แฉ สหรัฐฯ หนุนผู้นำ เคอร์ดิสถาน แยกประเทศจากอิรัก ยึดบ่อน้ำมัน ให้เชฟรอน สัมปทาน

Publish 2017-10-25 05:57:11




ความเคลื่อนไหวในการสู้รบระหว่าง รัฐบาลอิรัก กับทางด้านกลุ่มก่อการร้ายไอเอส และกลุ่มกบฏต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มนักรบเพชเมอร์กา ที่เป็นนักรบของรัฐบาลเคอร์ดิสถาน ที่พยายามแบ่งแยกดินแดนภายใต้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2546 ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมาทางด้นกองทัพอิรักประกาศความสำเร็จในการยึดครองเมืองเคอร์คุก ได้ทั้งหมด หลังสามารถควบคุมสถานที่ราชการทุกแห่ง และบ่อน้ำมันขนาดใหญ่ 5 จากทั้งหมด 6 แห่งในพื้นที่ ตลอดจนพื้นที่บางส่วนของจังหวัดดิยาลา และจังหวัดนิเนเวห์ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของเขื่อนโมซุล ขณะที่กองกำลังนักรบชาวเคิร์ดในนาม เพชเมอร์กา ทยอยถอนกำลังออกจากบริเวณดังกล่าว โดยปราศจากการสู้รบต่อกัน

กองทัพอิรักยังรายงานการประสบความสำเร็จในการยึดบ่อน้ำมันเอน ซาลาห์ และ อัตมา ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมีองโมซุลด้วย ด้านบริษัทเชฟรอน หนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ ประกาศระงับสายงานการผลิตในเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถาน เป็นการชั่วคราว

 

 

 

 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นการสูญเสียพื้นที่ยึดครองของรัฐบาลเคอร์ดิสถานเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ประกาศปักปันอาณาเขตของพื้นที่ดังกล่าวให้อยู่ภายใต้อำนาจของเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถาน โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพสหรัฐฯ เมื่อปี 2546 ขณะที่แม้สูญเสียอาณาเขตหลายส่วนไปให้กลุ่มไอเอส ซึ่งบุกเข้ามาเมื่อกลางปี 2557 แต่กองกำลังเพชเมอร์กาสามารถสู้รบปลดปล่อยพื้นที่กลับคืนมาได้

 

แต่ว่าสถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียดเมื่อรัฐบาลเคอร์ดิสถานจัดการลงประชามติแยกเอกราช เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา โดยเมืองเหล่านี้เข้าร่วมด้วย

 

 

ด้านนายกรัฐมนตรีไฮเดอร์ อัลอาบาดี ผู้นำอิรัก บอกว่าพร้อมเจรจากับรัฐบาลเคอร์ดิสถาน เพื่อการเป็นพันธมิตรแห่งชาติ ภายใต้รัฐธรรมนูญของอิรัก แต่ยังไม่มีการแสดงท่าที่จากนายมาสซูด บาร์ซานี ประธานาธิบดีเคอร์ดิสถาน ซึ่งสูญเสียเสถียรภาพทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างหนัก ที่เป็นผลจากการกดดันอย่างหนักของอิรัก โดยในตอนนี้รัฐบาลเคอร์ดิสถานเหลือสิทธิ์เหนือบ่อน้ำมันเพียงแห่งเดียวในเมืองเคอร์คุก คือบ่อน้ำมันคูร์มาลา ที่มีกำลังการผลิตเพียง 10,000 บาร์เรลต่อวัน และน้ำมันที่ได้มีคุณภาพต่ำกว่าน้ำมันจากอีก 5 บ่อที่กองทัพอิรักยึดไปมาก
 


หลังจากนั้นวันที่ 21 ตุลาคมกองทัพอิรักออกแถลงการณ์ ว่าสามารถยึดพื้นที่ในภูมิภาคอัลตุน กูปรี ขยายรัศมีของอาณาเขตการยึดครองเมืองเออร์บิล ซึ่งเป็นเมืองเอกของเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถาน ที่อยู่ทางเหนือของประเทศ เพิ่มขึ้นอีก 50 กิโลเมตร โดยมีการยิงปืนใหญ่ต่อสู้กับกองกำลังของเคอร์ดิสถาน อยู่ระยะหนึ่ง แต่ในที่สุดทหารอิรักสามารถเชิงธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาของสำนักงานเทศบาลในเมืองเออร์บิลได้สำเร็จ

อัลตุน กูปรี ถือเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญของเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถาน ที่ผ่านมา พื้นที่แห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ให้แบ่งแยกตัวเอง ออกมาจากอิรัก ตั้งแต่ปี 2546 นั่นเอง

 

 

 

จากเหตุดังกล่าว ทำให้ ทางด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงกับต้องส่ง เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย และอิรัก แบบทันที ทันใด วันที่ 23 ตุลาคม 2560 เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่กำลังเดินทางเยือนกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ว่า สหรัฐฯ ได้รับทราบมาตลอดว่ามีกองกำลังนักรบชีอะห์ของอิหร่านแฝงตัวอยู่ในภาคเหนือของอิรักมานานแล้ว เพื่อให้ความช่วยเหลือรัฐบาลอิรักในการทำสงครามกับกลุ่มก่อการร้ายไอเอส ในอิรัก แตทว่าในเวลานี้สงครามนี้ใกล้ จะสิ้นสุดลงแล้ว และคงถึงเวลา ที่นักรบจากอิหร่านเหล่านี้จะต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่ ให้ทางด้านกองทัพ และรัฐบาลอิรักเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ในประเทศเอง
 


จากกรณีทางด้านเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ได้พูดถึงกองกำลังนักรบชีอะห์ นั่นก็หมายถึงกองกำลังเคลื่อนที่เร็ว พีเอ็มเอฟ ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณและการฝึกอาวุธจากทางด้านกองทัพอิหร่าน และ หน่วยรบพิเศษคุดส์ ที่ถือเป็นกองกำลังปฏิบัติการนอกประเทศ ในสังกัดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน หรือไออาร์จีซี

 

 

หลังจากที่ทางด้านเร็กซ์ ทิลเลอร์ส้น ออกมาบอกให้ทางด้านอิหร่าน นั้นได้ถอนกำลังนักรบออกจากพื้นที่ของอิรัก ทางด้านนายโมฮัมหมัด จาวาด ซารีฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ก็ออกมาตอบโต้ถ้อยแถลงของเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย ย่อมไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่มีกองกำลังจากอิหร่านเข้าไป กลุ่มไอเอสอาจตั้งรัฐบาลในกรุงดามัสกัสและกรุงแบกแดด ได้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นกองกำลังจากอิหร่านจึงเป็นตัวขัดขวางความสำเร็จ ที่ทางด้านสหรัฐฯ และ ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้อยู่เบื้องหลังดังกล่าว


ในขณะที่ทางด้านนายอาเดล อัลจูเบอีร์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ยอมรับว่าซาอุดีอาระเบียและอิรักมีความสัมพันธ์ยาวนานตั้งแต่โบราณกาล อีกทั้งยังมีพรมแดนติดกัน เป็นแหล่งน้ำมันที่อุดมสมบูรณ์ และยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่คล้ายคลึงกัน แต่ได้มีการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิรักเมื่อปี
2533 หลังประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ใช้มาตรการทางทหารกับคูเวต แม้หลังการสู้รบยุติมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์บางส่วน แต่ซาอุดีอาระเบีย ก็ยังแสดงความไม่พอใจมากขึ้นอย่างชัดเจน เมื่ออิรักยอมรับความช่วยเหลือทางทหารจากอิหร่านในหลายกรณี

 

 

 

 

 

วันที่ 24 ตุลาคม เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ได้เข้าพบกับทางด้านนายกรัฐมนตรีไฮเดอร์ อัลอาบาดี ผู้นำอิรัก ที่กรุงแบกแดด โดยเขาได้พูดถึงกองกำลังนักรบชีอะห์ มาหารือ กับทางผู้นำอิรักอีกครั้ง หลังจากที่ได้กล่าวเรื่องนี้แล้วก่อนหน้านั้นที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย

 

 

 

นายกรัฐมนตรีไฮเดอร์ อัลอาบาดี จึงได้บอกกล่าวกับทางด้าน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯว่า นักรบกลุ่มคือกองกำลังเคลื่อนที่เร็ว พีเอ็มเอฟ ซึ่งสังกัดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน หรือไออาร์จีซี แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านความมั่นคงในอิรักและภูมิภาค อีกทั้งนักรบดังกล่าวไม่ใช่ตัวแทนของอิหร่าน ตามที่สหรัฐฯ กล่าวอ้างแต่อย่างใด และหลังจากนั้นไม่นานจากการสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีของอิรัก ทำเนียบนายกรัฐมนตรีอิรักออกแถลงการณ์ ฉบับหนึ่งว่าบุคคลภายนอกไม่สามารถมีอิทธิพลเหนือกิจการภายในของอิรักได้

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สถาพร เกื้อสกุล