เสี่ยไฮ้ยังปากแข็ง คดีอำพรางเซลส์สาว หลักฐานมัดลงมือในโรงงานก่อนทิ้งจมน้ำนาน 3 ปีถึงเจอร่าง

Publish 2019-12-25 12:12:44


จากกรณีพบศพ น.ส.กลิ่นเกษร วงษ์สิงห์ อายุ 36 ปี เซลส์สาวขายปุ๋ย บุคคลผู้สูญหายนาน 3 ปี โดยจากหลักฐานทำให้เชื่อได้ว่าถูกถ่วงน้ำอำพรางในจ.สระบุรี ก่อนเจ้าหน้าที่ตามแกะรอยและหาหลักฐานเพิ่มเติมต่างๆ จนพบความเเชื่อมโยงไปถึงเสี่ยคนสนิท ต่อมาตำรวจได้ออกหมายจับคนร้ายแล้วเรียบร้อย 2 คน คือ นายสันติ จึงทองดี หรือเสี่ยไฮ้ และนายแจ็ค คนสนิทของเสี่ย ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ประกอบกับหลักฐานที่พบเพิ่ม คือ โครงกระดูกและซิลิโคน เจ้าหน้าที่ได้นำไปตรวจพิสูจน์แล้ว พบว่าเป็นของ  น.ส.กลิ่นเกษรจริง



เสี่ยไฮ้ยังปากแข็ง คดีอำพรางเซลส์สาว หลักฐานมัดลงมือในโรงงานก่อนทิ้งจมน้ำนาน 3 ปีถึงเจอร่าง

ด้าน พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1 เผยว่า คดีนี้คาดว่าจะมีผู้ร่วมกระทำมากกว่า 2 คน แต่ตอนนี้หลักฐาน พยานบุคคลและพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ ชี้ชัดไปที่เสี่ยไฮ้และนายแจ็คมากกว่า ส่วนสาเหตุการฆ่านั้นน่าจะมาจากปมชู้สาว กระทั่ง เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปควบคุมตัวนายสันติ หรือเสี่ยไฮ้ และนายแจ็ค ภายในโรงงาน ก่อนเชิญตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมที่บก.ภ.จว.สระบุรี 

 


ล่าสุด พล.ต.ท.อำพล  บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) พล.ต.ต.เอกภพ  ประสิทธิ์วัฒนชัย  พล.ต.ต.ธนายุตม์  วุฒิจรัสธำรงค์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (รอง ผบช.ภ.1) พล.ต.ต.สุภธีร์  บุญครอง  ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 (ผบก.สส.ภ.1) ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมตัว นายสันติ หรือเสี่ยไฮ้ จึงทองดี  อายุ 62 ปี  ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสระบุรี ที่ 294/2562 ลง  24 ธันวาคม 2562 และนายนิวัฒน์ หรือแจ๊ค  เฉลิมวัฒน์ อายุ 36 ปี  ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสระบุรี ที่ 293/2562  ลง 24 ธันวาคม 2562  

 


โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ หรือส่วนของศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย , ร่วมกันทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพ ส่วนของศพ โดยไม่มีเหตุอันสมควร , ร่วมกันกระทำการใดๆ แก่ศพในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไปเพื่ออำพลางคดี จับกุมตัวได้ที่บริษัท ห้าดาวเคมีภัณฑ์ จำกัด  ต.พระพุทธบาท  อ.พระพุทธบาท  จ.สระบุรี 

 

เสี่ยไฮ้ยังปากแข็ง คดีอำพรางเซลส์สาว หลักฐานมัดลงมือในโรงงานก่อนทิ้งจมน้ำนาน 3 ปีถึงเจอร่าง


