุกวันนี้ฉันต้องมาเรียนรู้กับร่างกายที่ต้องมีอุปกรณ์พิเศษกว่ามันจะสวยงามแบบทุกวันนี้ ฉันได้ผ่านความเจ็บปวดมามากมาย เพื่อแลกกับการประสบความสำเร็จของฉัน ฉันต้องใช้น้ำตา และความอดทนเพื่อแลกกับสิ่งที่มันคุ้มค่าที่สุดในชีวิตฉัน ฉันพุ่งชนหลายครั้ง เพราะฉันไม่มีทางเลือกอีกแล้วทุกการตัดสินใจกว่าที่ฉันจะประสบความสำเร็จ ฉันแลกมันมาด้วยคำว่า “ไม่ท้อ ไม่ถอย ไม่ถอดใจ”

 

 

       เดือนนี้เป็นเดือนพิเศษ เดือนพฤศจิกายน สุขสันต์วันเกิดนะ กรรณิการ์ (23 พฤศจิกายน 2535 เธอ 26 ขวบบริบูรณ์) และขอแสดงความยินดีกับใบปริญญาใบแรกของเธอ เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร (29 พฤศจิกายน 2561) ต่อจากนี้ไปขอให้เธอพบเจอแต่สิ่งดีงามทำคุณประโยชน์ให้คนอื่นเหมือนที่เธอเคยปฏิญาณไว้ และจงจดจำวันเวลาที่เธอเคยผ่านมา เพราะทุกเรื่องราวที่เธอได้พบเจอ เป็นเรื่องราวที่ทำให้เธอมีวันนี้ได้กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลสันทราย

 

ขอบคุณเฟซบุ๊ก บันทึกจากวีลแชร์  


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย