บิ๊กปั๊ด แถลงคืบหน้าคดีน้องชมพู่ ยืนยันมีผู้ทำให้เสียชีวิต

บิ๊กปั๊ด แถลงคืบหน้าคดีน้องชมพู่ ยืนยันมีผู้ทำให้เสียชีวิต

Publish 2020-10-02 14:53:46


จากกรณี ด.ญ.อรวรรณ วงศ์ศรีชา หรือน้องชมพู่ อายุ 3 ปี สูญหายจากบ้านพักพัก หมู่ 2 บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.63 ที่ผ่านมา ซึ่งครอบครัวเร่งออกค้นหาจนมึดค่ำ จนกระทั่งพบศพน้องอยู่กลางป่าในภูเหล็กไฟ ห่างจากบ้านราว 5 กม. ซึ่งผลชันสูตรยืนยันว่าไม่มีร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศ และไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย



ต่อมา พล.ต.อ.สุวัฒน์ จะอธิบายถึงบทสรุปทางคดี ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ และจะมีการแจกคลิปวีดีโอพรีเซนเทชั่นเล่าถึงเชื่อมโยงต่างๆ ส่วนเรื่องพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ มีความคืบหน้าไปประมาณ 99% อีก 1 % คือ ยังเหลือผลตรวจเส้นผมที่หล่นอยู่ใกล้กับจุดที่พบศพน้องชมพู่ ซึ่งส่งไปตรวจที่สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ เพื่อตรวจหาเจ้าของเส้นผมดังกล่าว

 

อ่านข่าว - บิ๊กปั๊ด ประเดิมงานผบ.ตร.ใหม่ นัดแถลงสรุปคดีน้องชมพู่ แง้มได้หลักฐานสำคัญ ครบสำนวน 100 %
 



ล่าสุด พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)  เป็นประธานแถลงความคืบหน้า คดีการหายตัวไปของ  ด.ญ.อรวรรณ วงศ์ศรีชา หรือน้องชมพู่ อายุ 3 ปี  จากบ้านพักพัก หมู่ 2 บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. 2563 ที่ผ่านมา  โดยเริ่มต้นว่าการชี้แจงในวันนี้ ( 2 ต.ค.)  ไม่ใช่การสรุปปิดคดี  แต่เป็นขั้นตอนการชี้แจงความคืบหน้า  เนื่องจากมีข้อมูลสำคัญที่มีความจำเป็นต้องอธิบายให้กับประชาชนทั่วไปได้รับทราบ

 

 

โดยทีมสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจภูธภาค  4  สรุปว่า  ขณะนี้สำนวนคดีมีความหนาทั้งสิ้น 918  หน้า  ยืนยันว่าน้องชมพู่ไม่อาจเดินขึ้นไปบนภูเขาเหล็กไฟได้เอง  เนื่องจากเส้นทางที่ไปสู่จุดพบศพมีความยากลำบากในการที่เด็กวัยเพียง 3 ขวบจะเข้าไปถึงจุดพบศพ  รวมถึงอาหารเช้าที่รับประทานในช่วงเช้าวันเกิดเหตุ ก็ไม่เพียงพอต่อการสร้างกำลังให้ปีนป่ายผาสูงชันได้อีกเช่นกัน รวมถึงเป็นไปไม่ได้เป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากน้องชมพูจะพลัดหลงทาง เนื่องจากพฤติกรรมส่วนตัวของน้องชมพู่  ไม่ชอบที่สูงและป่ารก  จึงสรุปได้ว่าเหตุเสียชีวิตของน้องชมพู่ เกิดจากมีผู้นำขึ้นไปไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดและเหตุผลใดก็ตาม  

 

 

 

ดังนั้นผู้นำน้องชมพู่จะได้รับข้อหาเกี่ยวข้องฐานความผิดกักขัง  หน่วงเหนี่ยว  จนทำให้มีผู้เสียชีวิต  แต่ประเด็นปัญหาคือ ณ ขณะนี้พนักงานสอบสวน ยังไม่สามารถหรือสรุปดำเนินการสอบสวนหาผู้กระทำผิดได้  แต่เนื่องจากกฎหมายคดีอาญามีอายุความ 20 ปี  การดำเนินการสอบสวนหาคนร้ายจึงจะยังดำเนินการต่อไป พร้อมยืนยันจะยังไม่ละเลิกความพยายามในการติดตามคนร้ายรายนี้

 

 

ขณะที่ผลชันสูตรพลิกศพ  เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเห็นตรงกันว่า น้องชมพู่เสียชีวิตในช่วงระหว่างวันที่   12 -13  พ.ค 2563   หรือประมาณ 24 ชั่วโมงหลังการหายตัวไป   โดยตามร่างกายพบบาดแผลหลายจุด แต่ไม่มีร่องรอยการล่วงละเมิดทางเพศ  ขณะที่ภายในร่างกายไม่มีอาหารตกค้างเหลืออยู่ จึงอาจถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้องชมพู่เสียชีวิต  และประมวลพยานหลักฐานเชื่อได้ว่า   มีความพยายามของบุคคลในการนำตัวน้องชมพู่ขึ้นไปทิ้งไว้อยู่ลำพังบนภูเขาเหล็กไฟ  ซึ่งเป็นไปได้ทั้งว่าเป็นคนสนิทที่น้องชมพู่ไว้ใจ จึงไม่มีปฏิกริยาต่อต้าน  หรือ คนที่ใช้วิธีการบังคับ ขู่เข็ญ  และมีความคุ้นเคยต่อสถานที่ที่มีความยากลำบากต่อการเข้าถึง  จึงสามารถนำพาน้องชมพู่ขึ้นไปในจุดเกิดขึ้นเหตุได้

 

ทั้งนี้  พล.ต.อ.สุวัฒน์  ยอมรับว่า   จนถึงตอนนี้ในใจยังคงมีข้อสงสัยในตัวบุคคล    เพียงแต่ไม่อาจบ่งชี้ชัดได้ในวันนี้ว่า    ใครคือคือฆาตกร     ด้วยหลายองค์ประกอบของแนวทางการสืบสวน   สอบสวน  ซึ่งที่ผ่านมามีหลายมิติที่ทำให้แนวทางการการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเองมีความยากลำบาก     และกดดันในการที่จะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ   แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังจะดำเนินการหาข้อเท็จจริงในการคลี่คลายคดีนี้ต่อไป  ด้วยรายชื่อผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของเจ้าหน้าที่ตำรวจ   ซึ่งทันทีที่มีหลักฐานเชื่อมโยง ผูกมัดใคร   ก็จะมีการจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีทันที   จึงขอให้ประชาชนทุกคนมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ว่าเราจะไม่มีวันทิ้งให้การหายตัวไปของน้องชมพู่จบลงเพียงเท่านี้  แต่เราจะทำทุกวิธีทางในการคืนความชอบธรรมให้กับสูญเสียอย่างแน่นอน

 

ในช่วงท้าย พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวถึง  ความพยายามในการทำลายหลักฐาน  ว่าเป็นเรื่องเกิดจริง  แต่ด้วยสาเหตุที่ไม่อาจชี้ชัดว่าใครเป็นผู้กระทำ ด้วยประจักษ์พยาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงยังไม่มีการกล่าวหาใคร หรือ ตั้งข้อหาใครเป็นผู้กระทำผิด  และจะไม่มีการพูดถึงชื่อใครด้วย พร้อมกันนี้ยังปฏิเสธจะตอบความเชื่อมโยง หรือข้อสงสัยในตัวลุงพล  ตลอดจนข้อคำถามว่าผู้กระทำเป็นการลงมือโดยตัวคนเดียว หรือ  เป็นกระบวนการ   เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่เอารูปแบบการทำงาน ว่ามีหลักฐานแค่พอจับใคร แต่เราต้องการนำสืบคดีนี้ไปจนถึงการเอาตัวคนร้ายมาลงโทษในชั้นศาลยุติธรรมให้ได้

 

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน