“ฟ้าหญิง”ตรัสยังอยากทำงานให้พอ.สว.นานๆขอทุกคนช่วยสวดมนตร์ให้หายดีทำความรู้จัก“หมอกระเป๋าเขียว”แพทย์อาสาจากกระแสรับสั่ง“สมเด็จย่า”

Publish 2017-11-14 10:32:02

วานนี้ข่าวในพระราชสำนักได้เผยแพร่พระราชดำรัสสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี  ณ โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร ต.ลำภู อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู  ในระหว่างทรงเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี (พอ.สว.)  วันที่ 11 พฤศจิกายน 2560  ใจความสำคัญ ทรงระบุอยากทำงานให้กับพอ.สว. นานๆ  เพราะที่ผ่านมารู้สึกว่ายังทำงานให้พอ.สว.น้อยเกินไป  โดยระบุว่า  

 

“เป็นห่วง คิดถึงชาวพอ.สว.มาก ยังไม่อยากทิ้งไป ข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้าทำได้ ถ้ามันอยู่ในอำนาจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่อยากจากพวกท่านไป ข้าพเจ้ามาทำงาน พอ.สว. นี่ก็ 8 ปีแล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกว่ามันยังน้อยไป น้อยไป ข้าพเจ้าก็ทราบว่า พี่น้องชาว พอ.สว. ทุกคนก็เมตตาต่อพี่มาก พี่น้อง พอ.สว.ช่วยกันสวดมนต์ให้ข้าพเจ้าหายดี ข้าพเจ้าคงจะดีขึ้น ก็ขอความกรุณาว่า ช่วยกันสวดมนต์ให้ข้าพเจ้าด้วย เพราะว่ายังไงๆ ข้าพเจ้าก็ยังอยากทำงานกับ พอ.สว. อยากอยู่กับมูลนิธิ พอ.สว. อีกต่อให้นานนาน” 
 

 

 




ทั้งนี้หลายคนอาจได้ยินชื่อพอ.สว.  แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าพอ.สว. คือหน่วยงานใด และใครเป็นคนดำริริ่เริ่มในการตั้งพอ.สว.ขึ้นมาในการช่วยเหลือประชาชน    สำหรับที่มาของพอ.สว.นั้นเว็บไซด์มูลนิธิพอ.สว.ให้ข้อมูลว่า   เมื่อครั้งที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า”ของพสกนิกรชาวไทย  ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมตำรวจตระเวณชายแดนตามจังหวัดชายแดนต่างๆ ในปี พ.ศ. 2507 พระองค์ได้ทรงพบเห็นความยากลำบากของราษฎร ในการเดินทางมารักษายังโรงพยาบาลจังหวัดเวลา ที่เจ็บป่วย อาการก็หนักเกินกว่าจะรักษา หรือโรคที่ไม่ได้รุนแรง แต่กลับเรื้อรังจนต้องพิการทุพพลภาพ จนเกิดพระราชกระแสรับสั่งของสมเด็จย่าฯ

เมื่อคืนวันที่ 22 ก.พ. 2512 ขณะทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จ.ใหม่ ว่า  “ฉันได้ไปเยี่ยมตำรวจตระเวนชายแดนที่ปฏิบัติงานในป่าเขา เพื่อปกป้องและรักษาแผ่นดินเราเขาเสี่ยงอันตรายหลายอย่าง รวมทั้งโรคภัยไข้ เจ็บด้วย ชาวบ้านและชาวเขาที่อยู่ตามป่าดงเหล่านั้น ก็มีปัญหาเรื่องป่วยไข้ เช่นเดียวกัน เพราะอยู่ห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวก หากพวกเราจะไปดูและรักษา เขาบ้าง จะเป็นเดือนละครั้ง สองเดือนครั้ง หรือแม้แต่สามเดือนครั้งก็ได้ จะ ได้ช่วยเหลือเขา เป็นประโยชน์มาก” กระแสรับสั่งดังกล่าวจึงถือเป็นจุดกำเนิดของกิจการแพทย์อาสา 

โดยเบื้องต้นแพทย์อาสาประกอบด้วย แพทย์และพยาบาล อาสา สมัครจากโรงพยาบาลแมคคอร์มิคและโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ออกปฏิบัติงานครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มี.ค. พ.ศ.2512 ที่บ้านดอยสามหมื่นกิ่ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ก่อนจะขยายไปทั่วประเทศในปัจจุบัน โดยเชิญชวนคนในพื้นที่ให้มาเป็นอาสาสมัครของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในพระองค์ ซึ่งอาสาสมัครจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือ อาสาสมัครสายแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งประกอบ  ด้วยแพทย์ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล ทันตนามัย เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน เป็นต้น อีกประเภท อาสาสมัครสายสนับสนุน ซึ่งมีทั้งข้าราชการและบุคลากรในภาคเอกชนหน่วยแพทย์อาสาจะออกปฏิบัติการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ และไปเช้าเย็นกลับในวันเดียวกัน โดยจะเคลื่อนที่เข้าไปให้การรักษาราษฎรตามท้องถิ่นต่างๆ และใช้เฮลิคอปเตอร์เป็นยานพาหนะที่

 

หลักการออกปฎิบัติงานนั้น ในแต่ละหน่วยจะประกอบด้วย แพทย์ 2 คน ทันตแพทย์ 1 คน เภสัชกรหรือพยาบาลมีความรู้เรื่องยา 1 คน พยาบาล 3 คน และอาสาสมัครสมทบ 1 คน ซึ่งอาสาสมัคร พอ.สว.ทุกคน จะสวมเสื้อสีเทา กระเป๋าเสื้อสีเขียว มีเครื่องหมายของหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จย่าฯ  ประชาชนจะเรียกขานอาสาสมัครเหล่านี้ว่า “หมอกระเป๋าเขียว” แม้แต่ผู้ที่มีอุดมการณ์ต่างกันในบางพื้นที่ ยังยกเวันการทำร้าย  “หมอกระเป๋าเขียว”  ทั้งนี้อาสาสมัครจะทำงานโดยไม่มีรายได้ตอบแทน และจะมีภูมิลำเนาหรือรับราชการอยู่ในจังหวัดนั้นๆ 

 

ในปี 2516 สมเด็จฯย่า ได้ทรงเริ่มนำระบบสื่อสารทางวิทยุรับ-ส่งมาใช้เพื่อให้คำปรึกษาโรคกับ ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เรียกว่า “แพทย์ทางอากาศ” หรือต่อมาเรียก แพทย์ทางวิทยุ ซึ่งดำเนินการตามแนวปฏิบัติของ The Royal Flying of Doctor Service of Australia ของออสเตรเลีย ทำให้หน่วยแพทย์อาสา พอ.สว. ถูกแบ่งออกเป็น 2 หน่วย คือ 1. หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. ทำหน้าที่ดูแลรักษาประชาชนที่ด้อยโอกาสในท้องถิ่นทุรกันดาร โดยได้รับการสนับสนุนด้านพาหนะจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ หรือกรมตำรวจ ในพื้นที่นั้น  2. หน่วยแพทย์ทางวิทยุ พอ.สว.มีทั้งสิ้นใน 24 จังหวัดทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่สำนักงานกลางวังสระปทุม

 

ในการดำเนินงานแพทย์อาสานั้น สมเด็จย่าทรงเป็นห่วงเรื่องงบประมาณเป็นอย่างยิ่ง เพราะงานแพทย์อาสานั้นต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการวางรากฐานให้การดำเนินงานของ พอ.สว.มีรากฐานที่มั่นคง สมเด็จย่าจึงโปรดเกล้าฯพระราชทานทุนทรัพย์เริ่มแรก 1 ล้านบาท ในการจดทะเบียนหน่วยแพทย์อาสา เป็น “ มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี”  มีชื่อภาษาอังกฤษว่า  “The Princess  Mother’s  Medical  Volunteer Foundation”  เลขทะเบียนลำดับที่ 802 ในปี 2517 โดยพระองค์ทรงเป็นนายิกากิตติมศักดิ์ มีรัฐมนตรีว่าการ  กระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นเป็นประธานกรรมการบริหาร โดยมี ศ.นพ.อุดม โปษกฤษณะ เป็นเลขาธิการมูลนิธิ

 

 

 


ปัจจุบันมีจังหวัดแพทย์อาสาทั้งสิ้น 55 จังหวัด และอาสาสมัคร พอ.สว.ประมาณห้าหมื่นกว่าคน ต่อมา เมื่อสมเด็จย่า เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 18 กรกฏาคม 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จ พระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์สืบต่อมา ทั้งได้มีการปรับปรุงการบริหารภายในมูลนิธิ โดยมี นายแพทย์ประมุท จันทวิมล เป็นเลขาธิการมูลนิธิ พลเรือเอก หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช เป็นประธานมูลนิธิรวมทั้งของบประมาณในการสนับสนุนจากรัฐบาล และได้มีการจัดสรรงบประมาณโดยกระทรวงสาธารณสุขเพื่อสนับสนุนทุกปี  

 

ในปัจจุบัน หลังจากพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงสิ้น พระชนม์ เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2551 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว( ร.9) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระ เจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งเป็นประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จฯย่า  และพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  ในการบำบัดทุกบำรุงสุขแก่ราษฎรด้านการแพทย์และสาธารณสุขสืบต่อไป 

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

อาทิตย์ เจิดจรัส