ทนายตั้ม ลั่นถ้าต้องดูแลคดีครูจุ๋ม จะทำ 4 ข้อ ไม่เติมเชื้อเพลิง กระแทกสุดแรง

ทนายตั้ม ลั่นถ้าต้องดูแลคดีครูจุ๋ม จะทำ 4 ข้อ ไม่เติมเชื้อเพลิง กระแทกสุดแรง

Publish 2020-10-05 11:11:53


กำลังเป็นที่ถกเถียงอย่างหนักอยู่ในขณะนี้ จากที่นายเดชา กิตติวิทยานันท์ หรือ ทนายเดชา ประธานเครือข่ายทนายคลายทุกข์ ได้เดินทางมาพร้อมกับ น.ส.อรอุมา หรือ ครูจุ๋ม เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ปกครองของเด็กอนุบาล หลังจากที่ได้เห็นคลิปที่ครูจุ๋มทำร้ายลุกของตน จึงบันดาลโทสะ กระโดดทีมครูจุ๋ม ซึ่งทำให้ผลเสียตกไปอยู่ที่ ทนายเดชาอย่างจังจนแฟนคลับหลายคนขอเลิกติดตาม 

 


อ่านข่าว - ผิดหวังอย่างแรง!ทนายเดชา แก้ตัวไม่ขึ้น ชาวเน็ตแห่แบน หลังออกตัวเป็นทนายช่วยครูจุ๋ม ลั่นประสบการณ์ 35 ปี ไม่มีจิตใจนึกคิดซักนิดเลยหรอ?



ล่าสุด ทนายตั้ม หรือ ทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ได้โพสต์ภาพคู่กับทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ พร้อมระบุข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า "ทุกวันนี้ผมได้รับข้อเสนอที่น่าสนใจเยอะมากนะครับ แต่หลายครั้งผมตัดสินใจปฏิเสธทั้งที่ถ้าเลือกงานนี้ผลตอบแทนก็เป็นเงินมากโข แต่ด้วยถ้าทำแล้วไม่สบายใจ ขอไม่ทำดีกว่า แน่นอนครับ ทนายเลือกงานได้ ทั้งเป็นทนายโจทก์และทนายจำเลย 


คดีแบบเด็กอนุบาลถูกทารุณกรรม ผมขอผ่าน ได้กี่บาท ก็ขอไม่รับ แต่ขอเสนอแนะในฐานะที่เป็นทนายให้ลูกเพจอ่านดูแล้วกันนะครับว่าถ้าผมเป็นทนายคดีครูจุ๋ม ผมจะทำแบบนี้
1. ออกแถลงขอโทษผู้ปกครองและสังคม โดยปราศจากข้อแก้ตัว รวมถึงเลิกโทษคนอื่น เก็บความเฟียส ความกร้าวใส่ลิ้นชักชั้นลึกที่สุด ผลร้ายมีมากกว่าผลเสียถ้าใช้อารมณ์
2. หาทางเยียวยาตามกฎหมาย ไม่ปกป้องคนกระทำผิด ปฏิรูปโรงเรียน เสนอมาตรการที่จะมีในอนาคต เพื่อยืนยันว่าเด็กนักเรียนจะมีสวัสดิภาพที่ดี ไม่ถูกทำร้ายแบบที่ผ่านมา

 



3. ไม่แจ้งความผู้ปกครอง ควรเข้าใจว่าเป็นลูกใคร ใครก็โกรธ แน่นอนว่า การทำร้ายร่างกายกันในที่สาธารณะ มันผิดกฎหมาย แต่อย่าลืม ว่าฝั่งโรงเรียนเป็นฝ่ายผิด แต่หาทางเจรจา ให้ครูนำดอกไม้ ของขวัญไปขอขมาผู้ปกครองรายคนโดยนอบน้อมที่สุด เขาจะรับหรือปฏิเสธไม่ใช่สาระที่สำคัญ แต่ผิดแล้วต้องรับผิดและแก้ไขไม่ใช่แก้ตัว
4. ให้ลูกความสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เพื่อลดโทษ และเป็นการสำนึกผิด หลักฐานมันชัดเจนขนาดนี้ ไม่มีประโยชน์ที่จะแถ เสียทั้งภาพลักษณ์โรงเรียน และไม่แฟร์กับเด็กและผู้ปกครอง


สำหรับผม การพาลูกความไปแจ้งความ เหมือนราดน้ำมันลงกองไฟ ทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้น เสียชื่อโรงเรียนไม่พอ จากฝ่ายโจทก์อาจจะเห็นความสำนึกผิด จะยิ่งโกรธแค้น และทำให้คดีอื่นๆอีกเป็นพรวนเสียไปหมด ทนายมืออาชีพที่ว่าความที่ศาลจริง ไม่ใช่ศาลโซเชียล เขาไม่ทำกันหรอกครับ"

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน