อิหร่าน ขู่ จัดหนักสหรัฐฯ ใน 1 สัปดาห์ เอาให้ราบเป็นหน้ากลอง หากยังจะลองดีเรื่องนิวเคลียร์

Publish 2018-04-13 17:10:46

สหรัฐอเมริกาจะเสียใจ หากถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ และอิหร่านจะตอบโต้หนักกว่าที่คิด ภายในไม่เกิน 1 สัปดาห์ หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

 



 

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง หลายคนก็จับตาไปที่ประเทศซีเรีย ซึ่งมีเหตุการณ์ที่ระอุต่อเนื่องมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงแรกที่ทางด้านกองทัพซีเรียของทางด้านประธานาธิบดีบาซาร์ อัล อัสซาด ได้ทำสงครามกับกลุ่มกบฏ และนำมาซึ่งกลุ่มก่อการร้ายไอเอสกระโดดเข้าผสมโรงด้วย และขยายวงกว้างเมื่อมีมหาอำนาจขั่วหนึ่งอย่างสหรัฐฯ เข้ามาปกป้องกลุ่มกบฏ โดยการอ้างว่าเข้ามาจัดการกับกลุ่มก่อการร้ายไอเอส ทั้งที่ไม่ได้รับการร้องขอจากรัฐบาลซีเรีย แต่อย่างใด ในขณะที่ผู้นำซีเรีย ได้ไปร้องขอให้รัสเซีย ส่งกองกำลังทหารเข้ามาช่วยในการไล่ล่ากลุ่มก่อการร้าย ก็ยิ่งทำให้ประเทศซีเรียลุกเป็นไฟมากขึ้นมีสงครามกลางเมืองแถบทุกพื้นที่ในประเทศแห่งนี้

 

 

 

แต่ความระอุจริง ๆ แล้วนอกจากประเทศซีเรียแล้ว ความขัดแย้งใหญ่ก็ยังมีอีกจุดที่รอวันประทุเช่นเดียวกัน นั่นก็คือความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน กับสหรัฐฯ ซึ่งที่ผ่านมานั้นทางด้านสหรัฐฯ พยายามในการที่จะบีบไม่ให้อิหร่านนั้นมีขีปนาวุธ หรืออาวุธนิวเคลียร์ จนนำไปสู่การทำข้อตกลงนิวเคลียร์ ระหว่างประเทศอิหร่านกับบรรดามหาอำนาจที่เรียกว่า  P5+1 ซึ่งประกอบไปด้วย สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี จีน รัสเซียและถูกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นในสมัยช่วงปลายของรัฐบาลบารัก โอบามา แต่เมื่อเข้าสู่การประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็กลับมาบีบคั้นอิหร่านอีกครั้ง

 

 

 

 

 


จนกระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2561 ทางด้าน ประธานาธิบดีฮัสซัน โรว์ฮานี ผู้นำอิหร่าน ได้พูดถึงเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์อีกครั้ง โดยเขาได้กล่าวว่า  สหรัฐอเมริกาจะเสียใจ หากถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ และอิหร่านจะตอบโต้หนักกว่าที่คิด ภายในไม่เกิน 1 สัปดาห์ หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

 

 

 

ประธานาธิบดีฮัสซัน โรว์ฮานี ผู้นำอิหร่าน ได้ไปร่วมงานวันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ กลางกรุงเตหะราน โดยเขาได้ให้ข้อมูลว่า อิหร่านจะไม่เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อน และสหรัฐฯ จะต้องเสียใจหากเป็นฝ่ายละเมิด เราเตรียมพร้อมไว้แล้ว เตรียมไว้ดีกว่าที่พวกเขาคิด และพวกเขาจะได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น หากเขาละเมิดข้อตกลง ภายในไม่เกิน 1 สัปดาห์

 

 

 

ซึ่งเหตุการณ์ การตอบโต้ครั้งนี้ของผู้นำอิหร่านนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกมาขู่จะถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ ระหว่างอิหร่านกับ 6 ชาติมหาอำนาจโลก ที่เรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า แผนปฏิบัติการร่วมแบบครอบคลุม (Joint omprehensive Plan of Action) หรือ เจซีพีโอเอ และกำหนดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านใหม่ ภายในวันที่ 12 พฤษภาคม นี้ เว้นแต่จะมีการกำหนดข้อจำกัดเข้มงวดใหม่ ต่อโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน

 

 

 

ประธานาธิบดีฮัสซัน โรว์ฮานี ผู้นำอิหร่าน  ยังกล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลา 15 เดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ อย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นมีคำพูดและพฤติกรรมที่เอาแน่ไม่ได้ พยายามจะทำลาย แผนปฏิบัติการร่วมแบบครอบคลุม (Joint omprehensive Plan of Action) หรือ เจซีพีโอเอ  แต่รากฐานของข้อตกลงแข็งแกร่งมาก จึงไม่สำเร็จ หุ้นส่วนอื่นๆ ของข้อตกลง ประกอบด้วย อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี จีน รัสเซีย และสหภาพยุโรป ล้วนเห็นตรงกันว่าอิหร่านยึดมั่นต่อเงื่อนไขตามข้อตกลง เช่นเดียวกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ที่ได้รับมอบหมายให้ติดตามตรวจสอบ การปฏิบัติตามข้อตกลงของอิหร่าน

 

 

 

ดังนั้นเวลานี้ถ้ามองตามหน้าเสื่อแล้ว สหรัฐฯ คงไม่กล้าที่จะเปิดศึกรอบด้าน เนื่องจากปัจจุบันนี้ มีศึกที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางอยู่ก็หนักหนาสาหัสพอสมควรแล้ว และ ยังมีศึกทางการทูตกับรัสเซีย รวมถึงเรื่องของสงครามการค้ากับทางด้านจีน ไม่รวมถึงความขัดแย้งบนคาบสมุทรเกาหลีที่ดูเหมือนจะคลี่คลายมากยิ่งขึ้น แต่ใช่ว่าจะสงบเท่าไหร่นักนั่นเอง ดังนั้นวันนี้ถ้าสหรัฐฯ เปิดศึกกับอิหร่าน ก็เท่ากับว่าเพิ่มภาระหนักหรือเพิ่มคู่ขัดแย้งเพิ่มขึ้น และเป็นคู่ขัดแย้งที่มีศักยภาพเช่นกันและถ้าเป็นแบบนั้นสหรัฐฯ อาจจะโดนรุมกินโต๊ะจากทุกฝ่าย และเมื่อนั้นก็จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากขึ้นของสหรัฐฯ และผู้นำที่ชื่อว่า โดนัลด์ ทรัมป์

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สถาพร เกื้อสกุล