อิหร่าน จับมือรัสเซีย เดินหน้าพัฒนาพลังงานร่วมกัน มูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ กดดันสหรัฐฯ ต้องทบทวนหากคิดคว่ำบาตรอิหร่าน

Publish 2017-11-07 05:57:08





กรณีทางด้านประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ได้เดินทางเพื่อเยือนอิหร่าน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จุดประสงค์ของการเดินทางเยือนครั้งนี้เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ


การพบกันระหว่างผู้นำสองประเทศ คาดกันว่าทั้งสองคนนั้นจะมีการหารือกันเรื่องของข้อตกลงนิวเคลียร์ และเรื่องราวอื่น ๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และวิกฤตในซีเรีย เพราะทั้งสองประเทศต่างเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนทางด้านประธานาธิบดีบาซาร์อัล อัสซาด ของซีเรีย ซึ่งต่างจากทางด้าน สหรัฐฯ ตุรกี และชาติอาหรับอื่น ๆ ที่ต่างก็ต้องการโค่นล้มรัฐบาลซีเรีย ภายใต้การนำของบาซาร์อัล อัสซาด

ในขณะที่ในช่วงเวลานี้ ทางด้านผู้นำสหรัฐฯ อย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ ขู่ว่าจะถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ทำไว้กับอิหร่านเมื่อปี 2015 ซึ่งแน่นอนว่า รัสเซียเองก็เป็นมิตรรายใหญ่ ของอิหร่านในการเผชิญหน้ากับทางด้านสหรัฐฯ ที่ได้พูดถึงข้อตกลงนิวเคลียร์ ที่ทางสหรัฐฯ และ 6 ประเทศได้ทำร่วมกัน โดยรัสเซีย ก็เป็นหนึ่งในประเทศเหล่านั้น


นักวิเคราะห์ต่างมองกันว่า การเดินทางเยือนอิหร่านของผู้นำรัสเซียครั้งนี้ แสดงถึงความสัมพันธ์ ที่ทั้งสองประเทศมีต่อกัน และสิ่งสำคัญ อิหร่าน และ รัสเซีย จะได้ช่วยกันกำหนดอนาคตของตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ ที่ทางสหรัฐฯกำลังเพลี่ยงพล้ำทางยุทธศาสตร์ ต่อรัสเซียอย่างหนัก ขณะที่อิหร่านเองก็หวังที่จะพึ่งพารัสเซีย ในการเป็นประเทศที่จะคอยคลายแรงกดดันจากสหรัฐฯ


 

นอกจากเรื่องความมั่นคง และเรื่องยุทธศาสตร์ในตะวันออกกลางแล้ว การเยือนครั้งนี้ ผู้นำรัสเซีย ยังได้เดินหน้าหารือเพื่อเดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์ ทางด้านเศรษฐกิจอีกด้วย และยังมีการเข้าร่วมประชุม 3 ชาติ นั่นคือ รัสเซีย อิหร่าน และ อาเซอร์ไบจาน

หลังจากนั้นเพียง 1 วัน วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 กรณีทางด้าน อยาตอลลาห์ อาลี คาห์เมนี ผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้กล่าวต่อครู อาจารย์ และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน และมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ กรณีทางด้าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้พยายามแยกตัวเองออกจากชาติมหาอำนาจประเทศอื่น ๆ เพื่อที่จะรับรองต่อข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่าน ที่มีขึ้นในปี 2558

 

อยาตอลลาห์ อาลี คาห์เมนี ได้กล่าวว่า คำพูดโง่ ๆ ของผู้นำสหรัฐฯคนปัจจุบัน ต่อประเทศและประชาชนของเรา แสดงให้เห็นถึงความเป็นศัตรู ระหว่างเรากับสหรัฐฯ อย่างชัดเจน ดังนั้น ขณะนี้สหรัฐฯ คือศัตรู หมายเลข 1 ของอิหร่าน อย่างปฏิเสธ ไม่ได้ อิหร่านไม่มีวันยอมรับการข่มขู่เกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์ ดังกล่าวอยู่เพียงฝ่ายเดียว เวลานี้ สหรัฐฯกำลังใช้ทุกวิถีทางที่มีแต่ความเลวร้าย เพื่อทำลายการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ดังกล่าว

