แล้วประชาชนจะพึ่งใคร !!! สาวไทยอ้างไปเที่ยวลาวถูกพนักงานโรงแรมพยายามข่มขืน แถมตำรวจข่มขู่ให้ยอมความเพราะผู้ร้ายรับสารภาพ (รายละเอียด)

แล้วประชาชนจะพึ่งใคร !!! สาวไทยอ้างไปเที่ยวลาวถูกพนักงาน"โรงแรมพยายามข่มขืน" แถมตำรวจข่มขู่ให้ยอมความเพราะผู้ร้ายรับสารภาพ (รายละเอียด)

Publish 2017-07-15 07:59:23

วันที่ 15 ก.ค. 2560 บนเฟซบุ๊ก แหม่มโพธิ์ดำ ได้มีการโพสต์เรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่ได้ร้องทุกข์เข้ามายังเพจว่าเกือบถูกพนักงานโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศลาวข่มขืนในห้องพัก แต่สามารถหนีรอดมาได้ เมื่อแจ้งความไกล่เกลี่ยกับผู้ก่อเหตุให้การรับสารภาพ ตำรวจจึงให้ยอมความ



โดยทางเพจระบุว่า 
#สาวไทยเที่ยวลาวถูกกระทำอนาจาร #คดีไม่เดินถูกข่มขู่ไม่ได้รับความเป็นธรรม
สวัสดีค่ะควีน เมื่อวันที่เกิดเหตุ 16/4/2017 หลังจากที่เที่ยวสงกรานต์วันสุดท้าย ตอนกลางคืนข้าพเจ้าไปเที่ยวสถานบันเทิงต่อ จนถึงเวลา 01.00 น จึงได้เดินทางกลับที่พัก ซึ่งเป็นห้องแถวเพื่อนกับน้องสาวข้าพเจ้าจึงได้แยกตัวเดินไปเปิดโรงแรมโชคบุนมา ห่างจากห้องแถว 500-700 เมตร ช่วงนั้นเป็นเวลา 02.30 น.โดยประมาณ

พอถึงโรงแรมโชคบุนมา ข้าพเจ้าได้เดินเข้าไปหน้าเคาท์เตอร์ และได้มองเห็นว่าพนักงานได้หลับอยู่ 2 คน ก็ได้เรียก "น้องๆเปิดห้อง 1 ห้องค่ะ" ทางพนักงานก็ลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าค่าห้องราคา 200,000 กีบ ข้าพเจ้าได้จ่ายเงินค่าโรงแรมเต็มตามจำนวน และพนักงานก็เอาเงินใส่ในกระเป๋ากางเกงตนเอง เดินไปหยิบลูกกุญแจ แล้วก็พาเดินไปห้องซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเคาท์เตอร์ ชั้น1 จากนั้นพนักงานก็เชิญข้าพเจ้าเข้าห้องตามระเบียบของโรงแรม แต่พนักงานไม่เปิดไฟ และไม่ได้ยื่นกุญแจห้องให้ข้าพเจ้า ภายในห้องเดินเข้าไปจะเจอห้องน้ำอยู่ขวามือติดประตูทางเข้าข้าพเจ้าจึงเดินไปดูเตียงก็ทราบว่ามี 2 เตียง


ด้วยความที่ข้าพเจ้าดื่มมาจึงต้องการพักผ่อน พนักงานก็ปิดประตู ทางข้าพเจ้าคิดว่าพนักงานได้ออกไปแล้วจึงนอนลงที่นอนเตียงที่ติดห้องน้ำ บรรยากาศห้องนั้นมืดสลัว ในขณะที่เวลายังไม่ถึง 5 นาที ข้าพเจ้ามองเห็นคนยืนอยู่ระหว่างเตียง และได้พุ่งเข้ามากอดพยายามปล้ำ ข้าพเจ้าได้พลักออก แต่ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นผู้ก่อเหตุก็เข้ามาปล้ำรอบที่ 2 ข้าพเจ้าได้พลักออกอีกและเข้ามาปล้ำรอบที่ 3 เขาใช้มือดึงเสื้อข้าพเจ้า และลงไปดึงกางเกงข้าพเจ้า


ข้าพเจ้าตัดสินใจสู้ และใช้เท้าถีบออก ลุกขึ้นนั่งแล้วกำลังจะวิ่ง ผู้ก่อเหตุใช้มือมากระชากเสื้อข้าพเจ้า ด้วยความตกใจข้าพเจ้าจึงใช้ฝ่ามือและเล็บจิกตบไปตรงที่ต้นคอ พร้อมกับบีบคอดันผู้ก่อเหตุออกไป ข้าพเจ้าร้องเสียงดังโวยวาย แต่ไม่มีใครมาช่วยเลย ข้าพเจ้าดึงฉุดกระชากกับผู้ก่อเหตุจึงยื่นมือไปเปิดลูกบิดเปิดประตูได้ จึงได้ทราบว่าเป็นพนักงานที่ไปเปิดห้องให้ข้าพเจ้านั่นเอง ข้าพเจ้าจึงตะโกนหวังว่าจะให้มีคนมาช่วย แต่ไม่มีใครมาช่วย และผู้ก่อเหตุก็จะพยายามหนี ข้าพเจ้าดึงไว้


ข้าพเจ้าจึงถามว่าใครเป็นเจ้าของโรงแรม ให้ออกมารับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย แต่พนักงานบอกติดต่อไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงได้ขอเงินคืนเต็มจำนวน 200,000 กีบ
หลังจากนั้นได้ฉุดกระชากเดินออกไปด้านหน้าโรงแรมพอพ้นหน้าโรงแรมผู้ก่อเหตุก็ได้วิ่งหนี ข้าพเจ้าจึงรีบวิ่งกลับห้องแถวเพื่อนและเรียกเพื่อนให้พากลับไปโรงแรมโชคบุนมาอีกครั้ง จึงได้เรื่องว่า พนักงานคนนั้นหนีไปแล้ว ชื่อหัดสะดี ทำงานในโรงแรมมา 4 ปีแล้ว ข้าพเจ้าจึงสอบถามใครเป็นเจ้าของโรงแรม ช่วยให้โทรมาด่วนแต่พนักไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ข้าพเจ้าจึงกลับมาห้องแถวพร้อมเพื่อน


รอจนสว่าง ช่วงเวลา 07.30 น มีนายบ้านอานุสอนไซและผู้ก่อเหตุ ญาติ และเจ้าของโรงแรมมาพร้อมนำกุญแจล็อคข้อมือมาด้วย และได้ขู่ว่าจะจับข้าพเจ้ากับเพื่อน ในเขตอานุสอนไซนี้นายบ้านมีสิทธิ์จับทุกคน นายบ้านได้มานั่งโต๊ะเล็กๆหน้าห้องแถว และลงบันทึกสอบถามครั้ง1

*เจ้าของโรงแรมให้การปฏิเสธ ว่าไม่ใช่พนักงานของโรงแรมโชคบุนมา

*ผู้ก่อเหตุยอมรับผิด ใช้คำขอโทษ พร้อมกับให้การว่า ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เพราะเมา และต้องการให้เงินทำขวัญให้เรื่องนี้จบแค่เท่านี้ ไม่ให้เรื่องถึงตำรวจ

ในการเจรจากันครั้งนี้ ข้าพเจ้าไม่ยอมความเพราะข้าพเจ้าเสียหาย ทั้งเสียใจ ตกใจ เสียขวัญ ต้องการให้คนทำผิดรับผิด ให้ดำเนินคดีตามกฏหมาย
ช่วงเวลา 18.00 น นายบ้านอานุสอนไซได้เชิญตัวผู้ก่อเหตุและข้าพเจ้า ไปไก่เกลี่ยยอมความกัน

*คุยกันรอบนี้เจ้าของโรงแรมยอมรับว่าเป็นพนักงาน แต่เจ้าของโรงแรมไม่ได้บอกให้พนักงานไปก่อเรื่องแบบนี้ และพูดปัดความรับผิดชอบว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับโรงแรมและไม่รับทราบด้วยว่าพนักงานปลุกปล้ำจริง และไม่ให้เอาโทษคนทำผิด โดยให้ข้าพเจ้ายอมรับเงินสินไหม


วันที่21/4/2017


ข้าเจ้าได้เข้าไปเขียนคำร้องในสถานทูตไทย ณ เวียงจันทน์ ได้ส่งหนังสือทวงถาม
*ปัจจุบันนี้สำนวนคดี 251 ลงวันที่19 อยู่ที่ ปกส.แขวงบอลิคำไซ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญข้าพเจ้าเข้าไปคุยไกล่เกลี่ยหลายครั้ง ทางตำรวจได้ลงความเห็นว่าผู้ต้องหาได้ยอมรับผิดทุกอย่าง และผู้กระทำผิดแค่พยายามข่มขืนแต่ไม่สำเร็จ และไม่ได้ใช้ความรุนแรง หรือทำให้เหยื่อไม่สามารถช่วยตัวเองได้ จึงทำให้ไม่สามารถออกหมายจับหรือลงโทษผู้ต้องหาได้ โดยอ้างว่าแม่ของผู้ต้องหาป่วย และผู้ต้องหาเองก็เป็นพนักงานของภาครัฐ อาจจะทำให้เสียอนาคตและให้ข้าพเจ้ายอมถอนฟ้อง


*ตำรวจได้เจรจาเชิงข่มขู่ข้าพเจ้าว่า ถ้าหากไม่ถอนฟ้องจะยกคดีความขึ้นมาหมดทุกอย่าง แม้แต่เรื่องที่ข้าพเจ้าจะแต่งงานกับแฟนคนลาวก็จะไม่ยอมเซ็นให้จดทะเบียนสมรสกัน และจะออกหมายจับข้าพเจ้าอีก


วันที่ 15/7/2017
ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก ตลอดเวลาจนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ข้าพเจ้าร้อนใจในคดีความนี้ ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม ความถูกต้อง ข้าพเจ้าเสื่อมเสีย อับอาย กลัวผู้ก่อเหตุย้อนกลับมาก่อเหตุอีกครั้ง หรือไปกระทำแบบนี้กับคนอื่นอีก จึงอยากให้หน่วยงานผู้ที่มีอำนาจ ตำรวจผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีเอาผิด ตามกฏหมาย ให้เอาคนทำผิดมาลงโทษ พร้อมเจ้าของโรงแรมที่ไม่มีการดูแลรักษาความปลอดภัยให้สมกับเป็นโรงแรมใหญ่

เมื่อเรื่องราวถูกเผยแพร่ออกไปก็มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยกล่าวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศลาวเสียหาย แม้กระทั่งคนลาวที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นยังรู้สึกไม่พอใจพนักงานคนนี้ รวมถึงวิธีการจัดการเรื่องคดีกับผู้เสียหายอีกด้วย

 

อ้างอิง แหม่มโพธิ์ดำ


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สินีนุช บรรเจิดธนากุล