อำนาจ หรือ บารมี จะแน่กว่ากัน !! ประชุมเอเปค วัดบารมี “โอบามา – ปูติน – สีจิ้นผิง” ใครจะแน่กว่ากัน

อำนาจ หรือ บารมี จะแน่กว่ากัน !! ประชุมเอเปค วัดบารมี “โอบามา – ปูติน – สีจิ้นผิง” ใครจะแน่กว่ากัน

Publish 2016-11-22 04:49:54

 

การประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ เอเปค ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำธุรกิจ "ซีอีโอ เปรู 2016" ได้เรียกร้องต่อผู้นำชาติเอเชียและแปซิฟิก ให้เข้าร่วมข้อตกลงการค้าหลายรายการ ที่จีน เป็นแกนหลักสนับสนุน หลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2016 ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน มีแนวโน้มจะทำให้ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ ทีพีพี ที่สหรัฐเป็นหัวเรือใหญ่ นั้นพังคลืนลงทันที

 

ชัยชนะของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนต่ออนาคตของทีพีพี แผนข้อตกลงการค้าสำคัญของสหรัฐฯ  ระหว่าง 12 ประเทศรอบริมขอบมหาสมุทรแปซิฟิก ที่กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาต่อรองอย่างยากลำบาก โดยนักการเมืองมหาเศรษฐีประกาศในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งว่าไม่เห็นด้วยกับทีพีพี ที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ โดย นายโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ทีพีพีเป็น "ข้อตกลงที่น่ากลัว" และจะ "ข่มขืน" สหรัฐอเมริกา ด้วยการส่งงานทำของชาวอเมริกัน ไปยังประเทศต่างๆ ที่ค่าแรงถูกกว่า

 

 




จีน เองซึ่งไม่ได้เข้าร่วมทีพีพีด้วย กำลังผลักดัน 2 ทางเลือกคือ เขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (เอฟทีเอเอพี) สมาชิก 21 ประเทศ และความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์ซีอีพี) สมาชิก 16 ประเทศ ซึ่งรวมถึง 2 ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอินเดียและสหรัฐฯ โดยทางด้านนายสี จิ้นผิง เรียกร้องต่อผู้นำในภูมิภาค ให้เดินหน้าข้อตกลงทั้ง 2 รายการ "การสร้างเอฟทีเอเอพี เป็นแผนริเริ่มทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง สำหรับความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาวของเอเชียและแปซิฟิก" พร้อมกับประกาศ จีนจะไม่ปิดประตูต่อโลกภายนอก แต่จะเปิดกว้างมากกว่าเดิม

 

ทางด้านประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ ที่พบหารือกับกลุ่มผู้นำ 12 ชาติ ที่เข้าร่วมการเจรจา ทีพีพี ได้กล่าวย้ำถึงโอกาสในการสร้างงาน และความเจริญ ที่จะเกิดจากทีพีพี และว่า ทีพีพีคือแนวทางที่สามารถต่อต้านอิทธิพลที่พุ่งขึ้นของจีนได้ โอบามายังได้บอกกับผู้นำของอีก 11 ประเทศ ขอเวลาให้ประธานาธิบดีคนใหม่ได้ศึกษานโยบายของเขาเสียก่อน
    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยอมรับว่า แม้โอกาสที่จะผ่านข้อตกลงทีพีพีมีน้อย แต่การเลือกตั้งจะไม่เปลี่ยนแปลง "ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและทางยุทธศาสตร์" ของสหรัฐฯ และทางด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะทบทวนมุมมองของเขาก็ได้

 


ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ผู้นำฟิลิปปินส์ พบหารือกันนานประมาณ 45 นาที นอกรอบการประชุมสุยอดผู้นำกลุ่มประเทศสมาชิกความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ( เอเปก ) ที่กรุงลิมา ประเทศเปรู  โดยผู้นำฟิลิปปินส์  กล่าวในช่วงหนึ่งของการสนทนาว่า สงครามเย็นเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่แบ่งแยกรัสเซียกับฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นอดีตดินแดนภายใต้อาณานิคมของสหรัฐฯ  ทำให้ต้องห่างเหินกัน แต่นับจากนี้จะไม่เป็นเช่นนั้นอีก

 

ผู้นำฟิลิปปินส์กล่าวต่อไปอีกว่า ประเทศตะวันตกขนาดใหญ่หลายแห่งมักมีวิสัยแสดงท่าทีข่มขู่กรรโชกประเทศที่มีขนาดเล็กและมีอิทธิพลน้อยกว่า โดยเฉพาะอเมริกาที่กระหายสงครามแทบตลอดเวลา เห็นได้จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในเวียดนาม อัฟกานิสถานและอิรัก ที่สหรัฐฯ อ้างว่าอีกฝ่ายมี “อาวุธทรงอานุภาพทำลายล้าง” เพื่อเป็นข้ออ้างในการบุกรุก แต่แท้จริงแล้วอิรักไม่เคยมีอาวุธร้ายแรงที่ว่านั้นอยู่ในครอบครอง  

 

ประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต เผยด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ  “กดดัน” ให้ฟิลิปปินส์ส่งทหารเข้าร่วมสงครามในเวียดนามและอิรัก ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ ไม่เคยต้องการ โดยได้ถอนทหารออกจากอิรักหลังจากนั้น เนื่องจากมีกระแสข่าวการข่มขู่ลักพาตัวแรงงานชาวฟิลิปปินส์ในตะวันออกกลาง แต่การตัดสินใจของรัฐบาลฟิลิปปินส์ กลับสร้างความไม่พอใจให้แก่สหรัฐฯ

 

 

 

 

 

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปลายเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ดูเตอร์เตแสดงความชื่นชมต่อปูตินอย่างเปิดเผย และยกย่องให้เป็น “วีรบุรุษในดวงใจ” โดยนอกเหนือสถานการณ์โลกในปัจจุบันแล้ว ผู้นำฟิลิปปินส์สนทนากับในเรื่องงานอดิเรกและความชื่นชอบส่วนตัวของแต่ละฝ่ายด้วย

 


ดังนั้นการประชุมเวทีนี้ ครั้งนี้ จึงกล่าวได้ว่า เป็นการวัดบารมี ของมหาอำนาจอย่างแท้จริงว่า ท้ายที่สุดแล้วใครจะได้รับการยอมรับ จากนานาประะเทศมากกว่ากัน ซึ่งไม่ได้อยู่ที่อำนาจ แต่วัดกันที่บารมี

 

 

 

เรียบเรียงโดย สถาพร สำนักข่าวทีนิวส์



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สถาพร เกื้อสกุล