อุทาหรณ์เกือบเอาชีวิตไม่รอด สูบบุหรี่จัด ดื่มแต่น้ำอัดลม พักผ่อนน้อย สุดท้ายทรุดหนักรักษาตัวเป็นปียังไม่หายขาด เตือนใจสิงห์อมควัน!

อุทาหรณ์เกือบเอาชีวิตไม่รอด สูบบุหรี่จัด ดื่มแต่น้ำอัดลม พักผ่อนน้อย สุดท้ายทรุดหนักรักษาตัวเป็นปียังไม่หายขาด เตือนใจสิงห์อมควัน!

Publish 2018-11-13 09:54:57

หนุ่มแชร์ประสบการณ์เป็นสิงห์อมควัน ดื่มแต่น้ำอัดลมและพักผ่อนน้อย สุดท้ายเกือบเอาชีวิตไม่รอดโชคยังดีที่สามารถรักษาอาการให้ดีขึ้นได้

 

 



โดยสมาชิกเว็บไซต์พันทิพหมายเลข 4918821 ได้เล่าประสบการณ์การเป็นสิงห์อมควันของเขา ที่เขาไม่ดูแลตัวเองซ้ำยังสูบบุหรี่จัดและดื่มแต่น้ำอัดลม ต่อมามีอาการป่วยตัวสั่น มือเท้าชา เริ่มไม่ได้ยินเสียง จึงรีบไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลทันที โดยเล่าว่า

ผมขอแชร์ประสบการณ์สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพตัวเอง แบบผมครับ เริ่มเรื่องเลยผมคิดว่าตัวเองค่อนข้างแข็งแรงตั้งแต่จำความได้มีป่วยบ้างแต่ไม่ต้องไปหาหมอ ไม่เคยนอนโรงบาล ร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีปัญหา

ผมเป็นคนไม่ค่อยมีระเบียบในการใช้ชีวิต เน้นตามใจตัวเองเป็นหลัก 24 ชั่วโมง น่าจะได้พักจริงๆราวๆ 3-4 ชั่วโมงต่อวัน หัวมันไบท์ คิดวนไปวนมาเรื่อยเปื่อย หลักๆน่าจะเป็นเรื่อง เงิน งาน ส่วนเรื่องครอบครัวผมอบอุ่นดีครับ ส่วนใหญ่คงเรื่องเงินเป็นหลักครับ 555 

 

 

งานที่ผมทำ เป็นงานที่เราชอบและสนุกกับมันอยู่แล้วไม่มีปัญหาเรื่องการทำงาน แต่มันคาบเกี่ยวเรื่องเวลาค่อนข้างมากทำให้เราละเลยเรื่องอาหารการกิน ข้าวกินไม่เคยตรงเวลา ข้าวเช้ากินเที่ยง ข้าวเที่ยงกินเย็น ข้าวเย็นกินก่อนนอน ยิ่งเรื่องออกกำลังกาย ไม่ต้องถามครับไม่มีในระบบเลย เลิกงานตี 2-3 ได้นอนก็ช่วงตี 4-5 ตื่นอีกทีราวๆ 8-9 โมงเช้า ตื่นมาจะไม่ค่อยสดชื่น 

 

ทุกเช้าผมนั่งตั้งหลัก ด้วยการเขี่ยโทรศัพไปมา ดูเฟส ไลน์ ยูทูป แล้วค่อยมาเช็คว่า วันนี้ต้องไปหาลูกค้าที่ไหนยังไงจัดตารางงานในหัวระหว่างนั่งเขี่ยโทรศัพท์ไปมา ปลุกตัวเองให้สดชื่นด้วยโค้กแก้วใหญ่ น้ำแข็งเยอะๆ กินโค้กเย็นๆ + บุหรี่ 6-7 มวน เหมือนกระตุ้นตัวเองตื่น( สดชื่นแสรส ) คือมันดีอ่ะ หลังจากได้แพลนงานว่าวันนี้จะไปไหนมั่งแล้วถึงจะขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว ลงมาต้องมีโค้กแก้วใหญ่+บุหรี่สัก 3-4 มวนก่อนรถถึงจะสตาร์ทติดได้ฤกษ์ออกไปทำงานกันสักที

ระหว่างเดินทางก็ยังเอาโค้กแก้วใหญ่ติดไปด้วย ระหว่างทางไม่ว่าจะแวะที่ไหนต้องยืนดูดบุหรี่ก่อนไม่งั้นมันไม่มีแรงเดินไม่ว่าจะใกล้ไกลหรือไปแค่ร้าน ทุกครั้งที่ลงรถได้ต้องดูดบุหรี่ตั้งหลักก่อน ทุกวันก่อนกินข้าวมื้อแรกผมดูดไปอย่างน้อย 15 - 20 มวนแล้ว

ยิ่งเวลาทำงานไม่ต้องพูดถึง ไม่มีโค้ก+บุหรี่งานไม่เดินหัวตื้อตอนนั้นเรียกได้เลยว่าติดมืออยู่ตลอดไม่เคยห่าง กว่าจะครบรอบวัน ผมดูดบุหรี่ประมาณ 60-70 มวนต่อวันไม่ว่าผมจะทำงานอยู่บ้าน ที่ร้าน หรือออกต่างจังหวัดปริมาณมันไม่ได้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เอะอะก็สูบตื่นมาสูบนั่งเล่นสูบ ก่อนกินข้าวสูบ หลังกินข้าวก็ต้องสูบ ระหว่างทำงานยิ่ง มวนต่อมวนเลย

ผมสูบบุหรี่ตลอดเวลา ยกเว้นตอน กินข้าว อาบน้ำ แล้วก็ตอนนอนแค่นั้นเอง นอกนั้น ติดยังกะถังออกซิเจนไม่เคยห่างมือ ไม่งั้นหงุดหงิด ไม่สดชื่น น่าจะมาจากนิสัยและความเคยชินที่ต้องมีบุหรี่ติดมือตลอดเวลา

แล้ววันดีเดย์ก็มาถึง ผมเลิกงานกลับห้องอาบน้ำปกติก่อนนอนผมจะนั่งเล่นโทรศัพท์มีโค้กแก้วใหญ่+บุหรี่สัก4-5มวนเป็นปกติ แต่วันนี้ดูดไปได้2-3มวนเริ่มสั่น คิดว่าอ้อปกติ วันไหนเราดูดเยอะหน่อยจะมีอาการนี้ แปบๆเดี๋ยวก็หาย ผมเลยเข้านอนดีกว่า พอเข้าห้องได้ปกติอาการสั่นไม่เคยเกิน 15 นาทีจะหายไปเอง วันนี้ครึ่งชั่วโมงก็ไม่หาย ชั่วโมงกว่าแล้วก็ยังไม่หายลุกขึ้นมานั่งค่อยๆหายใจลึกๆ ทำไมวันนี้มันแปลกๆวะ

สักพักเริ่มใจสั่น เหงื่อออกทั้งตัว ทั้งๆที่เปิดแอร์ 20 องศาตลอด ดูแล้วไม่ค่อยเข้าทีไปโรงพยาบาลสิครับรออะไร ระหว่างทางสั่นจนบอกไม่ถูกไม่เคยเจออาการแบบนี้ เหมือนคนตกใจ กลัวตัวเองตาย โรงพยาบาลห่างห้องไม่ถึง 3 กิโลฯ แต่เหมือนโคตรไกล พอถึง รพ. หมอถามอะไรฟังไม่รู้เรื่องแล้ว รู้แต่สั่นมากหายใจไม่ออก แน่นไปหมด เค้าให้ค่อยๆหายใจช้าๆแต่ผมทำแล้วไม่รู้สึกดีขึ้น แต่สบายใจขึ้น ถ้ากูน๊อคก็ยังอยู่ รพ. ไม่น่าเป็นไรมั้ง ( ให้กำลังใจตัวเอง 555 )

 


อยู่ รพ. ประมาณ 4 ชั่วโมง เช็คความดัน ตอนมาถึงความดันตัวบนขึ้นไป 180 ตัวล่าง 130 หมอบอกน่าจะตกใจมันเลยขึ้นสูง เพราะ 2 ชั่วโมงหลังกลับมาอยู่ที่ 140 110 เช็คคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ปกติดีไม่มีปัญหา หมอเลยให้กลับไปพักไม่ต้องนอน รพ.

กลับมาถึงห้องนอนหลับปกติตื่นมาก็เข้าวงจรเดิมแต่มันไม่เหมือนเดิมครับ ผมดูดบุหรี่ได้ไม่เกิน 2 ตัวอาการมือสั่น ใจสั่น หน้าชากลับมาอีกครั้ง หึ้ยไหนหมอว่าปกติ อาการตกใจกลับมาอีกครั้ง หน้าชา มือสั่น ใจสั่น เหงื่อ ออกมือ ออกเท้า เอาแล้วเว้ยงานมาอีกแล้ว ไป รพ. ดีกว่า แต่รอบนี้ขอย้าย รพ.หน่อยไป รพ. ใหม่พอถามอาการเบื้องต้นเสร็จ วัดความดัน ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เค้าก็จับอัดน้ำเกลือ + ยาก่อนเลย 2 ชั่วโมงกว่าหมอถึงมาถามอาการอีกที หมอที่นี้สวยครับฮ่าๆๆ

หมอบอกต้องมาเช็คร่างกายแบบละเอียดอีกที หมอเลยให้กลับมาพักก่อน กลับมาถึงห้องเหมือนเดิมครับต่อบุหรี่ดูดไปสองคำเชรดสั่นมาอีกแล้ว

เช้าวันต่อมาผมตีกลับบ้านที่ขอนแก่นเลยครับจะได้ไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดซะหน่อย ขับไปถึงปากช่องแวะจอดรถจะเข้าห้องน้ำ พอก้าวขาเหยียบพื้นตกใจอีกครั้ง ปั้มที่มีคนเยอะแยะมากมายแต่ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว มันเงียบไปหมดเห็นแต่ภาพคนเดินไปเดินมา แล้วก็รู้แค่ว่าตัวเองปวดฉี่ผมรีบเดินไปฉี่เหมือนตัวลอยๆ พอเดินกลับมาถึงรถเสียงถึงค่อยๆกลับมาอีกครั้ง ผมขับต่อไม่ไหวย้ายมานั่งแทนพอผมตื่นอีกทีก็ถึงขอนแก่นแล้ว

พอมาถึงขอนแก่นไม่ต้องรอครับเข้า รพ.แอดมิทเลยตรวจทุกอย่าง ที่เจอหลักๆเลยคือเลือดผมข้นมาก 56 % ปกติถ้าเกิน 55 % เค้าจะให้ถ่ายเลือด แต่ของผมหัวใจเต้นอ่อนแอ ไม่มีแรงบีบเลยไม่สามารถถ่ายเลือดใหม่ได้ อาการนี้สาเหตุหลักเกิดจาก การไม่ดื่มน้ำเปล่าครับ ผมกินแต่น้ำอัดลมมาตลอดหลายปีแถมดูดบุหรี่ค่อนข้างจัด ทำให้ออกซิเจนในเลือดน้อย แถมไขมันในเลือดสูง ไตรกรีเซอรไลน์สูง มาเป็นชุดเลยทีนี้ 

 

 

ผมไปศูนย์หัวใจเพื่อทำเอคโค่หัวใจ โชคยังดีทุกอย่างเป็นปกติแต่มันไม่มีแรงขับเคลื่อนตัวเองเนื่องจากเราใช้บุหรี่กับน้ำอัดลมมากระตุ้นตัวเองอยู่ตลอดเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องดูดบุหรี่กับกินโค้กอยุ่ตลอดพอต้องหยุดทุกอย่างเลยไม่มีแรงกระตุ้น

หลังจากรู้ถึงสาเหตุหลักของต้นเหตุแล้วแน่นอนการรักษาก็เข้ามา โดนงดทุกอย่าง ทอด หวาน มัน เค็ม อาหารทะเล ที่สำคัญเลย น้ำอัดลม แล้วก็บุหรี่ด้วย งานเข้ากูล่ะเพราะปกติแค่ขยับก็ต้องดูดแล้ว น้ำอัดลมก็กินแทนน้ำเปล่าเลย คอหมูย่าง เนื้อย่าง บุฟเฟ่ต์ มันทางของผมชัดๆ ปกติอาทิตย์นึงกิน 3-4 วัน

พองดวันแรกก็เอ๋อเลยครับนอกจากนอนแล้วไม่มีแรงทำอะไรเลยหมอให้คุมอาหาร ออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง เพื่อให้หัวใจ กับมาเต้นแรงและสูบฉีดเลือดได้ดีอีกครั้งผมต้องเปลี่ยนตัวเองครั้งใหญ่เลย ทุกอย่างต้องหยุดแต่พอหยุดแค่แรงจะเดินก็ไม่มี นอนเป็นผักเลยครับ ยืนเฉยๆก็เวียนหัว นั่งๆนอนๆ ทั้งวันไม่มีแรงทำอะไรหมอให้พยามยามออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง แต่ตัวผมเริ่มออกกำลังกายโดยการเดินช้าๆแค่ 5 นาที ช่วง 4 โมงเย็น รู้สึกมันเหนื่อยยันสี่ทุ่ม ขาสั่นมือสั่นใจสั่นไปหมด หมอบอกให้ค่อยๆออกเดี๋ยวก็ดีขึ้น ผมก็ค่อยๆเป็นค่อยๆไป จากคนทำงานได้ทั้งวัน ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นนอนทั้งวันแทน

ในช่วง 2 เดือนแรก 07.30 กินข้าวกินยา แล้วก็นอนตื่นอีกที 11 โมง 11.30 กินข้าวกินยา นอนต่อ ตื่นอีกทีประมาณ สี่โมงเย็น พยายามออกกำลังเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้ได้ขยับตัวบ้าง เผื่อให้ร่างกายปรับระบบใหม่พอ 17.30 กินข้าว กินยาอีกรอบ 
คราวนี้หลับยาวยันเช้า วนเวียนกันอยู่อย่างงี้ ถ้าคนเคยทำงานทั้งวันจะมองภาพออกว่าการอยู่เฉยๆทำอะไรไม่ได้น่าเบื่อมาก

เข้าสู่เดือนที่ 3 ร่างกายผมเริ่มปรับตัวได้ในระดับนึงเริ่มออกกำลังเบาๆ เดินช้าบ้าง เร็วบางได้ ราวๆ10 นาทีถือเป็นแนวโน้มที่ดีเลยหล่ะผมยังอยากดูดบุหรี่กินโค้กกินกับข้าวอร่อยๆอยู่ตลอด แต่ยังทำอะไรไม่ได้ เก็บแรงไว้เดินดีกว่า ไอ้ที่อยากนี่ถึงขั้นเก็บไปฝัน ฝันว่าได้บุหรี่ซอง กับ โค้กถังใหญ่ ตื่นเช้ายังสดชื่นเลยนี่ขนาดในฝัน อะไรมันจะขนาดนั้น

ช่วงปรับตัวนี่เป็นช่วงที่ค่อนข้างลำบากมากสำหรับผมเลยผมยังคงทำกิจวัตรเดิมๆซ้ำ แบบเดิมอยุ่ทุกวันๆ เข้าสู่เดือนที่ 4 ผมเริ่มปรับยา ฝังเข็ม โอ้มันจี๊ดมากกลับมาพักวันนึง อีกวันเดินได้ปกติ เริ่มออกกำลังกายได้นานครึ่งเกือบชั่วโมง ไม่ต้องนอน อย่างเดียวแล้วร่างกายค่อนข้างตอบสนองดีกับการฝังเข็มและปรับยาแต่ยังกินได้แค่ ข้าวต้มหมู ต้มยำ กับน้ำเปล่าอยู่เหมือนเดิมนอกนั้นหมดให้งดไว้ก่อน ของอร่อยๆอดหมดจร้า

 

 

เข้าเดือนที่ 5-6 ด้านร่างกายค่อนข้างดีขึ้นมากครับออกกำลัง 30 นาทีได้สบายๆเลยแต่โหมไม่ได้เพราะมันต้องค่อยๆปรับตัวไปทีละนิดๆ แต่ได้อาการใหม่มาแทนคือกลัวฟ้ามืด พอพระอาทิตจะตกแสงแดดเริ่มหายจิตใจจะเศร้าหมอง เหมือนไม่ยากให้มันมืด พอฟ้ามืด ก็จะกลัวต้องอยู่ในบ้านถึงจะรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยซึ่งแต่ก่อนฟ้ามืดเมื่อไหร่หล่ะตาแป๋วเลยละ เพราะผมทำงานกลางคืนเป็นหลักด้วย พอมาเจออาการนี้ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เข้าจิตเวช หมอมองเป็นอาการวิตกกังวล ซึ่งเป็นได้จากหลายสาเหตุ อาจจะเกิกจากการที่นอนอยู่กับบ้านไม่ได้ออกไปไหน ผมกลัวการออกไปนอกบ้าน กลัวกลางคืนเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัย อาจจะเพราะอยู่บ้านอย่างน้อยยังมีพ่อแม่อยู่ เป็นไรขึ้นมาไม่ต้องกลัวเลยสบายใจมากกว่าอยู่นอกบ้าน เลยเป็นวิตกกังวลเพิ่มมาอีก

เดือนที่ 7 ตอนนี้ผมเข้าเช็คมาแล้ว 5 รพ. อาการเริ่มดีขึ้นตามลำดับใช้ชีวิตได้ค่อนข้างปกติมากขึ้น ค่อยๆปรับตัวกันไปจากลัวนู่นกลัวนี่เริ่มลดลง ผมเริ่มกลับมาขับรถด้วยตัวเองอีกครั้งที่ตลกคือผมขับรถในช่วงความเร็วเกิน 80-120 ผมจะสั่น ต้องลดความเร็วลงมาขับให้ไม่เกิน 80 ถึงจะรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัย ฮ่าๆๆ

 

 

เข้าสู่เดือนที่ 8 เดือนนี้ค่อนข้างหนักสำหรับผมเพราะกลับไปอยู่ที่บ้านมานาน พอกลับมาอยุ่กรุงเทพต้องปรับตัวใหม่ทั้งหมด อาหาร การกิน เวลาของการทำงานต้องปรับตัวใหม่ หลังจากพักร่างกาย มานานพอสมควร เข้างานวันแรกก็โดนเลย เจอควันรถ เวียนหัวเป็นชั่วโมง อากาศไม่ถ่ายเท กลับห้อง ห้องก็แคบ เดินสามเก้าก็สุดห้องแล้ว ทุกอย่างดูอึดอัดไปหมด แต่ก็ต้องค่อยๆปรับสภาพไปตามสถานการณ์ กว่าจะเริ่มกลับมาทำงานได้แบบปกติก็ปาเข้าไปช่วงเดือนที่ 11 แล้วถึงเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างเริ่มลงตัวและค่อยๆดีขึ้นเหมือนก่อน

 

 

 

ตอนนี้ครบ 1 ปีแล้วที่ผมป่วย โดยรวมอาการผมค่อนข้างดีขึ้นมากเริ่มปรับตัวได้ในระดับนึงส่วนอาการเลือดข้นค่าจาก 56% ลงมา52% แล้วแต่ก็ถือว่าดีแล้วที่เรายังอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้โชคดีมากแล้วที่เรายังมีโอกาสได้ใช้ชีวิต

ตั้งแต่ผมป่วยผมให้ความสำคัญกับการหาเงินน้อยลงรู้จักการดูแลตัวเองมากขึ้น คนที่อยู่ข้างเราในวันนั้น บอกเลยว่าสุดใจจริงๆ ถ้าวันนั้นผมเป็นอะไรไปโอกาสที่มีเข้ามาก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะเราไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ผมยังมีอะไรอีกมากมายที่ฝันไว้ ทำไมผมต้องเอาสุขภาพไปจมกับการหาเงิน เพื่อมารักษาตัวเอง ผมเริ่มถอยออกมาดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น ให้เวลากับตัวเองมากขึ้น  ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไง ถ้าวันนี้ยังมีแรงอยู่อยากทำอะไรรีบทำเถอะครับ เราเกิดมาต้องตายทุกคนตอนที่ยังอยู่ใช้ชีวิตให้สนุกครับ เอาที่คนอื่นไม่เดือดร้อนกับการกระทำของเรานะครับ

สุดท้ายนี้อยากฝากให้พี่ๆทุกคนหันมาดูแลสุขภาพไม่ต้องรีบร้อนในวันสองวัน ค่อยๆ ลด ละ เลิก ดื่มน้ำเยอะๆอันนี้ช่วยได้เยอะมาก ออกกำลังให้เหงื่อออกอาทิตย์ละ 2-3 วันก็ยังดี

 

 

ไหว้พระสวดมนต์ช่วยได้เยอะมาก เป็นกำลังใจให้ครับ ผมก็ยังต้องสู้ต่อครับ

 

ขอบคุณสมาชิกพันทิพหมายเลข 4918821

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน