อ้าว..ชูวิทย์ ว่าไงดี? ศาลฎีกาว่า..เคยค้ากามเด็ก-เจ้าของซ่อง! แถมหากไม่ยอมขาย จะถูกทำร้าย!!??

อ้าว.."ชูวิทย์" ว่าไงดี? ศาลฎีกาว่า..เคยค้ากามเด็ก-เจ้าของซ่อง! แถมหากไม่ยอม"ขาย" จะถูกทำร้าย!!??

Publish 2018-01-25 08:50:42

เป็นเรื่องเข้าให้แล้ว สำหรับกรณีที่พบชื่อ กระทรวงการคลังมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทในกลุ่มเดวิส 4 บริษัท ประกอบธุรกิจสถานบริการอาบอบนวด ซึ่งหุ้นดังกล่าวนั้น มีความเชื่อมโยงกับอาบอบนวดวิคตอเรีย ซีเครท ที่ถูกบุกทลาย วงจรค้ากาม เปิดบริสุทธิ์ ในช่วงที่ผ่านมา

ซึ่งทั้ง 4บริษัท รวมทั้งกว่า 3,344,600 หุ้ม คิดเป็นถึง มูลค่า 3,344,600 บาท  ประกอบด้วย

1.หุ้น บริษัท เดวิส ไดมอนด์ สตาร์ จำกัด จำนวน 7,446 หุ้นๆละ 100 บาทเป็นเงิน จำนวน 744,600 บาท 

2.หุ้น บริษัท เดวิส โคปา คาบานา จำกัด จำนวน 6,000 หุ้น ๆละ 100 บาท เป็นเงิน จำนวน 600,000 บาท 

3.หุ้นบริษัท เดวิส โกลเด้นท์ สตารส์ จำกัด จำนวน 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท 

4.หุ้นบริษัท เดวิส ซิลเวอร์สตารส์ จำกัด จำนวน 10,000 หุ้น ๆละ 100 บาท เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท 



แต่อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวทำให้ถูกวิพากษ์เป็นอย่างหนัก จนทำให้กระทรวงการคลัง ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จริงให้ปรากฏต่อสาธารณะชน

เป็นเพราะการได้มาของหุ้นมาจากการที่ ปปง. ยึดทรัพย์มาตามกฎหมาย ส่วนการเข้าไปประชุมผู้ถือหุ้นที่ผ่านมานั้น ก็เป็นการเข้าไปดำเนินการตามสิทธิ์เท่านั้น

“กระทรวงการคลังถือหุ้นใน 4 บริษัทในกลุ่มเดวิส ทั้งสิ้นคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.5-2% เท่านั้น และที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยได้รับเงินปันผลจากทั้ง 4 บริษัทดังกล่าวเลย และลึก ๆ ก็ไม่แน่ใจว่า 4 บริษัทในกลุ่มเดวิสมีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับ “วิคตอเรีย” ของนายกำพล วิระเทพสุภรณ์หรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบ ใน 4 บริษัทก็มีธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์อยู่ในนั้นด้วย”

อ่านเพิ่มเติม >>> กระชากหน้ากาก"ชูวิทย์”อดีตผตห.ค้ามนุษย์!! เปิดข้อมูล ปปง. ถึงขั้นเคยถูกยึดทรัพย์ ถามจริงๆ ช่อง 3 ยังจะอุ้ม#นักเต้าข่าว คนนี้อีกหรือ???

 

ซึ่งการได้มาของหุ้นทั้ง 4บริษัท ชัดเจนว่ามาจาก ยึดทรัพย์มาอย่างถูกต้องมาตามกฎหมาย เนื่องมาจากหุ้นจำนวนดังกล่าวถูกคณะกรรมการธุรกรรมของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ( ปปง.) อายัดไว้ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย. 2546 ต่อมาถูกโอนให้กระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2555 พร้อมกับหุ้นอาบอบนวดของ “นายชูวิทย์  กมลวิศิษฎ์” อดีตเจ้าพ่ออาบ อบ นวด คนดังของเมืองไทย ที่ทุกวันนี้ ผันเส้นทางอาชีพ เรียกตัวเองว่า “สื่อมวลชน” แต่อย่าลืมว่าสาเหตุของการยึดทรัพย์นั้นมาจากเหตุผลใด??

ซึ่งการตรวจสอบกับพบพฤติการณ์บางอย่างในอดีตของนายชูวิทย์   เพราะจะว่าไปแล้วเส้นทางธุรกิจในฐานะเจ้าของหุ้นเครือเดวิส  แทบมีลักษณะไม่ต่างอะไรกับข้อกล่าวหาของนายชูวิทย์ต่อกลุ่มทุน “วิคตอเรีย ซีเคร็ท”   


ย้อนไปสัก3-4ปี ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 54 ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้ร้องขอให้ยึดทรัพย์รวม 3,489,453.46 บาท ของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย และบริษัท โฮ แปซิฟิค จำกัด เป็นผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3

       คดีนี้อัยการสูงสุด ร้องว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้รับรายงานว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ต้องหาในความผิดเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นทำการค้าประเวณี เป็นการกระทำแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี เป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณี ซึ่งมีบุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย อันเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 

และยังมีพยานให้การยืนยันว่า มีผู้พาไปทำงานเป็นพนักงานนวดที่สถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู ที่จัดให้พนักงานนวดทุกคนร่วมประเวณีกับลูกค้าที่มาใช้บริการ โดยการสมัครเข้าทำงานจะต้องตรวจรูปร่างหน้าตาและร่างกายโดยไม่สวมเสื้อผ้า ตรวจโรค ตรวจเลือด และตรวจภายใน และการฝึกสอนวิธีการอาบน้ำให้กับลูกค้า ซึ่งค่าตอบแทนจะได้รับรอบละ 1,900 บาท ซึ่งวันหนึ่งจะทำงานได้ 3-5 รอบ 

 ศาลฎีกา เห็นว่า ผู้ร้องมีพยาน 2 ปาก ซึ่งทำงานเป็นพนักงานอาบอบนวดที่สถานบริการจูเลียน่า และฮอนโนลูลู ให้การเกี่ยวกับรายละเอียดตั้งแต่การไปสมัครงาน การให้บริการลูกค้า และยังระบุอีกว่า หากไม่ยอมให้บริการทางเพศกับลูกค้าจะถูกนายสมชาย เจนใจ ทำร้ายพยานทั้ง 2

 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้คัดค้านที่ 1 (นายชูวิทย์)เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท โฮ แปซิฟิค จำกัด) ซึ่งเป็นเจ้าของสถานการค้าประเวณีดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านทั้ง 2 มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการกระทำที่เป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (2) พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ 

 จึงพิพากษากลับว่า ให้เงินในบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระราม 9 และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษก ห้วยขวาง ที่มีเงินเหลืออยู่จำนวน 127,725.06 บาท และ 17,128.40 บาท รวมทั้งหุ้นบริษัท เดวิส ไดมอนด์ สตาร์ จำกัด หุ้นบริษัท เดวิส โคปาคาบาน่า จำกัด หุ้นบริษัท เดวิส โกลเด้นสตาร์ จำกัด และหุ้นบริษัท เดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด รวม 33,446 หุ้น มูลค่า 3,344,600 บาท พร้อมด้วยดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

และนี่ก็คือต้นเหตุที่มาที่ไป สำหรับคำถามที่ว่าทำไม กระทรวงการคลังถึงไปถือหุ้นอาบอบนวดได้ แต่สาระสำคัญนคือายชูวิทย์ ได้เคยลั่นคำพูดออกมาว่า ไม่เคยบังคับใครให้มาขายบริการ ...?? แล้วคำพิพากษา การกระทำป่าเถื่อนนี่คืออะไร

ทั้งค้ากามเด็ก อายุต่ำกว่า18ปี ทั้งฟอกเงิน มิหน้ำซ้ำยังมีการทำร้ายร่างกาย แบบนี้ นายชูวิทย์จะอธิบายว่าอย่างไรดี??


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม