กว่าจะมาถึงวันนี้ !!  หม่ำ จ๊กมก เล่าเรื่องราวสุดรันทดในอดีต  จากเสื่อผืนหมอนใบกับภรรยา จนมาเป็นตลกแถวหน้าของเมืองไทย

 กว่าจะมาถึงวันนี้ !!  "หม่ำ จ๊กมก" เล่าเรื่องราวสุดรันทดในอดีต  จากเสื่อผืนหมอนใบกับภรรยา จนมาเป็นตลกแถวหน้าของเมืองไทย

Publish 2017-11-18 12:21:50


 


 ถือเป็นบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังท้อแท้กับชีวิตได้ดีทีเดียว สำหรับดาวตลกชื่อดัง "หม่ำ จ๊กมก" น้อยคนจะรู้ว่า ในสมัยเริ่มต้นอาชีพตลกใหม่ๆนั้น หม่ำ และคุณมด ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ได้ร่วมฝ่าฟันชีวิตกันมาอย่างสุดๆ ตั้งแต่สมัยเสื่อผืนหมอนใบ และนี่คือเรื่องจริงที่ไม่มีใครเคยรู้ว่าก่อน โดยเขาได้เล่าชีวิตผ่าน หม่ำ จ๊กมก FANCLUB ว่า

“แต่ก่อนผมชื่อ เพทาย วงษ์คำเหลา ทีนี้ตอนแม่แจ้งเกิดที่อำเภอ เขาเขียนผิดเป็น เพ็ชรทาย ผมจึงนำชื่อเพทาย มาตั้งเป็นชื่อน้องมิ๊ก ลูกชาย ส่วนลูกสาวคนโต น้องเอ็ม ชื่อบุษราคัม วงษ์คำเหลา ส่วนที่เขายกย่องผมว่าเป็นตลกขั้นเทพ ผมมองว่าเป็น เทพเทียนชัย หรือเทพ โพธิ์งาม หรือเปล่า มันเป็นการเล่นคำมากกว่า เหมือนพวกพระเอกหล่อขั้นเทพ อะไรประมาณนั้น ผมเป็นตลกอาชีพคนหนึ่งที่มีความมุ่งมั่นกับการทำงานที่ผมรัก ผมไม่ใช่เบอร์ 1 หรือเบอร์ 2 ไม่ใช่เกจิหรือปรมาจารย์และไม่ใช่ขั้นเทพอะไรหรอก เพราะคนที่เป็นตลกอาชีพกับอาชีพตลก มันไม่เหมือนกัน ผมอยู่ในวงการนี้มา 20 กว่าปี ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะหมดมุขหรือมุขแป้กในการเล่นตลก ถึงแม้มันอาจจะมีทางหมดได้ แต่เราต้องรักษาเอาไว้ไม่ให้มันหมด รักษามาตรฐานชื่อเสียงของเราเอาไว้คำว่าตลกอาชีพกับอาชีพตลก มันจึงไม่เหมือนกัน การเอาใจใส่ในอาชีพของตัวเอง ถ้าใครก็แล้วแต่ดูถูกอาชีพตัวเองก็จบเลยมาตรฐานการทำงานของผมมีอยู่ตลอด ทำต่อเนื่องมานานหลายปี ไม่ใช่เพิ่งมาทำตอนมีชื่อเสียง อาชีพของเราอย่าให้ใครมาดูถูกนักแสดงตลกเกิดมาเพื่อแสดง แต่ตลกอาชีพจริงๆ มันมีจิตวิญญาณในตัวของมัน ตัวตลก มันไม่ใช่นักแสดง
“ตอนเด็กๆ ผมเป็นหัวโจกของเพื่อนๆ ผมเป็นผู้นำทุกอย่างตั้งแต่ประถมปีที่ 1 เวลามีเรื่องมีราวผมจะโดนตีก่อนเป็นคนแรก จะไม่เคยซัดทอดเพื่อนด้วย อย่าเรียกว่านักเลงเลย เรียกว่าซนดีกว่า ผมเคยร่วมกับเพื่อนแบกกระดานดำไม่ให้ครูสอนหนังสือมาแล้ว(หัวเราะ) พอครูมา ไม่เห็นกระดานดำ ก็ต้องมองมาที่ผม ‘เพ็ชรทาย เธออีกแล้วเหรอนี่ ไปที่หน้าเสาธง’ แล้วก็โดนตี
“ผมเคยใฝ่ฝันอยากมีอาชีพเป็นโจ๊กลิเก แต่พอขึ้นชั้นมัธยม มันเกิดพลิกผัน อยากเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มาก ผมไปสมัครสอบเข้าตำรวจภูธรภาค 3 ที่จอหอ โคราช กับที่ตำรวจภูธรภาค 4 จังหวัดขอนแก่น เพื่อนๆ ก็หนีไปเรียนต่อที่อื่นกันหมด เราเป็นคนแคร์ความรู้สึกเพื่อน เป็นคนรักเพื่อน เพื่อนไม่อยู่แล้ว แล้วเราจะเรียนไปทำไมก็เลยไม่อยากเรียน เลยไปลาออก เดินเตะฝุ่นอยู่2-3 ปี พ่อกับแม่ก็อาย ตอนนั้นผมติดการพนันมาก พวกไฮโล น้ำเต้า ปู ปลา เพราะผมเป็นคนที่มีรายได้มาจากตรงนี้ เป็นเรดาร์ให้เขาบ้าง ไปแจกไพ่ให้เขาบ้าง เป็นสิ่งไม่ดีในตอนนั้น แต่ทุกวันนี้ผมไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการพนันและยาเสพติดทุกประเภท ไม่เคยตีหัวหมาด่าแม่ใคร ผมชอบใช้ความคิดและชอบเอนเตอร์เทน ตลกเฮฮาสร้างความสุขให้กับเพื่อนๆ และคนรอบข้าง
“ตอนนั้นไม่รู้คิดอะไร ผมหนีออกจากบ้านที่จังหวัดยโสธร มาตั้งแต่อายุ 16-17 ปี ทั้งที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มเริ่มมีความรักกับ มด (ภรรยา) เราต่างคนต่างมองกัน ประตูหัวใจเลยแง้มออกมา เฮ้ยไม่มีใครแล้วเว้ย เหลือเราอยู่ 2 คนที่ไม่มีคู่(หัวเราะ) ผมสัญญาว่าจะรับเธอมาอยู่ด้วย หากมีที่อยู่และมีอาชีพเป็นหลักแหล่ง ผมจึงต้องหนีมาเผชิญโชคในกรุงเทพฯ ก่อนด้วยการหางานทำ ถึงแม้เราจะรักกัน อยากอยู่ด้วยกัน แต่พ่อแม่เขามีฐานะกว่าเรา เขาไม่ชอบหน้าผม ผมจึงมาผจญภัยในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างฐานะ ด้วยความเสี่ยง ผมไม่มีญาติพี่น้อง วันแรกที่เจอพบแต่คนแปลกหน้า ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ในชีวิตไม่เคยเจอคำว่า กรุงเทพฯ มาก่อน ผมไม่รู้ว่าจะไปไหนจึงไปนอนที่ชานชาลาขนส่งสายใต้เก่า ผมคิดเสมอว่าถ้าผมมีที่อยู่ก็จะเขียนจดหมายไปตามแฟนมาอยู่ด้วยกัน วันนั้นก็เลยเดินไปเรื่อยๆ จนไปถึงซอยบุปผาสวรรค์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานของวงดนตรีลูกทุ่งชื่อดังรวมกันอยู่ที่นั่นเต็มไปหมด เขาเขียนป้ายว่า รับสมัครคอนวอย เด็กยกของ สมัครเสร็จก็ขึ้นรถไปกับเขาเลย ตอนนั้นผมอยู่วง สดใส รุ่งโพธิ์ทอง ได้ค่าแรงวันละ 40 บาท ไปแบกกลอง ขนของอยู่ประมาณ 2-3 เดือน
“ช่วงที่ตั้งเครื่องเสียง เขาก็จะเช็คซาวนด์ ผมก็จะเป็นคนเช็ค ‘ฮัลโหลๆ วัน ทู-ทรี 1-2-3-4’ พอวันที่ 2 ก็เริ่มคุ้นชินกับไมโครโฟน ก็พูดไปเรื่อย เหมือนกับทอล์คคนเดียว บางทีก็พูดกับเด็กล้อมรั้วสังกะสี เด็กขนโต๊ะพวกหางเครื่องหลังเวที‘เอ่อ...สำหรับหางเครื่องที่ชื่อนิดนะครับ เสื่ออยู่ด้านซ้าย ตอนนี้ทางผัวของคุณได้จับจองไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว’ ‘เอ่อ..นักดนตรีที่นำเหล้าไปซ้อนไว้ที่หลังสแตนด์ เอ่อ...อย่าให้หัวหน้าเห็นนะครับ...เดี๋ยวหมด’ ก็อำกันเล่นสนุกๆ สนาน มันเหมือนกับผมเป็นตัวโจ๊กโดยไม่รู้ตัว อยู่กับเพื่อนๆ ก็เป็นพิธีกร เป็นนักร้องบ้าง มายกของก็มาเช็คไมโครโฟนทุกวัน ทีนี้บังเอิญครูสอนเต้นมาเห็นเข้าเลยบอกว่า ‘ไอ้หม่ำ เอ็งไม่ควรมาแบกของ อย่างเอ็งต้องไปอยู่หน้าเวที’ จะด้วยพรหมลิขิตหรือบุญบันดาล ผมได้พาร์ทชั้นไปเป็นตลกเร็วกว่าคนอื่นๆ ตอนนั้นผมถือว่าผมเป็นตลกดาวรุ่ง ที่อายุน้อยที่สุด อยู่คณะ 9 ยอด ผมไปเล่นในงานมหกรรมสินค้าเซ็นเตอร์เล่นอยู่ 2-3 ครั้ง หัวหน้า สดใส รุ่งโพธิ์ทอง เขาไปรับงานที่นั่น เขาก็มาเห็นผมเข้าก็บอกว่า ‘อ้าวไอ้หม่ำ มึงมาเป็นตลกแล้วเหรอ’ จึงชวนไปอยู่ด้วยกันอีก ทีนี้ตอนเริ่มเป็นตลก เกรียงไกร กรุงสยาม ที่เขาร้องเพลง ‘ทำไมน้องไม่แต่งงาน จะอยู่อีกนานซักเท่าไหร่’ เขามาเห็นผมเข้า เขาจึงไปขอผมกับหัวหน้าสดใส ขอให้มาอยู่กับเขา
“จากนั้นผมก็ระหกระเหินไปอยู่คณะโชคชัย อยู่คณะสุพรรณ แสงพิชัย อยู่กับคณะปริศนา วงศ์สิริ โลดแล่นอยู่ในวงการลูกทุ่งถึง3 ปี ก็เริ่มมีที่อยู่ มีอาชีพแล้ว จึงเขียนจดหมายไปตามเมียมาเป็นหางเครื่องเต้นด้วย ก็ได้เงินมา 2 ทาง ตอนนั้นเป็นช่วงขาลงของวงดนตรีลูกทุ่งด้วย อาจจะเป็นยุคสุดท้ายของวงดนตรีลูกทุ่งก็ว่าได้ ก็ได้เงินบ้างไม่ได้เงินบ้าง เพราะบางวันที่เปิดวิกแสดง ฝนตกไม่มีคนเข้ามาดู ตอนนั้นมีค่าตัววันละ 80 บาท ค่าเช่าห้องเดือนละ 800 บาท ต้องอยู่อย่างประหยัด จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งกินข้าวคลุกกับน้ำปลา นั่งกินกับเมีย เห็นเขาน้ำตาไหล เราก็น้ำตาไหล
“ผมอยู่กับตลกคณะเล็กๆ เร่ไปกับคณะลูกทุ่งบ้าง เล่นตามคาเฟ่บ้าง เมียเริ่มท้องอ่อนๆ เราก็คิดว่าลูกเราจะเกิดแล้ว มันต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ มานั่งคิดทีไรน้ำตามันไหลออกมาทุกที ผมคิดว่าจะเก็บเงินให้ได้สักก้อน แล้วค่อยไปเปิดร้านขายของชำที่บ้านนอกดีกว่า รู้สึกท้อแล้ว เราคิดอย่างนั้น เมื่อคิดได้ลูกเราก็คลอดออกมา ตอนนั้นวงดนตรีลูกทุ่งเริ่มซบเซา ไม่ค่อยได้รับความนิยม พอดีพี่เปี๊ยก ปากน้ำโพธิ์ หัวหน้าคณะตลก เขาเห็นแววผมเล่นตลก จึงชวนขึ้นเล่นตลกคาเฟ่ด้วย เล่นกันทั้งหมด 5 คน เขามาลองผมคนเดียว แล้วไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วย เขาเห็นอะไรในตัวผมก็ไม่รู้ เสร็จแล้วเขาจึงแนะนำให้ผมมาเล่นตลกอยู่กับคณะตลกของพี่เทพ โพธิ์งาม เหมือนฟ้าประทานพรมาให้ ผมเจอกับพี่เทพ เปรียบเขาเป็นต้นไม้ สำหรับผมพี่เทพไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดา แต่เป็นต้นสักทองต้นใหญ่ตั้งตระหง่าน ปลวกก็แทะไม่ได้ ”
“ครั้งแรกที่ผมเจอพี่เทพ เขาให้ขึ้นเวทีเลย ไม่มีการเตรียมตัวไม่มีการซักซ้อมมาก่อน ยังจำได้เลยว่าขึ้นเล่นที่ธนบุรีคาเฟ่ ลาดหญ้า ครั้งแรกในชีวิต ผมล่อพี่เทพซะน่วมเหมือนกัน คือไม่ยอม มีการส่งมุข ปูมุขกัน เรากล้าเล่นบู๊กับแม่ทัพต่างเมือง เราต้องฟันกัน ต่อสู้กัน ถ้าสู้กันแล้วเสมอได้ ถือว่าดีมากๆ แต่ถ้าคุณชนะเมื่อไหร่ ถือว่าสุดยอดไปเลย ถ้าไม่ลองหรือไม่กล้า แบบนี้จะชนะได้อย่างไร จะไปเป็นใหญ่เป็นโตเป็นหัวหน้าใครเขาได้ผมกับพี่เทพปะทะกัน มันเหมือนกับดาบเหล็กน้ำพี้กับดาบสปาต้า รบกันมันไปเลย เล่นกันครั้งแรกครึ่งชั่วโมง ผมมองสายตาเขา ผมรู้ว่าผมโดนใจเขา โดนเช๊ะใช่เลย ชัดเจนแล้ว ไม่ต้องพูดสักคำไม่มีใครกล้าเอาถาดไปตีหัวเขา เพราะเขารุ่นใหญ่ขนาดนั้น
“เขาจึงเรียกคณะเราว่า ตลกดาวรุ่ง เล่นเป็นแต๋ว เป็นกะเทย ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครกล้าเล่นมุขนี้ ในตอนนั้นไล่มาตั้งแต่ หนู น้าเต่า พี่ชูศรี พี่ถั่วแระ เชิญยิ้ม ไม่มีใครเคยเล่นมาก่อน ส่วนรุ่นที่ดังอยู่แล้ว เชิญยิ้มยุคแรก พี่โน้ต พี่เพชร ดาราฉาย ยอดธงจุ๋มจิ๋ม เข็มเล็ก ยุคภาพยนตร์ตลกเรื่อง เทพบุตรต๊ะติ๊งโหน่ง มี เด่น เด๋อ เทพ แล้วมา ดู๋ ดอน แดง แต่ยุคตลกที่เป็นดาวรุ่งรุ่นเด็กยังไม่มี
“อาจจะเป็นเพราะยุคที่ผมดัง ยังไม่มี กบว.และกองเซ็นเซอร์ยังไม่รัดกุม มันยังไม่มีการดูดเสียง เซ็นเซอร์ภาพเบลอ สามารถด่ากันได้ ถือว่าบูมที่สุด ไม่เหมือนกับสมัยนี้ที่มีการควบคุม เขารัดกุมเข้มข้นขึ้น สมัยที่ผมบูม มันมีแค่วีดีโอเทปอัดไว้ให้เช่าดูตามบ้านหรือบนรถทัวร์ เมื่อ 20 กว่าปีก่อนตอนนั้นซีดี ดีวีดี ยังไม่เข้ามา จะมีบริษัทสยามสตาร์และบริษัทโอเชี่ยนที่เขาพาตลก
ไปอัดวีดีโอ
“ผมทำงานกับพี่เทพอยู่ 2-3 เดือน คิดดูผมทำงานไม่มีวันหยุด ไม่มีเวลาใช้เงิน ทำงานตั้งแต่ 2 ทุ่มจนถึงตี 5 ทุกๆ วัน ผมก็เอาเงินเก็บไว้ในลิ้นชัก ได้มาก็ใส่เข้าไปเป็นอย่างนี้ทุกวัน เปิดออกมาดูกับเมียตกใจ เชื่อมั๊ย มีเงินสดเกือบ 3 แสนบาท ตอนนั้นอายุแค่ 23-24 ปี กำลังจะเข้าวัยเบญจเพศ ชีวิตผมยิ่งดีขึ้นตามลำดับ ตอนอยู่กับพี่เทพ งานของเขาเยอะมาก ผมนอนกอดเงิน 3แสนด้วยความชื่นใจ กลิ่นมันหอม ดีใจมาก เลยไปซื้อทีวี วีดีโอ ตู้เย็น ซื้อเตียงนอน แล้วนั่งดูของที่ซื้อมาทั้งวัน เตียงนี้ชอบมากเพราะเมื่อก่อนผมกับเมียไม่มีที่นอน ต้องนอนบนเสื่อ มีหมอนใบเดียว บางทีเมียหนุน บางครั้งผมหนุน สลับกันอยู่อย่างนั้น เพราะไม่มีเงินซื้อ จากนั้นจึงย้ายไปอยู่ เคเอ อพาร์ตเมนต์ ราคาพันแปดต่อเดือน ไม่ใช่ธรรมดานะเนี่ย เป็นห้องสูทใหญ่มาก
“สมัยนั้นยังไม่มีตลกไปเล่นรายการทีวี แต่เมื่อผมเริ่มดัง ก็มีภาพยนตร์ติดต่อเข้ามา ต้องถ่ายหนังทุกวัน เป็นหนังผี หนังสายผีปอบ ผีอะไรต่ออะไรเยอะไปหมด ทุกฉากจะต้องมีผมที่วิ่งหนี เข้าฉากเพื่อวิ่งอย่างเดียวทุกวัน (หัวเราะ) ผมคิดในใจ ทำไมตัวตลกต้องวิ่งหนีผีด้วย ผมวิ่งอย่างเดียววันละ 3 กอง เขาอยากให้ผมเล่นเป็นอะไร ผมก็เล่น สมัยนั้นยังเป็นหนังเสียงพากย์ พอตกกลางคืนก็วิ่งรอกเล่นตลก เจ้าของหรือคนที่ทำคาเฟ่ยุคนั้นที่ดังๆ ก็มีเจ๊เซี้ยม มีเฮียเบิ้ม เจ้าของธนบุรีคาเฟ่ ลาดหญ้า นภาลัยคาเฟ่ มาตั้งตอนหลัง แล้วมาถึงยุคเฮียเลี้ยง คุณบุญเลี้ยง อดุลย์ฤทธิกุล และ คุณสมยศ สุธางค์กูล ที่บูมที่สุด ก็ต้องยุคเฮียเลี้ยงจะเป็นฝั่งใครฝั่งมัน ถ้าเป็นฝั่งธนบุรีจะเป็นย่านอรุณอัมรินทร์ของเจ๊เนี้ยว กับที่วิสุทธิกษัตริย์และธนบุรีคาเฟ่ ลาดหญ้า ฝั่งพระนครต้องเป็นที่เพชรสยาม วิลล่าคาเฟ่ ดาราคาเฟ่ ถือว่าเป็นตำนานคาเฟ่ ที่มาพร้อมกับตลกวันละหลายคณะ
“ผมแทบจะมาในยุคสุดท้ายของคาเฟ่ ซึ่งผมเป็นคนที่เคยพูดมาก่อนแล้วว่า คาเฟ่จะไปเร็วๆ นี้ ผมเลิกเล่นคาเฟ่ มาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่ก่อนผมเล่นกับพวกไอ้เท่ง ไอ้โหน่ง จากนั้นก็มาเป็นผู้ช่วยพิธีกร รายการทีวี เพราะคาเฟ่ มันจะเข้าสู่ระบบใหม่ เหมือนในต่างประเทศ มันจะมีโชว์เฉพาะวันศุกร์ วันเสาร์ ตามร้านเนื้อย่างเกาหลี หมูย่าง จิ้มจุ่ม แล้วมีตลกไปแทรก แต่ก่อนผมไปเล่นที่ประเทศญี่ปุ่น ก็เล่นตามร้านเนื้อย่างญี่ปุ่น
“มูลเหตุที่ผมมองอย่างนั้น เพราะผมชอบมองอะไรไกลๆ มองดูแล้วจะรู้เลยว่า ทิศทางไหนของตลกมันจะไปทางไหน ทุกวันนี้ตลกมันหายไปไหน เพราะมันไม่มองทิศทางของการเล่นไปในวันข้างหน้า อย่างรุ่นผมไปไหนหมดแล้ว แต่ผมยังอยู่ของผม การมองไปข้างหน้านั้นเพราะมันเป็นอาชีพของเรา มันต้องรู้สึกว่ามันต้องเป็นวันพรุ่งนี้เสมอเวลาเล่น เราจะเล่นคืนนี้เราต้องคิดถึงคืนพรุ่งนี้ เราต้องคิดถึงอาทิตย์หน้า ถ้าทำอย่างนี้ไม่ได้แล้ว เมื่อไหร่เราจะเป็นซูเปอร์สตาร์ ได้รับความนิยม เหมือนกับตลกที่ทำงานก็ทำอยู่อย่างนั้น ไม่มีการพัฒนาไม่ศึกษาค้นคว้าหามุขใหม่ๆ เล่นเลียนแบบเขาไปเรื่อยๆ แล้วเมื่อไหร่จะได้เลื่อนขั้น เขาก็บอกว่าก็ทำอย่างนั้นให้มันเสร็จๆ ไป แนวคิดนั้นมันใช้ไม่ได้
“นอกจากเราจะทำงานให้มันเสร็จแล้ว ต้องทำให้มันดีในทุกๆ วันด้วย แนวคิดนี้ผมมีมาตั้งแต่เด็กแล้ว คนเขาอาจจะคิดเพียงแค่หนึ่งแค่สอง แต่ของผมคิดได้เป็นสิบ เหมือนกับรายการชิงร้อยชิงล้าน ถ่ายแล้วอีก 1 เดือน ถึงค่อยนำมาออกอากาศ นั่นแสดงว่าผมเล่นมาก่อนหน้านั้นมาเป็นเดือน แสดงว่าคิดไว้ก่อนแล้วใน 1 เดือน จะอัดไว้ 4 เทป ทั้งหมดเท่ากับ 1 เดือนเป็นมุขใหม่ๆสำหรับเดือนที่จะถึง เราต้องวิเคราะห์ไว้ก่อนล่วงหน้า เมื่อเราเล่นตามสคริปต์ มันก็จะออกมาจากความรู้สึก จากจิตวิญญาณที่มีอยู่ในตัวตนของเรา”
“สมมุติ วันนี้หม่ำเล่นเป็นเป็นโจรนะ อีกสักครู่จะมีตำรวจมาจับ ทีนี้เราต้องชิงไหวชิงพริบกับตำรวจแล้ว เพราะผมชอบอ่านหนังสือชอบดูหนัง ชอบดูภาพยนตร์ของต่างประเทศด้วย เราก็รู้ว่าเราต้องเป็นจอมโจรแบบไหน เราจะนำบุคลิกไหนมาเล่น มาดผู้ดีหรือโจรกระจอกแบบถ่อยๆเถื่อนๆ เราจะรู้สึกได้ทันที มันเป็นอาชีพที่เรารัก ผมทำการบ้านมามากมันจึงออกมาจากความรู้สึกที่มีอยู่อย่างวันนี้เล่นเป็นท่านชายนะ มันเป็นไปโดยอัตโนมัติ วิ่งสแกนเส้นเข้าไปในหัวเลย ว่าจะเป็นท่านชายคนไหน จะเป็นแบบโรมิโอหรือจะเป็นเจ้าชายกำมะลอ มันบอกอยู่ในตัวอยู่แล้ว ทำให้การแสดงออกมาเนียนไหลลื่นเป็นไปตามธรรมชาติ มันจะถูกขีดเส้นใต้เอาไว้อยู่ในตัวของเราเอง เรานึกได้ทันที เล่นเป็นนางเอกควรเป็นนางเอกแบบไหน ถ้าเป็นเมื่อสมัยก่อนต้องนึกถึงนางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง คุณเพชรา เชาว์ราษฎร์ ฉะนั้นเราต้องทำตาหวาน ติดขนตายาวๆ ตาต้องเยิ้มถ้าเป็นยุคนี้ก็ให้นึกถึง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ มีความแก่นแก้ว สู้คน มุ่งมั่น มันบอกได้ในทันทีชัดเจน หากเป็นพระเอกนึกออกเลยต้องมาริโอ หรือไม่ก็ต้องเป้เสลอ ผมอยากเป็นเขาเหลือเกิน (หัวเราะ)
“นั่นคือจินตนาการสร้างสรรค์ และอย่าคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้วในวันนี้ เราต้องทำดีที่สุดในทุกๆ วัน อย่าคิดว่าตัวเองสุดยอดแล้วเดี๋ยวมันจะกลายเป็นตำนานใครเล่าขานไม่รู้จบ เพราะการแสดงมันมีหลายรูปแบบมาก ทั้งบู๊ ทั้งรัก ทั้งโศก หากตลกเปรียบดั่งมวย ก็มีทั้งไฟต์เตอร์ ทั้งบ๊อกเซอร์ เวลาผมบ๊อกเซอร์ ผมจะสุภาพนิ่มนวล เป็นตลกก็ตลกแบบนุ่มนวล ดูจังหวะ ดูเชิง ไม่เอาหนัก ต่อยเอาแต้มแบบสะสม ไม่บู๊ด้วย ชกแบบ สมจิตร จงจอหอ (หัวเราะ) มึงหมัดหนักรึ กูไม่สู้กับมึง ฟุตเวิร์คเต้นไปรอบๆเวที ถอยออกมา ให้มึงจั่วลมเล่นไป แล้วแย็ปฉาก วนหนี ปล่อยหมัดชุดหากมีจังหวะ
“หากเปรียบเทียบให้ผมเป็นนักมวยในยุคนี้ ก็ต้องยกให้แพ็คแมน นักมวยระดับโลกอย่าง แมนนี่ ปาเกียว มาแรงที่สุด มันเป็นมวยที่ฉลาด มาเจอมวยที่หมัดหนักๆ มันไม่บู๊ด้วย เรื่องวงการมวย ผมตามมาตลอด นักมวยของบ้านเราหมดยุคของ ชาติชาย
เชี่ยวน้อย แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ เขาทราย กาแล็กซี่ ก็แทบหมดแล้ว ไม่โกอินเตอร์แล้ว เก่งแต่อยู่ในบ้านเอามวยหมูๆ มาให้ชกของจริงมันเลยมีน้อย อย่างดีก็ระดับจูเนียร์แบนตั้มหรือแบนตั้มเวท ก็หรูแล้ว ยิ่งน้ำหนัก 112 ปอนด์มีเกลื่อน สถาบันอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะไปหมด ไม่อยากดู อยากดูแต่พวกสถาบันใหญ่อย่าง WBA หรือ WBC ของเรามีไม่กี่คนที่เก่งจริงๆ ถามว่าถ้าเราจะส่งเสริมจริงๆ จังๆ เหมือนเมืองนอก ผมว่าเราสู้เขาได้ แต่บ้านเราธุรกิจมันเป็นใหญ่ เหมือนกับที่ผมพูดฮาๆ เพราะผมเป็นคนที่ชอบกีฬา แต่ผมจะไม่ชอบดูฟุตบอลของต่างประเทศ ผมชอบดูฟุตบอลไทยมากกว่า ฟุตบอลต่างประเทศดูแล้วปวดตา มันเตะกันเร็วมาก ดูฟุตบอลไทยดีกว่า ง่วงตอนไหนก็หลับได้ (หัวเราะ) ตื่นขึ้นมายังดูต่อได้อีกนะ (หัวเราะ) เตะกันสบายๆ จริงๆ ผมอยากจะบอกว่า ถ้าเอาจริงเอาจังกัน ส่งเสริมกันดีๆ กีฬาบ้านเราไม่แพ้ใครในโลก”
“ทุกวันนี้ผมพยายามที่จะยกระดับนักแสดงตลกในเมืองไทย หนังของผมอย่างบอดี้การ์ดหน้าเลี่ยม ตลกยังต้องใส่สูท ไม่ได้เป็นคนขับรถเจ้านาย เป็นคนรับใช้ คนสวนพูดจาเหน่อๆ อีกแล้ว พี่โน้ต จาตุรงค์ โก๊ะตี๋ ก็หันมาเป็นผู้กำกับการแสดง เหมือนกับวิธีการเล่นตลก ถ้าเราไปเล่นในงานเลี้ยงของ MiX MAGAZINE เราจะไปพูดถึงแมกกาซีนเล่มอื่นทำไม ก็ต้องเล่นกับ MiX MAGAZINE ที่มีแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น มันเป็นมุขของมันได้ เราสามารถศึกษารู้ข้อมูล ใครเขียนคอลัมน์ไหน บุคลิกเป็นอย่างไรใครเป็นบรรณาธิการบริหาร เราต้องรู้ข่าวสารประกอบก่อนจะไปเล่น มันจะเป็นเรื่องสนุก ไปเล่นบริษัทโตโยต้าจะไปพูดถึงอีซูซุ ก็ตายแล้ว มันคือเทคนิคการพูดให้กลมกลืนกัน คนไทยชอบฟังทางด้านบวก อย่าพูดให้ลบ แต่ถ้าเราจะเล่นด้านลบ ต้องเป็นงานเลี้ยงรุ่น ลบอย่างเดียวไม่มีบวก ถ้ารู้ว่าเมียคนไหนมา อย่าอำเรื่องเมีย อย่าอำเรื่องผู้หญิง ถ้าคนไหนไม่มา เอาเต็มที่ไปเลยเพราะในงานมีแต่เพื่อนฝูง พวกเรามันรู้กำพืดกันหมดอยู่แล้ว (ยิ้ม)



“มันมีวิธีของมันไม่มีจบ ร้องเพลง เต้นรำ ยังฝึกฝนกันได้ แต่ตลกมันฝึกกันไม่ได้ ไม่มีโรงเรียนสอน ฉะนั้นชีวิตจริงของตลกส่วนใหญ่ จะซีเรียสมากกว่า ผมอยู่ที่บ้านก็ไม่ค่อยได้พูด เพราะพูดมาเยอะแล้วตอนทำงาน รอบรั้วพื้นที่เกือบ 6 ไร่ก็สร้างบ้าน สร้างสระว่ายน้ำภายในบ้าน เกือบ 2 ไร่ ส่วนที่เหลือขุดบ่อปลา สร้างสนามตระกร้อ สร้างสนามฟุตบอล ปลูกมะละกอ ต้นหอมสะระแหน่ สะเดา กระโดน พริก ถั่วฝักยาว เพื่อทำลาบกิน สร้างบ้านให้ญาติๆ อยู่อีก 7 ห้อง เกือบ 20 คน ตอนนี้ผมชอบอยู่เงียบๆ นิ่งๆ นั่งดูจิ้งหรีดผสมพันธุ์กันหลังบ้านมันกว่า รู้แต่ว่าความยิ่งใหญ่ของครอบครัว มันยิ่งใหญ่กว่าคำว่ารัก แต่มันมากกว่านั้นอีก มันเป็นห่วงก็ไม่เชิง รักก็ไม่ใช่ เวลาอยู่ที่บ้านเรื่องตลกมันจะน้อยมาก แล้วผมเป็นคนที่ไม่ชอบดูตลกด้วย เพราะรำคาญ ชอบดูเคเบิ้ลทีวี พวกสารคดี ผมจะไม่ค่อยดูตัวเองเล่นตลกเท่าไหร่ ดูแล้วมันสมเพชตัวเอง บางทีมานั่งคิดว่าทำไปได้อย่างไร ไปสรรหาคำพูดเหล่านั้นมาจากไหน ลูกเมียจะขำตอนที่ผมแต่งตัวบ้าๆ บอๆ ระยะหลังชิงร้อยชิงล้าน แต่งตัวเยอะขึ้น การสร้างฉากก็ต้องเข้ากับเนื้อเรื่อง ถ้าสังเกตดู อย่างอะคีลีสเป็นใคร อยู่ยุคไหน อเล็กซานเดอร์มหาราชอยู่ยุคไหนเราต้องศึกษาให้หมดใครเป็นแม่ทัพใครเป็นโจรประวัติศาสตร์ไทยผมก็สนใจนะอย่างสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช น่าสนใจมาก แล้วผมก็สนใจประวัติของเติ้งเสี่ยวผิง หรือเรื่องราวของจัตุรัสเทียนอันเหมินในอดีต ประวัติของประธานาธิบดีดีเนลสัน แมนเดลา เขาขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้อย่างไร ศึกษาในสิ่งที่เราไม่ค่อยรู้ ดีกว่าเห็นคนอื่นเขารู้แล้วไปเลียนแบบเขา
“จะพูดว่าผมเป็นตลกคู่บุญของพี่ตา ปัญญา ก็ใช่นะ เพราะพี่ตาเป็นผู้ให้โอกาสแก่ผม ก่อนที่ผมจะมาอยู่ที่เวิร์ค พอยท์ ผมยังเล่นตลกอยู่ตามคาเฟ่ พี่ตาเป็นคนโทรศัพท์มาหาผม เมื่อสัก 19-20 ปีที่แล้ว ‘ฮัลโหล หม่ำเหรอ ผมปัญญา นิรันดร์กุล พูดครับ ผมทำรายการชิงร้อยชิงล้านกับพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ อยากได้คุณมาร่วมงานด้วย’ เอาก็เอา ผมก็ไป แต่ต้องตื่นเช้า เพราะเลิกงานมาตอนตีห้า นอนหลับนิดหนึ่ง พอเก้าโมงเช้า เราก็ต้องไปที่ช่อง 7 ในสมัยนั้น ผมเล่นร่วมรายการมาสัก 4-5 ตอน ผมก็ขอลาออก ผมรู้สึกละอาย มันไม่คุ้มกับเงินที่เขาเสียให้กับเรา มันเป็นเงินเยอะมาก แล้วเราไปเล่นให้เขาเพียงแค่นี้ ผมก็บอกกับพี่ตาว่า ผมออกอากาศแค่ 10 นาที แค่นี้แล้วพี่ให้เงินผมตั้งเยอะขนาดนี้ ผมรู้สึกว่าเอาเปรียบรายการเขา แต่ตัวพี่ตาน่ะชอบผม เขาบอกผมว่า เอาน่า อย่าไปคิดอะไรมาก อยู่ไปเถอะ พี่ตาเขาก็โทรศัพท์มาดึงรั้งไว้ โทรมาทุกวัน แล้วจึงมาลงตัวที่รายการเวทีทองราวๆ ปี 2532 ช่วงนั้นออกมาจากบริษัท JSL แล้ว มาเปิดบริษัทเวิร์ค พอยท์ได้เพียงปีเดียว สำนักงานอยู่ที่หัวหมาก แล้วค่อยย้ายมาอยู่ที่สะพานใหม่ จนเป็นบริษัทมหาชน จากนั้นจึงย้ายไปอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี
“ถ้าวันนั้นผมไม่ได้มาร่วมงานกับพี่ตา ผมคงจะเสียใจแย่เลย ตอนนี้อยากทำอะไรก็ได้ทำ อย่าง หม่ำ On Stage ที่เพิ่งผ่านมาก็ประสบผลสำเร็จ จะบอกว่าพี่ตาไว้ใจผมก็ได้ จะบอกว่าผมเป็นลูกรัก พี่ตาอีกคนก็ได้ (ยิ้ม) ซึ่งจากจุดตรงนี้ ต่อมาทำให้ผมได้รู้จักกับพี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ เมื่อผมอยากสร้างภาพยนตร์ พี่ปรัชก็พาไปหาเสี่ยเจียง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐตอนเจอเสี่ยเจียง เขาก็ไม่ได้พูดอะไร ผมแค่เกริ่นๆ กับเสี่ยว่าอยากทำหนังบอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม แต่ในเรื่องผมไม่ตลกนะ เสี่ยเจียงขำก๊าก หัวเราะชอบใจ บอกว่าแค่พูดว่าไม่ตลก ก็ตลกแล้ว จากนั้นให้ทุนมาสร้างหนังแล้วก็ประสบผลสำเร็จทะลุ 100 ล้านพอทำภาคที่ 2 ก็ได้ 100 ล้านอีก ขนาด แหยมยโสธร ภาคแรกก็ทะลุ 100 ล้านอีกตอนนี้เสี่ยบอกว่าอยากทำอะไรทำไปเลยไปตั้งงบประมาณมา อย่างตอนนี้เรื่องที่ทำอยู่ก็คือ วงษ์คำเหลา กับ แหยมยโสธร ภาค2
“ผู้ใหญ่เขารักเราเขาเอ็นดูเรา แต่ในท่ามกลางของความรัก เราต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อให้เขาไว้ใจเรา ตอนนี้ผมมีอยู่ 3 บริษัทที่ต้องดูแล มีบริษัทบั้งไฟสตูดิโอ ทำเกี่ยวกับรายการทีวีอย่างเดียว บริษัทบั้งไฟฟิล์ม ทำเกี่ยวกับภาพยนตร์

 



 

ขอบคุณ หม่ำ จ๊กมก FANCLUB




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายสิรวีณ์ สิริวิไชยยศ

ติดตามข่าวอื่นๆ