ตรวจสอบ พบมีเลศนัย!?!? "ชาญชัย" เคลียร์ชัด ปม สปท.ยกเลิกสัญญา อนาจักร King Power (มีคลิป)

Publish 2017-05-22 15:00:51

         กรณี “คิงเพาเวอร์” เป็นอีกหนึ่งประเด็นปัญหาที่สังคมกำลังจับตาเนื่องเพราะผลการศึกษาสัญญาอนุญาตประกอบกิจการร้านค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) และสัญญาบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ของกลุ่มคิงเพาเวอร์ โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สรุปชัดว่าควรยกเลิกสัญญากับกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ฯ

        อย่างไรก็ดี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศนโยบายเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันไว้ชัดเจน และเห็นว่ากรณีของสัมปทานที่เกิดขึ้นอาจมีปัญหาในเรื่องความโปร่งใส จึงตอบรับที่จะจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยหลังจากที่ได้รับผลการศึกษาเบื้องต้นของ สปท. นายกรัฐมนตรีก็ได้ให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่าเมื่อ สปท.เสนอมาก็ต้องรับไว้พิจารณา เเต่จะทำอย่างไรต่อไปนั้นต้องดูข้อกฎหมายเเละหลักการให้ชัดเจน เพราะต้องดูเรื่องการใช้กฎหมายทั้งเรื่องของสัญญาเเละเรื่องอื่น ๆ


        ทั้งนี้ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ระบุถึงผลทางกฎหมายต่อกรณีของคิงเพาเวอร์ว่า เนื่องจาก คิงเพาเวอร์ ซึ่งได้สัมปทานจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ให้เข้าบริหารร้านค้าปลอดภาษี และบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ในท่าอากาศยานถึง 5 แห่ง คือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมเกินกว่า 1,000 พันล้านบาท จึงต้องผ่านกระบวนการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ร่วมทุน พ.ศ. 2535 แต่บริษัท คิงเพาเวอร์ จงใจทำผิด พ.ร.บ.ร่วมทุน โดยแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จว่ามูลค่าโครงการต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท จึงถือว่าสัญญาเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น ดังนั้นรัฐบาลสามารถยกเลิกสัญญากับบริษัท คิงเพาเวอร์ ได้ทันที โดยที่คิงเพาเวอร์ไม่สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายใด ๆ ได้

   ในทางกลับกันรัฐสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้จาก คิงพาวเวอร์ได้ เนื่องจากที่ผ่านมามีการดำเนินการที่ไม่โปร่งใสทั้งในส่วนของ คิงเพาเวอร์ และ ทอท. อันเป็นเหตุให้รัฐสูญเสียรายได้ถึง 40,000 ล้านบาท ประกอบด้วย
       
        กรณีแรกคือ เรื่องการติดตั้ง POS โดยตลอดระยะเวลา 9 ปีนับแต่ให้เริ่มดำเนินการร้านค้าปลอดภาษี คิงเพาเวอร์ ไม่ได้มีการติดตั้งอุปกรณ์และระบบบันทึกยอดขาย (Point Of Sale : POS) ซึ่งจะเชื่อมต่อข้อมูลการซื้อขายระหว่าง ทอท. กับบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด และบริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ถือเป็นสาระสำคัญของสัญญา โดย ทอท. คิดส่วนแบ่งจากยอดรายได้จากข้อมูลของบริษัทฯ เพียงฝ่ายเดียว จึงอาจจะทำให้ ทอท.ได้รับส่วนแบ่งไม่ครบถ้วนตามสัญญา ซึ่งส่วนนี้ทำให้ ทอท.สูญเสียรายได้ไปถึง 27,000 ล้านบาท
       
         กรณีที่ 2 คือ ที่ ทอท.มีมติลดรายได้ที่คิงเพาเวอร์ ต้องจ่ายให้รัฐตั้งแต่ปี 2555-2558 อีกปีละ 1% ส่วนในปี 2559 ลดให้ถึง 2% โดยอ้างเหตุผลที่คิงเพาเวอร์ร้องเรียนให้ ทอท. มีมาตรการเยียวยาเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปิดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำให้บริษัทต้องสูญเสียรายได้จากยอดขายและจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการสนามบินลดลง ซึ่งการเยียวยาดังกล่าวทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปเกือบ 10,000 ล้านบาท และถือว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนอย่างไม่สมเหตุสมผล โดยขณะนี้ สตง.อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องที่ดำเนินการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนอีกด้วย
       
        กรณีที่ 3 สูญเสียรายได้จากการลักลอบนำสินค้าปลอดภาษีไปขายนอกพื้นที่ดิวตี้ฟรีของท่าอากาศยาน ซึ่งในส่วนนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้