“บิ๊กตู่” ประกาศลั่น!! ก่อนลงจากอำนาจ ทุจริตต้องหมดไป (ติดตามรายละเอียด)

Publish 2016-09-12 16:21:32

สำหรับการอีกหนึ่งภารกิจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เป็นประธานในพิธี วันต่อต้านคอร์รัปชัน ปี 2559 ภายใต้แนวคิด กรรมสนองโกง เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา ทั้งนี้พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่าก่อนลงจากอำนาจ ทุจริตต้องหมดไป

 

 

 

โดยเมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา องค์กรต่อต้านคอรัปชัน จัดงานวันต่อต้านคอรัปชั่นประจำปี 2559 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 6 ภายใต้แนวคิด “กรรมสนองโกง” เพื่อมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและสนับสนุนมาตรการปราบโกง และปลูกฝังการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นหูเป็นตาในการรักษาผลประโยชน์ชาติ โดยจัดงานนี้ขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศที่บริเวณท้องสนามหลวง

 

ทั้งเมื่อเวลา 17.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2559 พร้อมกล่าวปาฐกถาต่อประชาชน โดยในงานจะมีการแสดงวีดิทัศน์กรรมสนองโกง

 

 

 

และพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (รมว.ยธ.) กล่าวถึงกระบวนการยุติธรรมในการป้องกันและปราบปรามคอรัปชั่น



ขณะที่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำเสนอผลงานและการรณรงค์ให้คนไทยทั่วประเทศร่วมกันต่อต้านคอรัปชั่น

 

จากนั้น ผู้ร่วมงานได้แสดงพลังเปิดไฟไล่โกง โดยผู้ที่มาร่วมงาน เปิดไฟจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือเพื่อแสดงพลังและเป็นการเตือนคนโกงว่ากรรมมีจริง เพราะการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังและมีกระบวนการยุติธรรมที่รวดเร็วมากขึ้น

 

โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและสนับสนุนมาตรการปราบโกง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ง่ายต่อการทุจริต ปลูกฝังให้ประชาชนมีส่วนร่วม ช่วยกันเป็นหูเป็นตาในการรักษาผลประโยชน์ชาติ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิพิธภัณฑ์กลโกงชาติ 2559 ที่รวบรวม 6 คดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลและเป็นคดีที่ประชาชนสนใจ เช่น โครงการรับจำนำข้าว,คดียักยอกทรัพย์จากสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น เป็นต้น

 

นอกจากนี้ยังรวมถึงคดีร่ำรวยผิดปกติและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ ที่หวังช่วยสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาคอร์รัปชันที่สร้างความเสียหายกับประเทศชาติ โดยมีการรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ประกาศการคอรัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติแล้ว เป้าหมายสำคัญของไทย คือการเพิ่มค่าดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันโลกของไทยให้ไปถึง 50 คะแนนจากเต็มร้อย ในขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 38 คะแนน

 

ในห้วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา "คอร์รัปชั่น" นับว่าเป็นภัยคุกคามลำดับต้นๆ ที่ฉุดรั้งการพัฒนาของประเทศไทย สร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจและสังคมอย่างมิอาจประเมินค่าได้ โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ได้จัดสร้าง "พิพิธภัณฑ์กลโกงชาติ" ขึ้น เพื่อประณามและแฉกลวิธีในการคอร์รัปชั่นรูปแบบต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมไทย รวมถึงจารึกชื่อคนโกง เพื่อให้เป็นที่จดจำของคนรุ่นหลัง

 

และ10 คดีประวัติศาสตร์ "ไม่มีวันลืม" คำจำกัดความที่เป็นสากลระบุว่า การคอรัปชั่นคือ “กระบวนการบิดเบือนอำนาจโดยมิชอบ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้”  โดยพิพิธภัณท์กลโกงชาติได้คัดเลือก 10 คดีสำคัญประวัติศาสตร์


พิพิธภัณฑ์กลโกงชาติ ซึ่งจะมีรูปปั้นในคดีคอรัปชั่นต่างๆในประเทศไทย ที่สร้างความเสียร้ายแรงต่อประเทศไทย ทั้งหมด 10 คดี ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

 

1.คดีจำนำข้าว ในปี พ.ศ.2557 เป็นการทุจริตครั้งมโหฬารที่ถูกระบุว่าเกิดขึ้นในทุกขั้นตอน ทั้งขั้นตอนการรับจำนำ ขั้นตอนการจัดเก็บข้าว และขั้นตอนการระบายข้าว โดยรัฐบาลรับจำนำข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าตลาด คือตันละ 15,000บาท ในขณะที่ราคาตลาดเฉลี่ย8,000-9,000 บาท และจ่ายเงินเพื่อรับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาสูงถึงตันละ 20,000บาท ในขณะที่ราคาตลาดตกที่ 12,000-13,000บาท ท้ายที่สุดมีการประเมินว่า นโยบายดังกล่าวสร้างความเสียหายแก่รัฐถึง 6 แสนล้านบาท

 2.คดีทุจริตโรงพัก ในปี พ.ศ. 2555 ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็ง  โดยรัฐบาลอนุมัติงบประมาณ 5,848 ล้านบาท ใช้ก่อสร้าง โรงพัก 396 แห่ง ทั่วประเทศ ใช้วิธีการประมูลคราวเดียวจากส่วนกลาง ได้ผู้รับเหมารายเดียว โดยไม่เป็นไปตามข้อเสนอของ สตช. ไม่มีการสำรวจความต้องการที่แท้จริงทั้งยังก่อสร้างล่าช้าไม่แล้วเสร็จ และผู้รับเหมาทิ้งงานในท้ายที่สุด

3.คดีนกน้อยในไร่ส้ม ในปี พ.ศ. 2549 ระหว่างปี 2547-2549 อสมท. ได้ทำสัญญากับบริษัท ไร่ส้ม แพร่ภาพออกอากาศรายการโทรทัศน์ “คุยคุ้ยข่าว” ทางช่อง  9 โดยกำหนดให้รายการดังกล่าวโฆษณาได้ครั้งละ 5 นาที ถ้าเกินต้องจ่ายให้ อสมท. นาทีละ 2๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีการร่วมกันทุจริตโฆษณาเกินกว่าที่ตกลงเป็นเงิน 138 ล้านบาท ต่อมาสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนและมีมติว่าการกระทำดังกล่าวมีมูลความผิด และให้บริษัทเอกชนนั้นชดใช้เงินส่วนที่ไม่จ่ายให้แก่ช่อง

 4.คดีบางกอกฟิล์มเฟส ในปี พ.ศ. 2552 จากกิจกรรมการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพต่อเนื่องกันหลายปี ปรากฎว่า สองสามีภรรยาชาวอเมริกันผู้รับจ้างจัดงาน ถูกดำเนินคดีที่สหรัฐอเมริกา ฐานให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ กว่า 1.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 56 ล้านบาท โดยจ่ายให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อให้ได้สิทธิจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ (the Bangkok International Film Festival) กับข้อตกลงอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 10ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 300 ล้านบาท ทางการไทยทราบข่าวและเริ่มสอบสวน เอาผิดกับ นางจุฑามาศ อดีตผู้ว่าการ ททท. และล่าสุดพบว่ามีความผิดจริง

 5.คดีคลองด่าน ในปี พ.ศ. 2541 ในการดำเนินโครงการลำไยอบแห้ง ปี 2547-2548ได้มีการเลือกบริษัทเอกชนที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำลำไยอบแห้งมาดำเนินการรับลำไยสด จำนวน 312 ล้านตัน มูลค่า 3,434  ล้านบาท ไปอบแห้งกำหนดให้อบและส่งคืนแก่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ในจำนวน 94 ล้านตัน แต่กลับส่งขาดไป 50 ล้านตัน และมีการนำลำไยเก่าเสื่อมคุณภาพมาสวม

6.คดีสนามฟุตซอลโรงเรียน ในปี พ.ศ. 2557 สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับงบประมาณจากการแปรญัตติในปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 จำนวน 698 ล้านบาท จัดสรรให้จำนวน 358 โรงเรียน ใน 17 จังหวัด โดยกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ (TOR) ให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ไม่ให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม นำมาสู่ความเสียหายทั้งในการก่อสร้างเเละการดำเนินงานในเกือบทุกพื้นที่

 7.คดีปลัดคมนาคม ในปี พ.ศ. 2554 มติคณะรัฐมนตรี อนุมัติให้ก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ในเขตควบคุมมลพิษ จ.สมุทรปราการ ในปี 2538 ต่อมาในปี 2540 กรมควบคุมมลพิษ โดยนายยิ่งพันธ์ มนะสิการ รมช.กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กับพวก ได้เสนอขอปรับงบประมาณเพิ่มจาก 12,800 ล้านบาทเป็น 22,900ล้านบาท เมื่อดำเนินโครงการมีการปรับเปลี่ยนที่ก่อสร้าง การซื้อขายที่ดินมีราคาสูงผิดปกติ และมีปัญหาที่ไม่สามารถออกโฉนดได้

 8.คดีรถหรูเกรย์มาร์เกต ในปี พ.ศ. 2556 บริษัทเอกชนทำความตกลงกับตำรวจติดตั้ง ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ บนป้อมตำรวจ ป้ายโฆษณาถูกแจ้งว่าเป็นป้าย ประชาสัมพันธ์งานทางราชการตำรวจ แต่มี การแอบแฝงโฆษณา และมีการดัดแปลงเป็น จอ LED ขนาดใหญ่

9.คดีโกงลำไย ในปี พ.ศ. 2547 เกิดเหตุขโมยบุกปล้นบ้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดคมนาคม พบว่ามีเงินสดและทองคำเก็บไว้ในบ้านมูลค่าหลายล้านบาท ปปช.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงจากการที่ร่ำรวยผิดปกติ และจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ โดย เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2557 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินรวม 19  รายการ มูลค่า 46,141,038 ตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนทรัพย์สินที่เหลือศาลพิจารณาว่านายสุพจน์ฯ สามารถพิสูจน์ได้บางส่วน ขณะนี้อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ ส่วนคดีอาญาพนักงานอัยการส่งฟ้องแล้ว

 10.คดีป้ายโฆษณาป้อมตำรวจ  ในปี พ.ศ. 2557 สืบเนื่องจากเมื่อปี 2553 พบว่าการติดตั้งระบบแก๊สในรถหรูเป็นวิธีการหนึ่งเพื่อหลบเลี่ยงการจ่ายภาษีและการตรวจสอบจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ต่อมามีเหตุการณ์ไฟไหม้รถหรู 4 ใน 6 คัน บนรถเทรลเลอร์ ขณะขนส่งจากกรุงเทพฯ ไปยังศรีสะเกษ ที่มีมูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท โดยสังคมเชื่อว่าเป็นขบวนการที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่รัฐเอื้อประโยชน์ เปิดช่องให้มีการนำเข้า ชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนบุคคลที่ใช้แก๊สเข้ามาประกอบเป็นคัน

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นางสาวชนุตรา เพชรมูล