ป่วยหนักไร้ที่พึ่ง - อาศัยบ้านร้างเป็นรังนอน!! เปิดเรื่องราวดาวร้ายผู้อาภัพ “กิตติ ดัสกร” สะท้อนบทเรียนชีวิตให้สังคมไทย !!

Publish 2017-11-07 07:54:54


หากย้อนกลับไปเมื่อ 40 กว่าปี ก่อน ภาพยนตร์ที่โด่งดังมากที่สุดในยุคนั้น ก็เห็นจะเป็น ภาพยนตร์ เรื่อง “เทพธิดาโรงแรม” ในราวปี 2517 ผลงานการกำกับของหม่อมเจ้าชาตรี เฉลิมยุคล ส่งให้นักแสดงดาราก้าวมายืนในฐานะซุปเปอร์สตาร์หลายต่อหลายคน อาทิ  วิยะดา อุมารินทร์  และ  สรพงศ์ ชาตรี รวมถึงตัวประกอบคนสำคัญ อย่าง "กิตติ ดัสกร"      



       กิตติ ดัสกร ชื่อจริงว่า กิตติ นิติสาขา หรือ กลิ่นเกลี้ยง มีชื่อเล่นว่า ปื๊ด เกิดปี 2494 ที่จังหวัดชุมพร เป็นน้องชาย ดามพ์ ดัสกร เรียนจบชั้น ป.7 ที่จังหวัดชุมพร ก็เข้ากรุงเทพฯ มาเรียนต่อที่โรงเรียนวิมุตยรามวิทยากรณ์ แล้วไปต่ออาชีวะศิลป์ 

            มีโอกาส เข้าสู่ วงการภาพยนตร์ก็เพราะตามดามพ์ ดัสกร พี่ชายเข้าไปวังละโว้ ดามพ์จึงฝากกับ ม.จ.ชาตรีเฉลิมยุคล กิตติจึงได้ทำงานเป็นฝ่ายศิลป์ของละโว้ภาพยนตร์ บางครั้งก็ได้แสดงเป็นตัวประกอบภาพยนตร์โทรทัศน์ด้วยเช่นเรื่อง หมอผี ต่อมาถูกทหารเกณฑ์ 2 ปี พอพ้นเกณฑ์ทหาร ก็กลับมาทำงานเป็นฝ่ายศิลป์ให้กับ มจ.ชาตรีเฉลิมยุคล อีกโดยเริ่มจากเรื่อง มันมากับความมืด (2514) และเป็นตัวประกอบในเรื่อง เทพธิดาโรงแรม (2517 สรพงศ์-วิยะดา)     ต่อมา ม.จ.ชาตรีเฉลิมยุคล     สร้างภาพยนตร์เรื่อง    ผมไม่อยากเป็นพันโท (2518 สมภพ-นัยนา) เกิดขาดตัวแสดงเป็นนายเงี๊ยดลูกครึ่งญวน ม.จ.ชาตรีเฉลิมยุคล จึงให้กิตติรับบทบาทดังกล่าว    

          กิตติเริ่มมีบทโดดเด่นมากขึ้นในเรื่อง เทวดาเดินดิน (2519 สรพงศ์-วิยะดา) จากนั้น เชิด ทรงศรี ก็นำกิตติไปแสดงเป็นน้องชายของอีเรียมในเรื่อง แผลเก่า (2520 สรพงศ์-นันทนา)กิตติจึงเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น กิตติ เคยแสดงในบทพระเอกภาพยนตร์อยู่ 2 เรื่องคือ ฝนแสนห่า ของ ยุทธนา มุกดาสนิท กับเรื่อง กู่แก้วนางคอย ของ อ้อยใจ วลัยพรรณ แต่เรื่อง ฝนแสนห่า ไม่ผ่านเซ็นเซอร์ ส่วนเรื่อง กู่แก้วนางคอย นั้น ผู้สร้างไม่ได้นำออกฉาย บทบาทที่กิตติได้รับนั้น มักจะเป็นบทดาวร้ายเช่นเดียวกับพี่ชาย

           หลังจากนั้น เขาก็หายหน้าหายตาจากวงการไปพักใหญ่ จน เมื่อเฟซบุ๊ก ดาราภาพยนตร์ ได้เผยแพร่ข่าวดาวร้ายรุ่นใหญ่ “กิตติ ดัสกร” ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ตกคลอง และมีอาการอัมพฤกษ์ขาไม่มีแรง ปากเริ่มเบี้ยว ต้องพักฟื้นที่ที่รพ.กลาง จนเมื่ออาการเริ่มดีขึ้น จึงได้กลับมาพักรักษาตัวที่บ้าน โดยได้รับการดูแล จาก นางสาวคิตตี้ ที่เธออ้างเป็นหลานสาวก่อนหน้านี้ 

 

 


จนกระทั่งเป็นที่ฮือฮาในโลกโซเซียล เมื่อนางสาวคิตตี้ ได้โพสต์ภาพสุดอนาถของ นายกิตติ ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สภาพร่างกายดูไม่สะอาด พร้อมระบุข้อความ ขอความช่วยเหลือ และขอรับเงินบริจาค จนกลายเป็นกระแสวิพากวิจารณ์อย่างหนักถึงเรื่องการนำเงินบริจาคไปใช้อย่างอื่น รวมถึงตั้งข้อสังเกตุว่า เด็กสาวที่ชื่อคิตตี้ นั้น ไม่ใช่ลูก ไม่ใช่หลาน แต่คืออดีต ภรรยาของนายกิตตินั่นเอง  


ข่าวของดาวร้ายผู้อาภัพ กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อ "ไทด์ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์" พร้อมทีมอาสากู้ภัย ได้เดินทางไปยังบ้านพักย่านนนทบุรี สภาพทรุดโทรมทั้งหลัง ทั้งภายในภายนอกเต็มไปด้วยขยะและเศษอาหารจำนวนมาก ซึ่ง นายกิตติ พักอาศัยอยู่ในบ้านนี้กับ เด็ก 3 คน และ น.ส.ประสิประภา หรือ คิตตี้ ที่ครั้งแรกอ้างว่าเป็นลูก และบอกว่าเป็นหลาน จนในที่สุดเธอยอมรับว่า เป็นอดีตภรรยา ที่เลิกลากันไปนานกว่า 2 ปี 

 

 

 

บ้านเดี่ยวที่ทิ้งร้าง  เนื้อที่กว่า 50 ตารางวา หลังนี้  ซึ่งจากการสอบถามแหล่งข่าวในพื้นที่ ได้ให้ข้อมูลว่า  มีผู้ใจบุญและมีจิตเมตตา ได้อนุญาติให้นายกิตติและครอบครัว ใช้พักอาศัยแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย ดีกว่าปล่อยบ้านทิ้งร้าง   ซึ่งแหล่งข่าวยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า  หญิงสาวที่ชื่อคิตตี้ อดีตภรรยาของนายกิตติ มีอาการพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง พูดจาวกไปวนมา และชอบสร้างเรื่องให้สังคมเกิดความสับสน  


ทั้งนี้ทาง   "ไทด์ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์"   จะนำตัวนายกิตติไปรักษาแบบแผนโบราณกับหมอมีชื่อที่ จ.อ่างทอง  ตามความประสงค์ของเจ้าตัว และถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็จะต้องเข้ารับการรักษาเฉพาะทางที่โรงพยาบาล ซึ่งทางไทด์ จะดูแลค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดให้....... 

ใครจะรู้บ้างว่า  นายกิตติ ดัสกร ในวัย 67 ปี  ผู้ที่เคยโด่งดัง เป็นดาวดวงหนึ่งของวงการบันเทิง  มีเงินทองมากพอสมควรในอดีต   จะต้องมาพบเจอกับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  นี่อาจจะเป็นเพราะผลกรรมหรือความประมาทในการใช้ชีวิต  เรื่องนี่ไม่มีใครรู้นอกจากตัวเขาเอง   แต่สิ่งที่สังคมเรียนรู้ได้จากเรื่องนี้ คือ บทเรียนราคาแพง ที่สามารถนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของตนเองให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทได้ 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน