โคตรโดนใจ !!! "ทนายเกิดผล" ลั่นคำถึงกรณี"พ่อแท้ๆพรากหลานแฝดจากอกยาย" ....สั้นๆแต่แทนคำคนไทยได้ทั้งประเทศ (รายละเอียด)

Publish 2017-04-24 16:22:52

จากรณี เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพที่นางเสาร์ พวงท้าว อายุ 66 ปีและนางปุณณภัทร พวงท้าว อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27 หมู่ 1 บ้านหนองโปร่ง ต.โคกหล่าม อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ พากันร่ำไห้อย่างน่าเวทนาด้วยความคิดถึงน้องใบบัวและน้องใบตอง หลานสาวฝาแฝดที่เลี้ยงมาตั้งแต่เกิด จนกระทั่งอายุได้ 7 ขวบและได้ถูกนายสุรชัย พลอยไป ซึ่งเป็นพ่อแท้ๆกับพวกได้มารับเอาตัวไป ท่ามกลางเสียงร่ำไห้อย่างน่าเวทนาของ 2 ฝาแฝดที่ไม่ยินยอมไปจากยายและป้า  



ทางด้านนางปุณณภัทร พวงท้าว อายุ 43 ปี ซึ่งเป็นป้าของน้องใบบัวและน้องใบตอง กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า นับตั้งแต่นางไพรวัลย์ พวงท้าว น้องสาวของตนได้คลอดลูกสาวฝาแฝด คือน้องใบบัวและน้องใบตอง ได้เสียชีวิตไป ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.2553 ตนและนางเสาร์ ซึ่งเป็นพี่สาวและแม่ของนางไพรวัลย์ ก็ได้นำหลานฝาแฝดทั้ง 2 คนมาเลี้ยงดูตั้งแต่เกิด โดยพากันมาอยู่ที่บ้านหนองโปร่งแห่งนี้จนกระทั่งน้องใบบัวและน้องใบตอง อายุได้ 7 ขวบและขณะนี้กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.1 ร.ร.บ้านอีหล่ำ ต.อีหล่ำ อ.อุทุมพรพิสัย ซึ่งหลานสาวทั้ง 2 คน เป็นเด็กที่น่ารัก สุภาพเรียบร้อยทำให้เป็นที่รักของตนและญาติพี่น้องทุกคนเป็นอย่างมาก  

แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2560 นายสุรชัย พลอยไป ซึ่งเป็นพ่อของน้องใบบัวและน้องใบตอง ได้นำตำรวจและคนที่อ้างว่าเป็นทนายความ มาที่บ้านและจะมานำเอาเด็กทั้ง 2 คนไปเลี้ยงดูทำให้ตนและนางเสาร์ไม่ยินยอมพร้อมใจ เนื่องจากว่าได้เลี้ยงดูหลานทั้ง 2 คน มาตั้งแต่แบเบาะ จึงทำให้มีความรักความผูกพันหลานฝาแฝดเป็นอย่างมาก สุดท้ายพ่อของเด็กได้ให้ตำรวจมานำตนและยายพร้อมด้วยหลานสาวทั้ง 2 คนไปที่ สภ.อุทุมพรพิสัย  เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่าจะยินยอมให้หลานสาวฝาแฝดไปอยู่กับนายสุรชัย

ซึ่งตามกฎหมายแล้วนายสุรชัย ซึ่งเป็นพ่อมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเลี้ยงดูเด็กที่เป็นลูกของตนเอง ดังนั้น ตนจึงได้เชิญทั้งป้าและยายมาที่สภ.อุทุมพรพิสัย เพื่อลงประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่า ยินยอมให้เด็กทั้ง 2 คนไปอยู่กับนายสุรชัย ซึ่งเป็นพ่อที่แท้จริง ซึ่งนางเสาร์ซึ่งเป็นยายได้ลงชื่อในบันทึกประจำวันว่ายินยอมแล้ว แต่ตนไม่คิดว่าช่วงระหว่างที่จะนำตัวเด็กไปนั้น จะมีการฉุดกระชากเด็กท่ามกลางเสียงร่ำไห้อย่างน่าเวทนาของเด็กฝาแฝดทั้ง 2 คน ซึ่งเรื่องนี้ตนได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาได้ทราบแล้ว ทั้งนี้การดำเนินการทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นไปตามกฎหมายและไม่ได้มีการฟ้องศาลเพื่อบังคับให้มีสิทธิในการนำตัวเด็กไปเลี้ยงดูแต่อย่างใด แต่ว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายของนายสุรชัยที่ใช้สิทธิของความเป็นพ่อมารับตัวเด็กไปเลี้ยงดูเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น โดยนายสุรชัยมีความยินยอมให้ทั้งยายและป้าไปดูสภาพความเป็นอยู่และไปเยี่ยมหลานสาวทั้ง 2 คน ได้ตลอดเวลา


ล่าสุดวันที่ 24 เม.ย. 2560 ทนายความชื่อดังอย่าง ทนายเกิดผล แก้วเกิด ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องดังกล่าวโดยระบุว่า

นิทานชาดก

หญิง ๒ คนเดินแย่งเด็กผ่านมาทางศาลา ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าตนเป็นแม่ที่แท้จริงของเด็กคนนั้น มโหสถทราบเรื่องจึงให้พาหญิงสองคนมาพบแล้วให้มีการพิสูจน์ โดยให้ขีดรอยลงที่พื้นดิน แล้วให้วางเด็กขวางที่รอยขีดนั้น จากนั้นให้หญิงคนหนึ่งจับมือเด็กไว้ แล้วให้หญิงอีกคนจับขาเด็กไว้ แล้วบอกให้ทั้งคู่แย่งเด็กกัน ถ้าใครแย่งได้ถือว่าเป็นแม่ที่แท้จริง

ครั้นตกลงกันได้อย่างนี้แล้ว มโหสถก็สั่งให้หญิงทั้ง ๒ คนนั้นแย่งเด็กกัน หญิง ๒ คนต่างฝ่ายต่างดึงกันไปดึงกันมา จนเด็กทนเจ็บไม่ไหวร้องไห้จ้า พอได้ยินเสียงเด็กร้องไห้เช่นนั้น หญิงคนที่จับเท้าก็รีบปล่อยมือทันทีเพราะรู้สึกสงสารเด็ก ฝ่ายหญิงคนที่จับมือไม่ยอมปล่อย

มโหสถจึงตัดสินทันทีว่า หญิงคนที่รีบปล่อยเมื่อได้ยินเสียงเด็กร้องคือแม่ที่แท้จริงของเด็ก เพราะอาศัยความรู้สึกที่ว่า ธรรมดาหญิงที่เป็นแม่นั้นย่อมมีหัวใจอ่อนโยน และความจริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะหญิงที่ไม่ยอมปล่อยเด็กนั้นแท้จริงก็คือนางยักษิณีปลอมมา

ในคดีความ ศาลจะพิจารณาถึงสถานะทางกฎหมาย และความผาสุขของเด็กเป็นหลัก
ความสัมพันธ์ไม่อาจหักล้างคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลได้

แต่...ก็ควรจะคำนึงถึงหัวใจเด็กน้อยสักนิด

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก เกิดผล แก้วเกิด

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สินีนุช บรรเจิดธนากุล