หนุ่มปี1เหยื่อรับน้องโหดจะย้ายที่เรียนเพราะถูกเพื่อนและรุ่นพี่กดดันอย่างหนัก!

หนุ่มปี1เหยื่อรับน้องโหดจะย้ายที่เรียนเพราะถูกเพื่อนและรุ่นพี่กดดันอย่างหนัก!

Publish 2018-12-03 11:20:09

จากกรณีพี่สาวโพสต์ร้องเรียนเรื่องน้องชายถูกรุ่นพี่พาไปรับน้องสุดโหดทำให้โรคประจำตัวกำเริบจนเกิดเป็นประเด็นดราม่าที่สังคมจับตามอง ล่าสุดมีการสัมภาษณ์เจ้าตัวและได้เปิดใจความรู้สึกว่าการรับน้องที่ตนเจอมานั้นเรียกได้ว่าป่าเถื่อน ตอนนี้ตนถูกเพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นพี่กดดันอย่างหนักเพราะพี่สาวได้นำเรื่องนี้มาเผยแพร่ กำลังตัดสินใจเรื่องย้ายที่เรียน

 



โดยเรื่องนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2561 ที่ผ่านมาพี่สาวซึ่งใช้ชื่อเฟซบุ๊ก Chaya Janz Watth แฉเรื่องราวน้องชายถูกรุ่นพี่รับน้องสุดโหด ระบุข้อความว่า "ดูความดันโลหิตน้องด้วยเนอะ น้องบอกรุ่นพี่ว่ามีโรคประจำตัวเป็นความดันสูงแต่รุ่นพี่ไม่ฟังขอถามหน่อยนะ #ว่าถ้าหากน้องน็อคหมดสติแล้วไม่หายใจ"พวกคุณจะรับผิดชอบไหวมั้ย"

 

 

ภายใต้การสั่งให้แก้ผ้ากลิ้งบนพื้นตอซังข้าว พื้นหนาม พอเป็นแผลตามตัวแล้วเอาเกลือป่นทำกับข้าวละลายน้ำ เทราดตัวน้อง ท่ามกลางอากาศหนาว กลางทุ่งนา ที่โล่ง มืดสนิท ไม่มีไฟสักดวง ทั้งเจ็บ ทั้งเหนื่อย ทั้งหนาว ทั้งหิว ในขณะที่พวกคุณดื่มสุราและออกคำสั่งกับน้องอย่างสนุกสนาน#พวกคุณทำเพื่ออะไร

ติดต่อน้องไม่ได้ตั้งแต่ 1ทุ่ม จนถึงตี1 คุณพาน้องไปทรมานร่างกายหลายชั่วโมง ข้าวไม่ได้กิน เสื้อผ้าไม่ได้ใส่ #ขอถามหน่อยว่าตรงไหนคือประโยชน์และความสร้างสรรค์ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก นี่เป็นครั้งที่สาม ทางสถาบันสั่งห้ามไม่ให้มีการรับน้องนอกสถาบัน และสั่งหมดเวลารับน้องไปแล้ว นี่เทอมที่สองแล้ว แต่พวกคุณทำตัวแน่ เก่ง เจ๋ง ถึงได้ท้าทายกฎระเบียบของสถาบัน ใช้รถกะบะส่วนตัวมารับพวกรุ่นน้องออกไป

#คำถามสุดท้าย หากเป็นลูกหลานของคุณ คนธรรมดาอย่างเรานี่แหล่ะ คุณจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ ตอนนี้น้องเราปวดไปทั้งตัว บาดแผลเต็มตัว มีไข้ และความดันสูง (เป็นโรคประจำตัว) "ฉันควรทำอย่างไรกับพวกคุณดีล่ะ" น้องชายเรามาเรียนสาขาช่าง ไม่ได้มาฝึกตำรวจหรือทหาร นะคะ ลูกหลานใคร เขาก็รัก ไม่ต้องหล่อ ไม่ต้องเรียนเก่ง แต่เขาก็คือแก้วตาดวงใจค่ะ วันนี้เจ็บปวดหัวใจมาก .. ครอบครัวเลี้ยงดูน้องมาไม่เคยทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ ไม่เคยตี แล้วดูสิ่งที่พวกคุณทำ #คุณทำให้แม่เราร้องไห้ 


 


ต่อมาวันที่ 1 ธ.ค. 2561 คุณChaya Janz Watthได้โพสต์ข้อความอีกครั้งโดยมีการแคปข้อความแชทที่รุ่นพี่ทักมาหาน้องชายในลักษณะตำหนิและบอกว่าเป็นทางที่น้องชายของเธอเลือกเองถ้ารับไม่ได้ก็กลับไปเสีย

 

 

#โพสนี้จะขออนุญาตชี้แจงถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นนะคะ กับเรื่องที่ว่า "น้องชายไปรับน้องแล้วเกิดปัญหาขึ้นมา" อย่างที่รู้กัน

ขอบอกตรงนี้เลยนะคะว่า .."น้องชายไม่เคยกลับมาฟ้องที่บ้านเลยว่าโดนรับน้องมาอย่างไรบ้าง" แต่เราก็ไม่ได้โง่ถึงขนาดที่จะไม่รู้ว่ารอยแผลตามร่างกายน้องนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร #เพราะเราใกล้ชิดกับน้องชายมาก อยู่บ้านเดียวกัน เราเป็นคนที่คอยดูแลน้องแทนพ่อกับแม่เพราะน้องมาเรียนตจว. แล้วน้องก็อาศัยอยู่กับเราแค่สองคนเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเรื่องของน้อง เราเป็นคนมีอำนาจตัดสินใจในตัวน้องค่ะ

ทุกครั้งที่เราเห็นน้องกลับมาแล้วเสื้อผ้าเลอะเทอะไปทั้งตัว เนื้อตัวน้องมีแต่แผล มันไม่แปลกค่ะที่เราจะต้องถามน้องว่าเกิดอะไรขึ้น ..#น้องชายเราไม่เคยฟ้อง ไม่เคยพูดกับเราว่าทนไม่ไหว เอาแต่ขอให้เราอย่าเอาเรื่องรุ่นพี่ ร้องขอให้เราไม่ไปแจ้งเรื่องกับทางมหาลัยฯ น้องพูดแค่ว่าจะทนเท่าที่ทนได้ จะยอมเท่าที่ยอมไหว ขอให้เรารอตามที่รู้มาว่า "การรับน้องจะจบลงหลังจากที่ขึ้นเทอมสอง" เราก็เลยโอเค

#แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นตัวเราเองที่ทนไม่ได้เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นในเทอมใหม่แล้ว แต่พวกคุณก็ยังไม่หยุดรับน้อง ทั้งที่มหาลัยฯออกกฎว่า .. "ห้ามจัดกิจกรรมรับน้องนอกเวลาและห้ามพาน้องออกไปนอกสถานที่" แต่พวกคุณก็ยังทำ

เราติดต่อน้องชายไม่ได้ เราจึงเปิดหา gps จากสัญญาณมือถือน้องว่าน้องไปอยู่ที่ไหน เมื่อเรารู้แล้ว .. สุดท้ายเราก็เลยตัดสินใจไปดักรอพวกคุณที่สาขาค่ะ ทุกอย่างนั้น เราคิดหาหนทางเอง #เราไปดักเจอพวกคุณทันด้วยตัวของเราเอง ไม่ใช่เพราะน้องชายมาฟ้องนะคะ "ขอให้พวกคุณเข้าใจด้วยนะคะ" แล้วการที่พวกคุณจะอ้างว่าน้องยินยอมไปตามที่พวกคุณนัดเจอเอง หรืออ้างว่าน้องยอมไปร่วมกิจกรรมกับพวกคุณเอง มันก็จริงนะ ที่น้องยอมไป .. #แต่น้องยอมไปเพราะพวกคุณข่มขู่น้องด้วยกฎที่พวกคุณตั้งกันขึ้นมาเองไม่ใช่หรือ

- เพราะถ้าน้องคนไหนไม่ไป #เพื่อนคนอื่นจะโดนทำโทษหนักขึ้น
- เพราะถ้าน้องคนไหนไม่ไป #จะโดนแบน จะไม่ได้รุ่น
- และถ้าน้องคนใดฟ้องอาจารย์และมหาลัยฯ #จะทำให้สาขาโดนปิด เพราะพวกคุณพากันทำผิดกฎมหาลัยฯลฯ

#การที่น้องจะยอมไปร่วมกิจกรรมกับพวกคุณ มันเป็นเพราะน้องกลัวว่าจะไม่มีเพื่อน น้องกลัวว่าจะไม่ได้รุ่น และที่สำคัญ น้องกลัวว่าพวกคุณจะเดือดร้อน น้องจึงไม่เคยมาฟ้องผู้ปกครองเลย

#ทั้งที่น้องปกป้องพวกคุณ แต่พวกคุณก็ยังกลับคิดไม่ได้ ยังพยายามปลุกปั่น ยังพยายามเข้าหาและกดดันน้องโดยการส่งข้อความส่วนตัวมาหาน้องด้วยอารมณ์ต่างๆ เราจะบอกพวกคุณเอาไว้เลยนะว่า "มันไม่มีประโยชน์ค่ะ" เพราะตอนนี้ ผู้ที่ตัดสินใจและคอยดูแลปัญหานี้ มันไม่ใช่น้องชายของเราค่ะ แต่เป็นเราและผู้ปกครองต่างหากที่มีอำนาจจัดการและตัดสินใจในเรื่องนี้ พวกคุณไม่ต้องมาเปลี่ยนใจน้องหรอกค่ะ #พวกคุณควรเอาเวลาไปคิดดีกว่าว่าพวกคุณจะยอมรับและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร

ระดับปัญญาชน ควรใช้สติและปัญญาในการแก้ปัญหานะคะ#พวกคุณควรจัดกิจกรรมการรับน้องอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่จัดกิจกรรมรับน้องด้วยการใช้กำลังและความสะใจแล้วมาอ้างว่า .. คือการฝึกความอดทน ฝึกความสามัคคี หรือคือธรรมเนียมและศักดิ์ศรีที่ถ่ายทอดต่อกันมา ตามความเชื่อของพวกคุณ

การที่เราแจ้งความเอาไว้และยื่นคำร้องถึงมหาลัยฯ เราต่างทำตามระบบของมหาลัยฯที่ผู้ใหญ่แนะนำค่ะ #พวกคุณไม่ต้องมาขอให้เราหยุดนะคะเพราะฝ่ายที่ควรจะหยุดคือพวกคุณมากกว่า

ถ้าเราเป็นพวกคุณ เราคงจะคิดเอาเวลาไปคำนึงถึงการยอมรับปัญหา การแก้ไข และการขอโทษหลายๆฝ่ายที่คุณสร้างผลกระทบให้พวกเขาดีกว่าค่ะ หรือไม่ก็คงจะใช้สติ อยู่นิ่งเพื่อรอให้อารมณ์ต่างๆมันเบาบางลงให้มากที่สุด เพราะถ้าพวกคุณยังพยายามแทรกแทรงเรา มันจะทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงนะคะ#สังคมโซเชียลพร้อมที่จะได้ทำหน้าที่ของเขาเสมอค่ะ

#พวกคุณโทษว่าน้องชายเราทนไม่ไหวเองกับทางที่เลือกตั้งแต่แรก เราขอให้พวกคุณกลับไปคิดนะคะว่า "น้องเราเลือกเข้าไปเรียนและร่วมกิจกรรมกับพวกคุณ ก็เพราะว่าชื่นชมในชื่อเสียงของมหาลัยฯ น้องไม่ได้เลือกเพื่อที่จะเข้าไปให้ถูกทรมานร่างกายค่ะ"

 

 

การที่คุณพูดว่า "การที่น้องเปลี่ยนใจไม่เดินไปในทางของพวกคุณต่อนั้น กลายเป็นว่าน้องทำให้พวกคุณเดือดร้อน" เราอยากขอให้พวกคุณลองคิดใหม่อย่างมีเหตุผลนะคะ #ว่าเรื่องทั้งหมดมันเกิดจากใครกันแน่ที่เป็นต้นเหตุ หากพวกคุณไม่แหกกฎมหาลัยฯตั้งแต่แรก สาขาฯของพวกคุณก็คงไม่ต้องมาสุ่มเสี่ยงกับการโดนปิดหรอกค่ะ"สาเหตุหลักมันมาจากพวกคุณต่างหาก"เพราะพวกคุณเองที่เป็นฝ่ายเริ่มต้นทำให้ตัวพวกคุณและสาขาฯต้องเดือดร้อน ไม่ใช่เพราะน้องชายของเราเลย

มันแปลกนะคะ ที่ ณ ขณะนี้#พวกคุณยังไม่เข้าใจเลยว่าพวกคุณเป็นฝ่ายที่เริ่มต้นทำอะไรผิดหรือพลาดไปตั้งแต่ต้น และยังคงเอาแต่โทษน้องเราและผู้ปกครอง

"เราไม่ได้ขอให้ใครมาเข้าข้างน้องชายเราและครอบครัวนะคะ" เราเพียงต้องการแบ่งปันเรื่องราวทีเกิดขึ้นและต้องการความเป็นธรรมเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีสองด้าน อาจมีฝ่ายที่เห็นด้วย และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย แต่เราขอยืนยันนะคะว่า ..#เราไม่เคยคิดที่จะทำร้ายใคร เราไม่จำเป็นต้องแก้แค้นหรือเอาคืนกับใครค่ะ

สุดท้ายนะคะ ..คำว่า "ศักดิ์ศรี" ที่พวกคุณเข้าใจมันไม่ได้มีค่าไปมากกว่าความถูกต้องและคุณความดีหรอกนะคะ ถ้าหากว่าพวกคุณลองวางความรู้สึกโกรธลงบ้างสักนิด แล้วพิจารณาเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างมีสติและเหตุผล #พวกคุณคงจะได้รับคำตอบที่ดีที่สุดของปัญหานี้เองค่ะ

ปล. พวกคุณไม่ต้องห่วงนะคะว่าน้องจะไม่เหลือใคร หรือน้องจะไม่มีใครคอยพยุงให้น้องลุกเดินและสู้ต่อ#เพราะตราบใดที่ครอบครัวน้องยังอยู่"เราจะคอยดูแลน้องให้ดีที่สุดค่ะ"แล้วเราอยากจะฝากบอกพวกคุณเหมือนกันนะคะว่าสิ่งที่พวกคุณทำ มันไม่ใช่เรื่องปกติที่คนทั่วไปเขาเข้าใจและยอมรับค่ะและคนเราทุกคน "ล้วนเคยผิดพลาด" เพียงแค่คุณกล้ารับความผิดพลาดและแก้ไขมัน #โอกาสของพวกคุณก็รอพวกคุณอยู่ข้างหน้าเช่นกัน มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่พวกคุณจะเลือกเช่นกันค่ะ

โดยล่าสุดมีการสัมภาษณ์พี่สาวและหนุ่มปี1เหยื่อรับน้องในครั้งนี้ ซึ่งเจ้าตัวเปิดใจว่าตั้งแต่เข้าเรียนมาถูกรุ่นพี่พาไปรับน้องครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ล่าสุดรุ่นพี่พาไปรับน้องที่กลางทุ่ง ให้ถอดเสื้อผ้าเหลือแค่กางเกงแล้วให้กลิ้งไปตามพื้นจนมีแผลตามตัว จากนั้นรุ่นพี่ใช้น้ำผสมเกลือราดตามตัวทำให้เจ็บปวดมาก และตอนนั้นอากาศก็หนาวเย็นด้วย

และหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ตนเองรู้สึกแย่มาก สภาพจิตใจตอนนี้ยอมรับว่าย่ำแย่และมองว่าการรับน้องเช่นนี้ควรถูกยกเลิกไป เป็นความป่าเถื่อนเกินรับได้และไม่เห็นมีประโยชน์อะไร อีกทั้งตอนนี้ตนถูกทั้งเพื่อนๆในรุ่นและพวกรุ่นพี่กดกันเพราะไม่พอใจที่พี่สาวนำเรื่องนี้มาเผยแพร่ ตอนนี้ก็กำลังพิจารณาเรื่องย้ายที่เรียนอยู่เช่นกัน

 

ขอบคุณ Chaya Janz Watth

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สินีนุช บรรเจิดธนากุล