ปิด"สวนชูวิทย์"LH เช่าสร้างโครงการหรู! ตรวจสอบไม่พบ "ชูวิทย์"แจ้งถือครองที่ดินต่อป.ป.ช. ก่อนและหลังพ้นตำแหน่งส.ส.!!??

Publish 2018-01-30 15:10:18


หากกล่าวถึง สวนสาธารณะกลางกรุงของเอกชน ที่แรกที่ต้องนึกถึงคงนี้ไม่พ้น  “สวนชูวิทย์” บนพื้นที่ 6 ไร่ ย่านสุขุมวิท ของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตเจ้าพ่ออ่าง ที่ได้ปิดสนิทถาวรไปแล้ว ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และกำลังจะกลายเป็นโรงแรมหรูกลางเมือง สวนสาธารณะ ที่นายชูวิทย์ ประกาศต่อหน้าศาล สร้างเพื่ออำนวยประโยชน์ให้กับประชาชน ได้หายไป พร้อมกับคำสัตย์ของนายชูวิทย์

 

 

สืบเนื่องจากบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด หรือ LH ได้ประกาศเช่าที่ดินสวนชูวิทย์ บริเวณสุขุมวิทซอย 10 เนื้อที่ 6 ไร่ ซึ่งปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะ โดยบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด หรือ LH ได้ตัดสินใจเช่าที่ดินสวนชูวิทย์ ในบริเวณดังกล่าวระยะเวลาในการเช่าพื้นที่อยู่ที่ 30 ปี และต่ออายุได้อีก 4 ปี โดยจะมีการเซ็นสัญญาในเรื่องการทำธุรกรรมที่ดินในวันที่ 1 ก.พ. นี้ 

 

และจะนำที่ดินดังกล่าวมาพัฒนาโครงการรูปแบบผสมผสาน (มิกซ์ยูส) โครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าในรูปแบบอาคารสำนักงาน พื้นที่เช่า 20,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) และโรงแรม 400 ห้อง และมีพื้นที่ค้าปลีกอีก 3,000 ตร.ม. ใช้งบลงทุนอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างในช่วงต้นปี 62 

 

 



แรกเริ่มเดิมทีที่ดิน “สวนชูวิทย์” พิกัดตามภูมิศาสตร์ เดิมให้เช่าเป็นบาร์เบียร์ และร้านค้าชื่อ “สุขุมวิทสแควร์” นายชูวิทย์  ซื้อมาจากเจ้าของเดิมเมื่อ พ.ศ. 2545 และมีโครงการสร้างโรงแรมระดับ 4 ดาว แต่เกิดปัญหากับผู้เช่าเดิม จนเกิดคดีกลุ่มชายฉกรรจ์เข้ามาไล่รื้อถอนบาร์เบียร์ และร้านค้า เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2546 

 

เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดเวลา 04.00 น. วันที่ 26 ม.ค. 2546 มีกลุ่มชายฉกรรจ์นับหลายร้อยคน แต่งกายชุดซาฟารี พร้อมรถแบ็กโฮ บุกเข้าทำลายร้านบาร์เบียร์ 60 ร้าน 

 

จนเสียหายราบเป็นหน้ากลอง ซึ่งเรื่องราวความขัดแย้งนี้ เนื่องจากกลุ่มนายทุนกลุ่มใหม่ ได้ว่าจ้างให้เข้าไปรื้อร้านค้าของผู้เช่าเดิมเพื่อใช้พื้นที่ทำประโยชน์ จนทำให้เกิดเรื่องราวบานปลายถึงขั้นต้องใช้ความรุนแรง

 

ต่อมาเมื่อเหตุการณ์ได้สงบลง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการสืบสวนสอบสวนจนสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ทั้งสิ้นจำนวน 130 คน โดยพนักงานสอบสวน ใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานกว่า 2 เดือน จึงนำตัวผู้ต้องหา ‘คดีรื้อบาร์เบียร์’ ส่งฟ้องเมื่อวันที่ 13 มี.ค.46 ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดรวมถึง นายชูวิทย์ ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

 

จากนั้นระยะเวลาดำเนินผ่านมานานหลายปี กระบวนการทางกฎหมายได้มาถึง ศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า พฤติการณ์ของพวกจำเลยได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่เกิดเหตุ และแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน 

 

จึงพิพากษาให้มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ ในเวลากลางคืน จึงสั่งจำคุก 5 ปี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งภายหลังฟังคำพิพากษา นายชูวิทย์ จำเลยที่ 129 ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างฎีกา โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ เนื่องจากศาลเห็นว่าเป็น ส.ส.และอยู่ระหว่างเปิดสมัยประชุม



เหตุการณ์กลับตาลปัตร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งศาลนัดจำเลย คือนายชูวิทย์ มาศาลฟังคำพิพากษาฎีกา แต่กลับต้องเลื่อนการฟังคำพิพากษาออกไปก่อน เนื่องจาก นายชูวิทย์ จำเลยที่ 129 ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ และเปลี่ยนคำให้การใหม่ เป็นรับสารภาพตามฟ้อง 

 

พร้อมทั้งขอให้ศาลลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษจำคุกต่อศาลชั้นต้น เพื่อขอให้ส่งคำร้องของ นายชูวิทย์ ให้ศาลฎีกาพิจารณา โดยในวันนั้น ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้งในวันที่ 28 ม.ค. 2559 เวลา 09.00 น.

