ธาริตกระอัก!!!โดนฟันดาบ2!?! ปปช.ชี้มูลแจ้งบัญชีเท็จหลังเจอคดีรวยผิดปกติ 346 ล้าน ถูกไล่ออกราชการ ลุ้นศาลฏีกาฯนัดพิจารณาต่อปมคุก???

ธาริตกระอัก!!!โดนฟันดาบ2!?! ปปช.ชี้มูลแจ้งบัญชีเท็จหลังเจอคดีรวยผิดปกติ 346 ล้าน ถูกไล่ออกราชการ ลุ้นศาลฏีกาฯนัดพิจารณาต่อปมคุก???

Publish 2017-09-09 16:45:39

จากรณีนายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนกรณีกล่าวหา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ร่ำรวยผิดปกติคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดแต่ทางพยานหรือผู้เกี่ยวข้องของผู้ถูกกล่าวหากลับให้เหตุผลที่ไม่มาชี้แจงว่า ป.ป.ช. ไม่ให้ความเป็นธรรม และยืนยันที่จะไปให้ข้อมูลต่อศาลนั้น



ทั้งนี้สำหรับกรณีการแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ ทาง ป.ป.ช.จะดำเนินการไต่สวนต่อไปหรือไม่ นายปรีชา กล่าวว่า โดยหลักการนั้นจะเป็นขั้นตอนต่อไปแต่ในเบื้องต้นคือดูเรื่องการครอบครองทรัพย์สิน ซึ่งจะเหมือนกรณีของ นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม เพียงแต่เราต้องให้กรณีนี้ยุติเสียก่อน และต้องดูที่เจตนา หลักฐาน ที่ผู้ถูกกล่าวหาจะไปชี้แจงในศาลเพื่อให้เขาได้พิสูจน์ จากนั้นจึงจึงค่อยพิจารณาขั้นตอนต่อไปอีกที

 

ล่าสุดมีรายงานจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.)ว่าได้มีมติชี้มูลนายธาริต แล้วกรณีการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จอีกคดีภายหลังมีมติชี้มูลความผิดกรณีร่ำรวยจำนวน 346 ล้านบาทเมื่อช่วงต้นปี 2559 ล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพิจารณาครั้งแรกหรือนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 รวมแล้วปปช.ได้ชี้มูลความผิดต่อนายธาริต 2 คดี


ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2560 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เผยแพร่หนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีลงโทษไล่นายธาริต ออกจากราชการ กรณีที่ได้ดำเนินการตามที่ประธานกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายธาริต ร่ำรวยผิดปกติกว่า 346 ล้านบาท และดำเนินการตามมาตรา 80 (4) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.บ.ป.ป.ช.) ที่กำหนดว่า หากมีมติแล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการสั่งลงโทษไล่ออก หรือปลดออก โดยถือว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่

 

อย่างไรก็ตามสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้รับเรื่องจากสำนักงาน ป.ป.ช. และตรวจสอบประเด็นดังกล่าว และส่งข้อหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเกิดความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา โดยหน่วยงานข้างต้นให้ความเห็นสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันว่า กรณีนี้อาจเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาในการพิจารณาลงโทษตามที่กำหนดในมาตรา 80 (4) แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช. โดยไม่ต้องดำเนินการตามกฏหมายอื่น ประกอบกับที่ผ่านมามติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ว่า การทุจริตต่อหน้าที่ราชการเป็นความผิดร้ายแรง ควรลงโทษไล่ออกจากราชการ จึงมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2560

 

 

 

ขอบคุณ : สำนักข่าวอิศรา



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว

ติดตามข่าวอื่นๆ