อย่าเพิ่งดราม่า!?!?  วิเคราะห์ตรง เปิดคดีดัง เก็บเห็ดป่าสงวน! หรือคดีจะพลิก? (มีคลิป)

อย่าเพิ่งดราม่า!?!? วิเคราะห์ตรง เปิดคดีดัง เก็บเห็ดป่าสงวน! หรือคดีจะพลิก? (มีคลิป)

Publish 2017-05-03 13:51:29

          เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 2 พฤษภาคม ที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกาคดีที่ 456/2560 ที่พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน จำเลยที่ 1-2 ในความผิดต่อ พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ กรณีที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภรรยาถูกจับในข้อหาบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ โดยพิพากษาจำคุกจำเลยทั้ง 2 คนละ 10 ปี แต่ลดเหลือคนละ 5 ปี
         โดยตามฟ้องนั้นระบุว่าเมื่อวันที่ 12 ก.ค.2553 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองและทำประโยชน์โดยการทำไม้ป่าระแนง ต.คลองขาม จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ 72 ไร่ และใช้อุปกรณ์เครื่องมือใดไม่ปรากฏชัด ตัดและโค่นไม้สัก ไม้กระยาเลย ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ออกจากต้น 700 ต้น อยู่ในเขตที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นป่าตามกฎหมายไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมมีไม้สัก ไม้กระยาเลย อันยังมิได้แปรรูป อันเป็นไม้หวงประเทภ ก. จำนวน 1,148 ท่อน รวมปริมาตร 65.69 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นเงินค่าภาคหลวง 552,160 บาท โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุทั้งหมดเกิดที่ ต.คลองขาม อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เจ้าพนักตรวจยึดไม้สักกับไม้กระยาเลยอันยังมิได้แปรรูป 1,148 ท่อน เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 8, 11, 54, 69, 72, ตรี, 73, 74 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 8, 9, 14, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด และให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากป่าสงวนที่เข้าไปครอบครอง
         ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ได้ให้การสารภาพ  กระทั่งเมื่อวันที่ 26 ก.ย.2554 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 30 ปี ลดโทษเหลือ 15 ปี และประกันตัวสู้คดีในชั้นอุทธรณ์เมื่อปี 2557 โดยปฏิเสธว่าไม่ได้ตัดไม้ ในวันเกิดเหตุได้เข้าไปเก็บเห็ดในป่าสงวนเท่านั้น ขอให้ศาลลดโทษ ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็น จำคุก 14 ปี 12 เดือน ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นฎีกา
        ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิด แต่หลงเชื่อบุคคลภายนอกว่ารับสารภาพแล้วศาลจะปรับจำเลยทั้งสอง โดยนายอุดม จำเลยที่ 1 มีอาการลมออกหูและประสาทไม่ดี พูดจารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ได้รับการรักษาตัวที่ รพ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ จากนั้นได้มารักษาตัวที่คลินิกหมอเปตรง เขียนแม้น ก็ยังอาการไม่ดีขึ้น การที่ศาลชั้นต้นถามจำเลยทั้งสองว่าได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ จำเลยที่ 1 ไม่ค่อยจะได้ยิน เมื่อถามหลายครั้งก็ก้มหัวเท่านั้น ศาลก็เลยบอกว่าจำเลยที่ 1 รับสารภาพ เมื่อถามคำให้การของนางแดง จำเลยที่ 2 ก็บอกว่าให้การทำนองเดียวกับจำเลยที่ 1 ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้สมัครใจให้การรับสารภาพนั้นเป็นข้ออ้างของจำเลยที่ 1 เนื่องจากขัดแย้งกับใบรับรองแพทย์ที่ระบุว่าเป็นผู้ป่วยในระหว่างวันที่ 3-10 ต.ค.2554 ด้วยอุบัติเหตุขับรถจักรยานยนต์ หลังจากนั้นมีอาการปวดและเวียนศีรษะเป็นบางครั้ง ซึ่งอาการป่วยดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากวันที่ 26 ก.ย.2554 ที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสองพยายามปรุงแต่งข้ออ้างอาการเจ็บป่วยของจำเลยที่ 1 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นพิรุธ และเมื่อพิจารณาไม่ปรากฏว่าคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองไม่สมัครใจแต่อย่างใด ความเข้าใจผิดของจำเลยทั้งสองไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้ได้ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองสมัครใจให้การรับสารภาพโดยชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาจึงขัดกับคำให้การในชั้นพิจารณา ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย




 


 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ณัฏฐธิดา สิทธิผล