 

และแล้ววันนี้ก็มาถึงวันที่ถือเป็นการชี้ชะตาของนายชูวิทย์ในที่สุดก็ไม่รอด ศาลฎีกาตัดสินจำคุก นายชูวิทย์ 2 ปี คดีรื้อบาร์เบียร์ โดยไม่รอลงอาญาแม้ว่าก่อนหน้านี้ นายชูวิทย์ จะได้ยื่นคำให้การใหม่ จากปฏิเสธ เป็นรับสารภาพ แต่ไม่สามารถที่จะทำให้พ้นคุกไปได้ 

 

 

 

น่าคิดว่าในครั้งที่ศาลฎีกาพิพากษา นายชูวิทย์เคยอ้างเอาการใช้ที่ดินแปลงที่รื้อบาร์เบียร์ออกไปนั้นมาทำสวนเพื่อสาธารณะ จนกระทั่งศาลเมตตา ลดโทษให้นายชูวิทย์

โดยศาลเห็นว่า หลังเกิดเหตุ นายชูวิทย์ได้ร่วมกับพวกจำเลยอื่นชดใช้ค่าเสียหาย และภายหลังได้นำที่ดินพิพาทไปทำประโยชน์เป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ โดยไม่ได้นำที่ดินไปทำธุรกิจแสวงหาผลกำไรอีก บ่งบอกว่าจำเลยรู้สำนึกผิด นับว่ามีเหตุให้ปรานี เห็นสมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม จึงพิพากษาแก้ว่า ให้จำคุก 2 ปี (แก้จากที่ศาลอุทธรณ์ให้จำคุก 5 ปี) เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายชูวิทย์ คุมขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพทันที

 

 

ท้ายที่สุดมาบัดนี้ เมื่อนายชูวิทย์ไม่จำเป็นต้องอาศัย “สวนชูวิทย์” เพื่อประโยชน์ในทางคดีอีกแล้ว ปรากฏว่า “สวนชูวิทย์” ก็จะไม่เหลือให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ แต่จะนำที่ดินไปทำธุรกิจแสวงหาผลกำไรแล้ว.. จนทำให้หลายคนมองว่าสวนชูวิทย์ที่เคยเป็นสวนสาธารณะอาจจะไม่ใช่สวนสาธารณะ ตามที่นายชูวิทย์แสดงเจตนารมย์ไว้ต่อหน้าศาล

 

 

อย่างไรก็ตามจากคดีดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจของนายชูวิทย์ จนนายชูวิทย์ตัดสินใจออกจากธุรกิจอาบอบนวด หันมาทำงานการเมือง  

 

หลังจากนั้น ชูวิทย์ก็ได้ก้าวมาสู่วงการเมือง โดยขายหุ้นในอาบอบนวดทั้งหมด แล้วการลงสมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 15 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ซึ่งตรงกับวันเกิดของตัวเอง แม้ไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ได้คะแนนเสียงกว่าสามแสนคะแนนและได้คะแนนมาเป็นลำดับที่ 3 ต่อมาชูวิทย์นำพรรคต้นตระกูลไทย ที่ตนเองเป็นผู้ก่อตั้ง เข้าร่วมกับพรรคชาติไทยและรับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคชาติไทย

 

จนกระทั่งในการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2554 นายชูวิทย์ได้แถลงข่าวเปิดตัวพรรครักประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศว่าจะเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งผลการเลือกตั้งพรรครักประเทศไทยได้คะแนนเสียงเกือบ 1 ล้านคะแนน ส่งผลให้ได้ ส.ส. เข้าสภาถึง 4 คน  แน่นอนว่า นายชูวิทย์ได้เข้าเป็นส.ส. แบบบัญชีรายชื่อได้สำเร็จ

 

แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า การดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะต้องยืนแสดงบัญชีทรัพย์สิน และหนีสินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือปปช.

 

น่าสนใจไปกว่านั้น จากการตรวจสอบข้อมูลทรัพย์สินของนายชูวิทย์ ที่ได้ยืนก่อนรับตำแหน่ง เมื่อวันที่2 ส.ค. 54 , วันพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 56 และ หลังจากพ้นตำแหน่งครบ1ปี เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 57 กลับไม่ปรากฏ พบการแจ้งถือครองที่ดินแปลงนี้ในบัญชีทรัพย์สินที่นายชูวิทย์ยื่นต่อ ป.ป.ช. เลย ทั้ง 3 ครั้ง 

 

เรื่องนี้น่าสนใจว่า การกระทำดังกล่าว จะเข้าข่ายจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ?? 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม

ติดตามข่าวอื่นๆ