ลูกแม่โดนแน่ แม่เหยื่อโผล่แฉ แก๊งตร.ยัดยาเคยข่มขู่ เจอหนักยิ่งกว่าพ่อค้าส้มตำ!

"ลูกแม่โดนแน่" แม่เหยื่อโผล่แฉ แก๊งตร.ยัดยาเคยข่มขู่ เจอหนักยิ่งกว่าพ่อค้าส้มตำ!

Publish 2018-09-15 09:56:55


จากกรณีพ่อค้าส้มตำ ย่านอุรุพงศ์ เข้าแจ้งความถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนนครบาล 1 ตบทรัพย์ เข้าค้นห้องพักลูกสาวอ้างมียาเสพติด ก่อนเรียกรับเงินจำนวน 5 หมื่นบาท แลกจากการไม่ถูกดำเนินคดี โดยเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2561 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ สน.พญาไท นายศักดิ์ชัย แน่นอุดร อายุ 49 ปี ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด พ่อค้าขายส้มตำ  ย่านอุรุพงศ์ เดินทางมายัง สน.พญาไท เพื่อแจ้งความเพิ่มเติม โดยนายศักดิ์ชัย กล่าวว่า หลังจากที่ได้แจ้งความ ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน กรณีถูกนายตำรวจสืบสวนนครบาล 1 เรียกรับเงินจำนวน 50,000 บาท

 

โดยก่อนหน้านี้ ตนได้เข้าแจ้งความกับร้อยตำรวจโทพัฒนายุ ไหลสุพรรณวงศ์ รองสารวัตรสอบสวน สน.พญาไท หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 นำกำลังเข้าตรวจค้นภายในห้องพักของลูกสาว คือนางสาวสโรชา แน่นอุดร อายุ 30 ปี ที่บ้านเลขที่ 165/12 ถนนพระรามหก ซอย 22 แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 

 

 

โดยค้นพบยาเสพติดภายในห้องดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนนครบาล 1 พร้อมด้วยชายจำนวน 8 นาย ได้นำตัวนางสาวสโรชา ไปที่ห้องฝ่ายสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 นายศักดิ์ชัย ซึ่งเป็นบิดา จึงได้ติดตามไป 
จากนั้นเวลาประมาณ 01.30 น. มีเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ทราบชื่อคือ ดาบตำรวจวรพล ได้คุมตัวนายศักดิ์ชัยไปพร้อมกับกล่าวว่าจะแจ้งข้อกล่าวหา “พาผู้ต้องหาหลบหนี” 
ต่อมาได้มีผู้ชาย 1 ราย อ้างว่ารู้จักกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนดังกล่าว เข้ามาขอเคลียร์คดีให้ โดยเรียกเงินจำนวน 50,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งดาบตำรวจวรพลได้รับเงินดังกล่าวไป และไม่มีการดำเนินคดี รวมถึงไม่ได้มีบันทึกประจำวันแต่อย่างใด

 

 

นายศักดิ์ชัย กล่าวต่อ ว่า หลังจากนั้นมีนายตำรวจยศสารวัตร นำเงินจำนวน 50,000 บาทมาคืนให้กับตนเอง ที่บริเวณหน้าซุ้มห้องฝ่ายสืบสวน สน.พญาไท โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายสืบสวนนครบาล 1 แต่อย่างใด หลังจากนั้นจึงลงบันทึกประจำวัน ซึ่งในวันนี้ได้เดินทางมาแจ้งความและให้การเพิ่มเติม ส่วนในข้อกล่าวหาอยู่ในดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน เนื่องจากตนเองไม่มีความรู้ในเรื่องกฎหมาย

 

 



โดยก่อนหน้านี้ ตนได้เข้าแจ้งความกับร้อยตำรวจโทพัฒนายุ ไหลสุพรรณวงศ์ รองสารวัตรสอบสวน สน.พญาไท หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 นำกำลังเข้าตรวจค้นภายในห้องพักของลูกสาว คือนางสาวสโรชา แน่นอุดร อายุ 30 ปี ที่บ้านเลขที่ 165/12 ถนนพระรามหก ซอย 22 แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 

 

 

โดยค้นพบยาเสพติดภายในห้องดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนนครบาล 1 พร้อมด้วยชายจำนวน 8 นาย ได้นำตัวนางสาวสโรชา ไปที่ห้องฝ่ายสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 นายศักดิ์ชัย ซึ่งเป็นบิดา จึงได้ติดตามไป 
จากนั้นเวลาประมาณ 01.30 น. มีเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ทราบชื่อคือ ดาบตำรวจวรพล ได้คุมตัวนายศักดิ์ชัยไปพร้อมกับกล่าวว่าจะแจ้งข้อกล่าวหา “พาผู้ต้องหาหลบหนี” 
ต่อมาได้มีผู้ชาย 1 ราย อ้างว่ารู้จักกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนดังกล่าว เข้ามาขอเคลียร์คดีให้ โดยเรียกเงินจำนวน 50,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งดาบตำรวจวรพลได้รับเงินดังกล่าวไป และไม่มีการดำเนินคดี รวมถึงไม่ได้มีบันทึกประจำวันแต่อย่างใด

 

 

นายศักดิ์ชัย กล่าวต่อ ว่า หลังจากนั้นมีนายตำรวจยศสารวัตร นำเงินจำนวน 50,000 บาทมาคืนให้กับตนเอง ที่บริเวณหน้าซุ้มห้องฝ่ายสืบสวน สน.พญาไท โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายสืบสวนนครบาล 1 แต่อย่างใด หลังจากนั้นจึงลงบันทึกประจำวัน ซึ่งในวันนี้ได้เดินทางมาแจ้งความและให้การเพิ่มเติม ส่วนในข้อกล่าวหาอยู่ในดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน เนื่องจากตนเองไม่มีความรู้ในเรื่องกฎหมาย

 

 



โดยนายศักดิ์ชัย กล่าวว่า การกระทำของดาบตำรวจวรพล ที่นำชายฉกรรจ์ จำนวนกว่า 8 คน ซึ่งอาจไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ มาคุมตัวลูกสาวตนเอง เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุหรือไม่เพราะตนเองไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด โดยตนเองเคยรู้จักตำรวจนายนี้มาก่อนแล้ว สืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ลูกชายของตนเองได้เคยมีเรื่องทะวิวาทกับกลุ่มของลูกชายนายตำรวจดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่พอใจกับนายตำรวจดังกล่าว จึงได้นำกำลังมาบุกค้นบ้านลูกสาวของตน แล้วอ้างว่าพบยาเสพติด โดยที่ตนขอดูของกลาง แต่กลับไม่ให้ดู แล้วยังแจ้งข้อกล่าวหาตน ว่า พาผู้ต้องหาหลบหนี 

โดยตนเองไม่รู้กฎหมายจึงเกิดความกลัว ยอมนำเงิน 50,000 บาทให้ไป ตามที่นายตำรวจคนดังกล่าวเรียกร้องมา เพื่อต้องการให้ยุติเรื่องทุกอย่างจากนั้นมีคนไปข่มขู่ที่บ้านว่า ไม่กลัวตายหรือ ตนจึงได้เข้าแจ้งความเพิ่มเติม

ซึ่งพนักงานสอบสวนพร้อมด้วยพลตำรวจตรีเสนิตย์ สำราญกิจ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และพันตำรวจเอกนิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผู้กำกับการ สน.พญาไท ร่วมสอบปากคำนายศักดิ์ชัยโดยผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ยืนยันว่าจะไม่ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำความผิด ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย แต่ยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนนครบาล 1 ที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 นาย 

ด้านพันตำรวจเอกวิชัย แดงประดับ หัวหน้าพนักงานสอบสวน กล่าวต่อว่า หากเรียกนายตำรวจ 2 นายดังกล่าวมาสอบสวนแล้วพบว่ามีมูลความผิดจริง ทางพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อกล่าวหา ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ ข้อหากรรโชกทรัพย์ ต่อไป ส่วนบุคคลอื่น ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นตำรวจหรือไม่ ซึ่งหากกระทำความผิดจริง ต้องดำเนินการลงโทษตามความผิดวินัย โดยคดีนี้มีการแต่งตั้ง พันตำรวจเอกวิชัย แดงประดับ ผู้กำกับการกลุ่มพนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนในคดีนี้

 

 

ล่าสุดมีรายงาน พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบก.น.1 เซ็นคำสั่งบก.น.1 ที่ 230/2561 ลงวันที่ 10 ก.ย. 61 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ ซึ่งมีตำรวจ ยศนายดาบ สังกัด บก.น.1 กับพวกประมาณ 10 คน ร่วมกันกรรโชกและใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเอง หรือผู้อื่นจากนายศักดิ์ชัย (พ่อค้าส้มตำ)

บก.น.1 จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่ 229/2561 ลงวันที่ 10 ก.ย.61 เพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงมีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้การบริหารงานในภาพรวมของบก.น.1 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมิให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ ฉะนั้นอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และข้อ 6(2) และข้อ 8(3) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 สั่งการให้ข้าราชการตำรวจในสังกัด กก.สส.บก.น.1 จำนวน 7 นาย ได้แก่ ตำรวจยศ พ.ต.ต. 1 นาย ตำรวจยศ ร.ต.อ. 2 นาย ตำรวจยศ ด.ต. 3 นาย และ ตำรวจยศ ส.ต.ท. 1 นาย ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (ศปก.บก.น.1) โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิม ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

พล.ต.ต.เสนิต กล่าวว่า นอกจากมีคำสั่งย้ายตำรวจทั้ง 7 นาย ยังมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงอีกด้วย โดยมี พ.ต.อ.อภิฌาณ สวัสดิบุตร ผกก.(สอบสวน) กก.อก.บก.น.1 เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. ให้เวลาสืบสวนข้อเท็จจริงทราบผลภายใน 15 วัน

 

 

 

เกี่ยวรับกรณีที่เกิดขึ้นนี้ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่าพฤติกรรมของกลุ่มตำรวจกลุ่มนี้เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ผิดตามมาตรา 148 มีโทษจำคุก5ปีจนถึงประหารชีวิต โดยปกติต้องให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตำรวจไม่ดีทำไมไม่ให้ออกจากราชการแล้วรีบดำเนินคดีอาญาเพราะคดีนี้หลักฐานชัดเจน นี่แค่สั่งย้ายยังได้รับเงินเดือนไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรแค่เปลี่ยนที่ทำงานไม่ใช่การลงโทษ ทำแค่นี้พฤติกรรมจะเปลี่ยนไหม

 

 

จริงๆควรให้ออกจากราชการไปจะได้ไม่มีอำนาจไปกลั่นแกล้งใครคนอื่นอีก ทำผิดขนาดนี้ประพฤติชั่วร้ายแรงขนาดนี้ต้องไล่ออกเท่านั้น "จะย้ายทำไม" คนพวกนี้ต้องไล่ออกไปคนที่อยากเป็นตำรวจมีเยอะแยะก็ให้ตำรวจน้ำดีเข้ามาแทน

 

 

 

ความคืบหน้าล่าสุด  เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 13 ก.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. ด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม กล่าวถึงกรณีที่นายศักดิ์ชัย แน่นอุดร แจ้งความดำเนินคดีกับ 7 นายตำรวจสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ที่ไปรีดทรัพย์ ว่า ได้กำชับไปยัง พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. ให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งตำรวจทั้ง 7 นาย ได้มีคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการ ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยขาดจากหน้าที่เดิม ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนกรณีที่มีประชาชนเข้าร้องเรียนว่าถูกกลุ่มตำรวจดังกล่าวเรียกรับผลประโยชน์นั้น ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุดังกล่าวตามที่กล่าวอ้างหรือไม่

ถ้าตรวจสอบพบว่าหากพบมีความผิด จะดำเนินคดีอาญาและวินัย รวมทั้งผู้บังคับบัญชา ที่ปล่อยประละเลย สำหรับมาตรการการตรวจค้นของตำรวจมาภายในเคหะสถานรวมทั้งบุคคลที่เป็นเยาวชน ตำรวจทำตามขั้นตอน มีแบบแผนที่ชัดเจน ส่วนจะมีข้อบกพร่องหรือไม่อย่างไรขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ตนได้กำชับไปยังตำรวจทั่วประเทศให้ระมัดระวังและรอบคอบในการปฏิบัติ เพื่อลดข้อครหา
     

เมื่อถามถึงกรณีที่มีกลุ่มผู้ต้องหานำรถพยาบาล กู้ชีพเทศบาลเมืองบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จ.ปทุมธานี ลักลอบจนยาเสพติดตบตาเจ้าหน้าที่ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า แนวทางป้องกันเรื่องนี้ต้องมีการหารือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางมาตราการ ป้องกันไม่ให้นำรถมูนิธิและรถพยาบาลไปลักลอบ ขนยาเสพติด  หรือ สิ่งผิดกฎหมาย

 

 

ต่อมาวันที่ 12 ก.ย. 61 นายบอส (นามสมมติ) ผู้เสียหายที่เคยจ่ายเงินให้กลุ่มตำรวจ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง 2 ครั้ง โดยในครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อเดือน พ.ย. 60 เวลาประมาณ 20.00 น. ภายในซอยลาดพร้าว 48 ห่างจากบ้านพักราว 300 เมตร โดยตนถูกล่อซื้อยาเสพติด ยอมรับว่าจำหน่ายจริง ขณะนั้นโดนจับของกลางเป็นยาไอซ์ 1 กรัม หลังจากถูกจับตนไม่ได้ขัดขืน ตนยื่นมือให้จับทันที มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบราว 8 – 9 คน โดยเจ้าหน้าที่ก็จับตนใส่กุญแจมือ และตำรวจที่มาด้วย เตะเข้าที่หน้าตนทันที หลังจากนั้นพาตนไปที่บ้านพัก และไปรื้อบ้านโดยไม่มีหมาย ซึ่งก็ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายอะไร ก่อนพาตนเดินทางมาที่ สืบ บก.น. 1 ซึ่งให้ตนนั่งอยู่ที่ตรงบริเวณร้านอาหารตามสั่งหน้าตึก ใกล้ทางขึ้นอาคาร ซึ่งเจ้าหน้าที่ทั้งหมดรุมซ้อมตนตั้งแต่เวลา 21.00 – 04.00 น. คล้ายว่าจะทำให้ตนกลัว ตลอดที่ตนถูกซ้อม จะถูกยึดโทรศัพท์ ไม่ให้ติดต่อใคร ซึ่ง ด.ต.วรพล คนจะรู้จักกันดีในฉายาว่า “ชุดไอโหด”

 

หลังการซ้อมหลายชั่วโมง ดาบตำรวจคนดังกล่าวก็บอกตนว่า ให้ตนนำเงินมาแลกกับการไม่ติดคดี ซึ่งตนก็บอกไม่มี ทางเจ้าหน้าที่จึงให้ตนโทรศัพท์หาครอบครัว เพื่อขอเงิน ทั้งนี้จะมีเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง กระซิบข้างหูตน ให้พูดตามที่กลุ่มผู้ก่อเหตุต้องการ หากพูดไม่ถูกใจก็จะตัดสายและตนก็จะถูกซ้อมอีก ใจความที่ตำรวจให้ตนพูด ประมาณพูดให้ทางบ้านสงสาร ยอมมาประกันตัว บอกว่า หนูถูกจับยา ไม่อยากติดคุก ออกไปแล้วจะเป็นเด็กดี

เมื่อป้าของตนมาถึง ป้าถูกยึดโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าเงิน และให้ตนออกมารอด้านหน้า ป้าตนมีการจ่ายเงิน 20,000 บาท บริเวณทางขึ้นอาคาร เจ้าหน้าที่ก็มีการใช้คำพูดประมาณว่าตนเองเป็นฝ่ายผิดจริงๆ โดยมอบเงินให้กับเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง ไม่ทราบใช่ตำรวจหรือไม่ หลังจากนั้นตนก็ได้รับการปล่อยตัวทันที โดยไม่มีคดีติดตัว ไม่มีหมายจับ ไม่ต้องรับโทษ ตนยังสามารถทำงานได้ตามปกติ

นายบอส เล่าว่า ระหว่างที่ตนนั่งรออยู่หน้าอาคาร บก.น. 1 ตนได้คุยกับหนึ่งในสายตำรวจ ที่เฝ้าตนอยู่ โดยถามว่ามาทำงานแบบนี้ได้อย่างไร ซึ่งได้รับคำตอบประมานว่า ออกจากคุกมาไม่มีอะไรทำ อยู่ตรงนี้สบาย จะดูดก็ได้ดูด เวลาไปจับมาเจ้าหน้าที่ก็แบ่งให้

นอกจากนี้ ตนยังถูกเครือข่าวของ ด.ต.วรพล ที่จับตนอีกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ขณะนั้นตนทำงานเป็น รปภ.ที่ร้านอาหารบริเวณแยกห้วยขวาง ปรากฎมาชุดนอกเครื่องแบบ 7 คน เข้ามาจับกุมคน กล่าวหาว่าตนเองเกี่ยวพันยาเสพติด จับตนตรวจปัสสาวะ แต่ก็ไม่พบ จากนั้นตนถามว่าตนผิดอะไร แต่เจ้าหน้าที่กลับบอกให้ตนไปคุยที่ สน.สุทธิสาร จากนั้นตนถูกคุมตัวใส่กุญแจมือไปที่ สน. พาตนไปที่ห้อง สืบสวน

เมื่อไปถึง สน. ตนได้พบกับผู้กอง ต. ซึ่งซ้อมตน เตะปากตน โดยมีการพูดคุยให้ตนทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ ให้เป็นสายตำรวจ ซึ่งตนปฏิเสธ เจ้าหน้าที่รายนี่จึงระบุว่า งั้นให้ตนรับโทษไป 10 ปี โดยเอายาไอซ์ ใส่ถุงซิปล็อกมาวางที่หน้าขาตน และถ่ายรูป ซึ่งตอนนั้นตนหมดสภาพจากที่ถูกซ้อมแล้ว จากนั้นผู้กอง ต. ได้เดินไปอีกห้องหนึ่ง โดยไปคุยกับผู้ต้องหาคดีเสพยา 7 คน ที่จับมาก่อนหน้าตน โดยให้เซ็นใบรับสารภาพว่าซื้อยามาจากตน เพื่อให้ตนรับโทษค้ายา ซึ่งเป็นการสร้างหลักฐานเท็จ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็มาถามตนอีกว่าจะยอมทำงานให้หรือไม่ ด้วยความกลัว ตนก็จึงรับปาก เพื่อแลกกับการปล่อยตัวในคืนนั้น จากนั้นตนตัดสินใจเก็บของหนีออกจากบ้านทันที

 

 

ส่วนที่ตนทราบว่าผู้กอง ต. เป็นเครือข่ายเดียวกับ ด.ต.วรพล เนื่องจากหลังจากตนหลบหนีมาได้ 1 เดือน เพื่อนตนถูกจับ โดยกลุ่มของ ด.ต.วรพล ซึ่งได้นำรูปตนเองขณะถูกยัดยา ที่ สน.สุทธิสารมาให้เพื่อนดู เพื่อตามหา โดยบอกเจ้าหน้าที่ตามตัวอยู่ ทั้งนี้ ส่วนตัวก็กลัวไม่กล้าออกมาบอกเรื่องราว แต่เมื่อเห็นกรณีพ่อค้าส้มตำออกมาต่อสู้ จึงตัดสินใจออกมา ว่าไม่ได้มีแค่เขาที่ถูกกระทำเช่นนี้ ตนยอมรับผิดที่ตนค้ายา แต่ทำไมไม่ส่งตนไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปสู้ตามขั้นตอน ไม่ฝากขังตนไป ตนเป็นผู้ต้องหา ก็เป็นประชาชน เจ้าหน้าที่จะมีสิทธิ์กระทืบแบบนี้ได้หรือ ตนก็มีสิทธิ์ต่อสู้ตามกฎหมาย ตนขอเรียกเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้มา “โจรในเครื่องแบบ”

ส่วนเหตุผลที่ตนไม่ทำงานกับเจ้าหน้าที่ เพราะตนไม่อยากทำ ตนคิดว่าวันหนึ่งตนทำงานให้ไม่ได้ตนก็ต้องติดคุก ตนต้องพาตำรวจไปจับคนนู้นคนนี้ ถามว่าครอบครัวที่ถูกจับจะมองตนอย่างไร ยืนยันปัจจุบันตนไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวล่าสุดนางสมร แม่ของบอส  ผู้เสียหายข้างต้น เล่าว่าเหตุการณ์เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 61 เวลาประมาณ 20.00 น. ลูกชายจะออกไปบ้านญาติที่ซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 เพื่อไปกินหมูกะทะ โดยออกไปกับเพื่อนข้างห้อง ระหว่างทางถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ด.ต. จับกุม และถูกพาตัวไปที่ซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 1 ซึ่งบริเวณดังกล่าว เป็นจุดเปลี่ยวและไม่มีกล้องวงจรปิด จากนั้นตำรวจได้จับลูกชายกับเพื่อนแยกออกจากกัน และนำยาไอซ์ 2 ถุง ไม่ทราบน้ำหนัก โยนให้ลูกชายตน พร้อมระบุเป็นของกลาง จากนั้นจึงเรียกเงิน 150,000 บาท และลูกชายบอกตนว่า หากหาเงินจำนวนนี้มาให้ ก็จะไม่ต้องโทษ

จากนั้น ตำรวจจึงพาตัวลูกชายกลับมาที่ห้องพักเพื่อตรวจค้น แต่กลับค้นห้องของเพื่อนที่อยู่ข้างกัน แล้วแจ้งว่าพบยาเสพติดในห้อง ซึ่งขณะนั้นตนออกไปหาลูกชายที่ซอยจุดเกิดเหตุ แต่ไม่พบ จึงกลับมาที่ห้อง พบเจ้าหน้าที่อยู่ด้านล่างอาคาร ซึ่ง ด.ต. ได้เดินมาพูดกับตนว่า “ลูกแม่โดนแน่” และตนก็ถูกกันไม่ให้ขึ้นไปบนห้อง จากนั้น จึงพบลูกชายถูกใส่กุญแจมือยืนอยู่อีกมุมหนึ่ง หลังการค้นตำรวจอ้างว่าพบยาเสพติด แต่ไม่ระบุจำนวน ไม่ได้บอกของกลาง หลังเสร็จการตรวจค้น ลูกชายก็ถูกนำตัวขึ้นรถจักรยานยนต์เจ้าหน้าที่ ไปที่ สืบ บก.น.1 ตนจึงได้ติดตามไป

ต่อมา ราว 22.00 น. ตนก็พยายามหาเงิน 150,000 บาท โดยหยิบยืมจากคนรู้จักและขอเวลา 1 วัน แต่สุดท้ายหาไม่ครบ ได้เงินมาเพียง 40,000 บาท จึงนำไปให้เจ้าหน้าที่ในวันที่ 25 มิ.ย. 61 ที่ สืบ บก.น.1 โดยมีเจ้าหน้าที่ซึ่งตนไม่รู้จักมารับเงินที่เชิงบันไดทางขึ้นอาคาร  ซึ่งภายหลัง เจ้าหน้าที่ได้ทำเรื่องส่งตัวลูกชายไปที่ สน.สุทธิสาร โดยมีการเปลี่ยนของกลางจากยาไอซ์ เป็นยาเค เพื่อให้รับโทษน้อยลงกว่าของกลางที่ถูกยัดมาในช่วงแรก

 

ด้านพ.ต.อ.วิชัย แดงประดับ ผู้กำกับสอบสวน กองกำกับการอำนวยการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 หัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน ผู้ดูแลคดี ให้ข้อมูลว่า ช่วงคืนที่ผ่านมา (13 ก.ย. 61) เวลา 22.00 น. ตำรวจทั้ง 6 นาย ได้เดินทางเข้ามามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว หลังตนออกหนังสือเรียกตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 นาย เดิมกำหนดคือช่วง 10.00 น. ของวันนี้ แต่ผู้ถูกกล่าวหาเกรงว่าอาจเจอสื่อมวลชน จึงขอเข้ามาก่อน

 

 

เบื้องต้นทั้งหมดเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา พิมพ์ลายนิ้วมือตามกระบวนการ โดยมีการแจ้งข้อหากรรโชกทรัพย์ บุกรุกเคหะสถาน และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีการแจ้งข้อกล่าวหาแต่ละบุคคลแตกต่างกัน โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธ และยังไม่มีการให้การในรายละเอียด โดยระบุว่า ขอกลับไปเพื่อเตรียมพยานหลักฐาน และจะนำมายื่นเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนภายใน 10 วัน อย่างไรก็ตาม จะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

 

คลิป....

 

 

 

ขอบคุณ Decha Kittivittayanan // ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สินีนุช บรรเจิดธนากุล