 

 

 


หลังจากที่ทางด้าน อยาตอลลาห์ อาลี คาห์เมนี กล่าวจบ ปรากฏว่ามีเสียงตบมือจากคณะครู อาจารย์ และนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ดังสนั่นด้วยความชอบใจ

ทั้งนี้ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ได้เดินทางเพื่อเยือนอิหร่าน เมื่อวันที่
1 ตุลาคม 2560 จุดประสงค์ของการเดินทางเยือนครั้งนี้เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ


การพบกันระหว่างผู้นำสองประเทศ คาดกันว่าทั้งสองคนนั้นจะมีการหารือกันเรื่องของข้อตกลงนิวเคลียร์ และเรื่องราวอื่น ๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และวิกฤตในซีเรีย เพราะทั้งสองประเทศต่างเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนทางด้านประธานาธิบดีบาซาร์อัล อัสซาด ของซีเรีย ซึ่งต่างจากทางด้าน สหรัฐฯ ตุรกี และชาติอาหรับอื่น ๆ ที่ต่างก็ต้องการโค่นล้มรัฐบาลซีเรีย ภายใต้การนำของบาซาร์อัล อัสซาด

ในขณะที่ในช่วงเวลานี้ ทางด้านผู้นำสหรัฐฯ อย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ ขู่ว่าจะถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ทำไว้กับอิหร่านเมื่อปี 2558 ซึ่งแน่นอนว่า รัสเซียเองก็เป็นมิตรรายใหญ่ ของอิหร่านในการเผชิญหน้ากับทางด้านสหรัฐฯ ที่ได้พูดถึงข้อตกลงนิวเคลียร์ ที่ทางสหรัฐฯ และ 6 ประเทศได้ทำร่วมกัน โดยรัสเซีย ก็เป็นหนึ่งในประเทศเหล่านั้น

 


 

และล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 อิหร่านได้ตกลงเซ็นสัญญากับบริษัทน้ำมันและก๊าซของรัสเซีย อันเป็นการกระทำที่ช่วยขจัดปัญหาจาก การใช้กำลังเพียงฝ่ายเดียว ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา และความพยายามของทรัมป์ที่ต้องการยุติข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างประเทศของอิหร่าน

 

 

 

ระหว่างการเดินทางไปเยือนกรุงเตหะรานของ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย ซึ่งได้มีการเจรจาให้ทางด้าน บริษัทรอสแนฟท์ บริษัทผู้ผลิตน้ำมันของรัสเซีย และ บริษัทน้ำมันแห่งชาติของอิหร่านก็ได้เซ็นข้อตกลงมูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ร่วมกัน

นอกจากข้อตกลงดังกล่าวแล้ว บรรดาบริษัทรัสเซียจะยังเดินหน้าศึกษาเกี่ยวกับน้ำมันและก๊าซของอิหร่านเพิ่มเติมต่อไป

ด้าน Bijan Namdar Zanganeh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอิหร่านกับรัสเซียที่กำลังเติบโต จะส่งผลให้การดำเนินงานต่อต้านอิหร่านของทรัมป์ล้มเหลว

โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ประกาศว่าเขาจะไม่เซ็นสัญญาข้อตกลงด้านนิวเคลียร์กับอิหร่าน พร้อมปล่อยให้สภาคองเกรสพิจารณาเรื่องการคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้ง "การดำเนินงานระหว่างประเทศเช่นนี้จะสร้างความกดดันให้กับ “การใช้กำลังเพียงฝ่ายเดียว” ของสหรัฐอเมริกาเสียเอง"

 

 


 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สถาพร เกื้อสกุล