แหม่ม คัทลียา สวนกระแสโลกดารา ใช้ชีวิตติดดิน

แหม่ม คัทลียา สวนกระแสโลกดารา ใช้ชีวิตติดดิน

Publish 2019-07-13 16:43:44


เป็นอีกหนึ่งคนบันเทิงที่หันมาทำธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร ในขณะที่โลกกำลังหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว สำหรับสาว "แหม่ม คัทลียา" กลับเลือกเดินสวนกระแสโลก ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว เพราะความรักและห่วงใยสุขภาพของลูกๆ ทั้ง 3 คน "น้องแมค-น้องคิน-น้องเนซซี่" พร้อมสามี "บีบี๋ สงกรานต์ กระจ่างเนตร" ได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนที่ดินกว่า 30 ไร่ ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย สานฝันสร้างฟาร์มออแกนิกในอุดมคติ ภายใต้ชื่อ "สิรินทร์ฟาร์ม" ฟาร์มเกษตรยั่งยืนปลอดสารพิษ ซึ่งมีที่มาจากชื่อของลูกสาวคนเล็ก

 

 



จุดเริ่มต้นมาจากเคยซื้อที่ดินที่เชียงรายและชอบชีวิตเรียบง่าย ฝันอยากทำไร่ทำการเกษตรมานาน เมื่อได้ที่ดินแปลงใหญ่มา พื้นที่ครึ่งหนึ่งราว 30 ไร่ เป็นแปลงนาที่มีการทำนามาอย่างต่อเนื่อง เลยสานต่อการทำนาข้าว โดยให้ชาวบ้านในพื้นที่เป็นคนทำ ผลผลิตที่ได้จากแปลงนามีทั้งข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว ก็นำมารับประทานเองในครอบครัว พอได้ทำเองปลูกเองทำให้มั่นใจว่าข้าวของเราปลอดภัยจากสารพิษและสารเคมีเจือปน เพราะฟาร์มใช้แต่ปุ๋ยอินทรีย์ที่มาจากธรรมชาติ

 

 

นอกจากนาข้าวแล้ว ยังมีสวนผลไม้ที่เด็กๆชอบ เวลาพาเด็กๆไปที่สิรินทร์ฟาร์ม ก็จะมีความสุขที่ได้เห็นเด็กๆทานในสิ่งที่ปลอดภัยจากสารปนเปื้อน ไม่เหมือนที่ขายตามท้องตลาด นอกจากนี้ในสิรินทร์ฟาร์มยังมีปศุสัตว์เล็กๆ เลี้ยงไก่ วัว และหมู เริ่มจากการไปซื้อวัวเพื่อไถ่ชีวิต เพราะสงสารเลยเอามาเลี้ยงที่ฟาร์ม โดยตัวแรกเป็นแม่วัวท้องแก่

 

 

นอกจากนี้ยังซื้อเพิ่มเป็นคู่แม่ลูกเพื่อนำมาขยายพันธุ์ และยังมีวัวพันธุ์แองกัสนำเข้าจากต่างประเทศ ฟาร์มในฝันของครอบครัวคิดไว้ว่าต้องเป็นยังไงฟาร์มนี้เกิดจากความรักความมุ่งมั่นที่จะเลี้ยงสัตว์ ปลูกข้าวและพัฒนาการเกษตรที่ไร้สารปนเปื้อนเพื่อให้ครอบครัวเราและคนไทยได้มีสุขภาพดี จึงตั้งใจทำให้ "สิรินทร์ฟาร์ม" เป็นฟาร์มออแกนิกปลอดสารเคมี ที่มีความหลากหลายอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน ก็สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์และปศุสัตว์ เป็นตลาดนัดการเกษตรที่สร้างรายได้ให้ชุมชนและเกษตรกรในท้องถิ่น
 

 

ในอนาคตยังฝันให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกครอบครัว คนรักธรรมชาติและคนรักสุขภาพ โดยมั่นใจได้ว่าผลผลิตทุกอย่างของฟาร์มจะต้องปลอดภัยสำหรับทุกคนจริงๆ เป็นเจ้าของโรงแรมมาทั้งชีวิต แล้วมาเรียนรู้การทำฟาร์มจากไหน การเลี้ยงสัตว์ของฟาร์มมีต้นแบบมาจากสถาบันเกษตรธรรมชาติประเทศเกาหลี ซึ่งเน้นการเลี้ยงสัตว์ด้วยแนวทางธรรมชาติโดยสมบูรณ์แบบ เป็นการผสมผสานการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มเดียวกัน

 

 

โดยใช้สิ่งเหลือใช้จากการเกษตรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด มูลสัตว์จะถูกเปลี่ยนเป็นปุ๋ยชั้นเยี่ยมจากการหมักของจุลินทรีย์ เราเลี้ยงสัตว์ในคอกที่ไม่แออัด ปล่อยแบบธรรมชาติให้ได้สัมผัสดิน แสงแดด และอากาศบริสุทธิ์ มีอาหารเป็นหญ้าสด และพืชผักธรรมชาติ ทำให้มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกันและรักษาโรคเหมือนฟาร์มการค้าทั่วไป

 

 



ตอนที่เป็นเกษตรกรมือใหม่เคยเลี้ยงไก่ตายทีเดียว 80 ตัว เพราะไก่ติดเชื้อหวัด หมดไปเยอะเลยกว่าจะมาถึงวันนี้ การที่จะเลี้ยงไก่ปลอดสารเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะห้ามใช้ยาใดๆทั้งสิ้น ไก่เป็นหวัดก็ต้องใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านรักษา เช่น เอากระเทียมทุบแล้วคลุกกับอาหารให้ไก่กินคือทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการธรรมชาติมากๆ บางทีอากาศเปลี่ยนจากที่ไก่เคยไข่เยอะมาก จู่ๆไก่ก็ไม่อยากไข่ขึ้นมา ซึ่งฟาร์มนี้ไม่ได้เลี้ยงแบบอุตสาหกรรมที่ไก่อยู่ในคอกแล้วออกไข่วันละ 10-20 ฟอง

 

 

การเลี้ยงไก่ของที่นี่จะเลี้ยงแบบธรรมชาติปล่อยให้ไก่กินอย่างมีความสุข ก็กำหนดไม่ได้ว่าไก่ตัวไหนจะกินมากกินน้อยจะให้ผลผลิตออกมาใหญ่หรือเล็ก แต่เราจะชั่งน้ำหนักอยู่แล้วให้ได้ 50 กรัมขึ้นไป โดยไข่จะมีกระบวนการผลิตและแพ็กพร้อมขายแบบครบวงจร ส่วนไก่จะส่งต่อโรงเชือดที่ได้มาตรฐาน ไม่ได้เชือดเอง เพื่อแปรรูปเป็นลูกชิ้นไก่ ลูกชิ้นหมู ไก่ยอ และหมูยอ

 

 

ไก่ปลอดสารของสิรินทร์ฟาร์มแตกต่างจากไก่ในท้องตลาด เพราะเลี้ยงตั้งแต่วันแรกจนมันโตเต็มที่ต้องใช้เวลา 60-70 วัน ขณะที่ทั่วไปเลี้ยงแค่ 20-30 วัน เลี้ยงแบบธรรมชาติปล่อยให้แม่ไก่ได้สูดอากาศธรรมชาติ ได้ออกไข่ในรังออกเดินเล่นในสวนและกินอาหารที่หมักเองด้วยสูตรเฉพาะของสิรินทร์ฟาร์ม โดยมีส่วนผสมหลักเป็นข้าวโพดที่นี่ไม่มีสารเคมีไม่ใช้สารเร่งทำให้ไก่โตมาแล้วมีสุขภาพดี มีเนื้อที่นุ่มฉ่ำและผิวเป็นสีเหลือง ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฟาร์ม

 

 

นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องไก่และไข่ปลอดสารเคมีแล้ว สิรินทร์ฟาร์มยังทุ่มเทให้กับการเลี้ยงหมูดำคูโรบูตะ ที่ได้รับการรับรองโดยสมาคมสุกรประเทศอังกฤษว่าเป็นพันธุ์แท้ 100% มีเกือบ 10 ตัว และกำลังขยายพันธุ์ลูกหมูคูโรบูตะให้ได้มากที่สุด ซึ่งการเลี้ยงหมูคูโรบูตะก็เหมือนเลี้ยงวัววากิว ต้องดูแลใส่ใจใกล้ชิดมาก

 

 

ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้ครอบครัวนี้มีความสุขมากที่สุดก็คือ การได้เห็นเด็กๆก็มีความสุขที่ได้คลุกคลีกับธรรมชาติ  ได้เก็บผลไม้ในไร่ของตัวเอง กินข้าวที่ปลูกเอง เอาไก่ที่เลี้ยงเองมาบริโภค ล้อมวงกันตามประสาพ่อแม่ลูก ที่สำคัญรู้แน่ชัดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่กินเข้าไปจะปลอดภัยและปราศจากสารเคมีร้อยเปอร์เซ็นต์ 

 

 

ขอบคุณภาพ : Instagram @sirinfarm


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

อำมฤทธิ์ สุระสังข์
ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์