พล.ต.ท.อำพล เปิดเผยว่า ทั้งนี้สืบเนื่องจากวันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 นางลั่นทม วงษ์สิงห์  อายุ 57 ปี ได้เดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรพระพุทธบาท  แจ้งความคนหายเพื่อติดตามตัว น.ส.กลิ่นเกษร วงษ์สิงห์ อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นบุตรสาวได้หายตัวไป ไม่สามารถติดต่อได้ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559  ต่อมาเมื่อวันที่  9 ธันวาคม 2562 ช่วงเช้ามีพลเมืองดีแจ้งเหตุให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรหนองโดนว่า พบรถยนต์จมน้ำอยู่กลางคลองชลประทาน ชัยนาท – ป่าสัก  ต.บ้านโป่ง อ.หนองโดน

 


จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถยนต์เก๋งจมอยู่กลางคลองชลประทาน ชัยนาท – ป่าสัก  ตรวจสอบเบื้องต้นพบหมายเลขทะเบียนที่ติดป้ายด้านหลัง 4กฐ 6348 กรุงเทพมหานคร   ภายในรถยนต์พบดินโคลน, ผ้าปูที่นอนห่อโครงกระดูกมนุษย์, ซิลิโคน, เสื้อผ้า  เอกสารและบัตรพร้อมสิ่งของต่างๆ เป็นจำนวนหลายรายการ  ผลการตรวจพิสูจน์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้ตรวจพิสูจน์รูปแบบสารพันธุกรรม(DNA) พบว่าชิ้นส่วนโครงกระดูกมนุษย์ที่พบในรถจมน้ำเทียบกับนางลั่นทม มีความสัมพันธ์เป็นมารดาและบุตรกันตามหลักการถ่ายทอดพันธุกรรม 99.995%  ผลการตรวจสอบรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวปรากฏชื่อ น.ส.กลิ่นเกษร เป็นผู้ครอบครองรถยนต์    ซิลิโคน เสื้อผ้า และเอกสาร รวมทั้งบัตรต่างๆ ที่ระบุเป็นของ น.ส.กลิ่นเกษร อยู่ภายในรถ  จึงยืนยันได้ว่าโครงกระดูกที่พบในรถคือ น.ส.กลิ่นเกษร

 


ผบช.ภ.1 กล่าวว่า จากการสืบสวนสอบสวนทำให้ทราบข้อเท็จจริงว่า  น.ส.กลิ่นเกษร ผู้ตายได้คบหาเป็นสามีภรรยากับนายสันติ  ต่อมาภายหลังได้มีเหตุขัดแย้งทะเลาะวิวาทกันเรื่องความหึงหวงแล้วหายตัวไป  จึงนำภาพกล้องวงจรปิดและสอบปากคำพยานบุคคลต่างๆ  ทำให้เชื่อว่าน่าจะถูกฆาตกรรมโดยใช้ผ้าปูที่นอนในออฟฟิศภายในบ้านของนายสันติ มัดพันห่อศพผู้ตายไว้  โดยไม่ทราบวิธีที่ทำให้ตายที่แน่ชัด และคาดว่ามีการก่อเหตุภายในโรงงาน แล้วนำศพผู้ตายมาทิ้งเพื่ออำพรางคดี  คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนจึงได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานเสนอต่อศาลจังหวัดสระบุรีขออนุมัติหมายจับนายสันติ  และนายนิวัฒน์หรือแจ๊ค ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของนายสันติ เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดและสามารถติดตามจับกุมตัวได้

 


“เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 2 ยังให้การปฏิเสธ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจมีพยานหลักฐานทั้งหมดในการดำเนินคดี โดยในวันที่ 26 ธ.ค. จะนำตัวฝากขังพร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากญาติผู้ตายเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย และเข้าไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน" ผบช.ภ.1 ระบุ

 


อย่างไรก็ตาม ตำรวจแจ้งข้อหาทั้ง 2 คน ฐาน ร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ซ่อนเร้นทำลายศพ, ร่วมกันทำให้เสียหายเคลื่อนย้ายทำให้เสื่อมค่าในส่วนของศพ และ ร่วมกันกระทำการใดๆแก่ศพ ทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนไปเพื่ออำพราง
 

 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สุลาลีวัลย์ หงษ์เวียงจันทร์
ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์