ก.ค.โศกา เปิด 5 ภัยพิบัติรอบโลก เพียงเดือนเดียวทิ้งร่องรอยความบอบช้ำและคราบน้ำตาไม่รู้ลืม

ก.ค.โศกา เปิด 5 ภัยพิบัติรอบโลก เพียงเดือนเดียวทิ้งร่องรอยความบอบช้ำและคราบน้ำตาไม่รู้ลืม

Publish 2018-08-22 11:50:11


    ในห้วงเดือน ก.ค.ที่ ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความสูญเสีย จากภัยพิบัติอันรุนแรงในหลายพื้นที่ ที่ได้คร่าชีวิตผูู้คน รวมถึงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน และดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ครั้งแรกหรือครั้งสุดท้ายเพราะเมื่อสังเกตุดูแล้ว ดูเหมือนว่าภัยพิบัติจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงโดยง่าย และอาจทีวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในอนาคต หรือแท้จริงแล้วเหตุการณ์เหล่านี้จะเป็นสัญญาณเตือนมาว่า โลกของเรานั้นกำลังป่วย

 

    ในวันนี้สำนักข่าวทีนิวส์จะพาทุกท่าน ย้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือน ก.ค. 2561 เพียงเดือนเดียวเกิดภัยพิบัติขึ้นถึง 5 เหตุการณ์ด้วยกัน โดยเริ่มจากประเทศที่เปรียบเสมือนบ้านพี่เมืองน้องกับประเทศไทยกับเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลใจกับประเทศเราอยู่ไม่น้อย เมื่อเขื่อนเซเปียน - เซน้ำน้อย ซึ่งเป็นเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำใน สปป.ลาว ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างได้พังทลายลงมา เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2561 โดยมีรายงานผู้เสียชีวิต 27 ราย และสูญหาย 131 คน ทางด้านรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของ สปป.ลาว ได้แถลงถึงสาเหตุที่เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ขึ้นว่า น่าจะมาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักสะสม และมีการสร้างเขื่อนดินย่อยกั้นช่องเขาที่ต่ำกว่ามาตราฐาน

 

 

 

    เหตุการณ์ที่สอง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2561 เมื่อสื่อต่างประเทศรายงานว่าเกิดเหตุสะเก็ดลาวาจากภูเขาไฟคีลาเวอา ในรัฐฮาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่กำลังปะทุ ตกในหลังคาของเรือนักท่องเที่ยว นับว่าโชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิตนอกจากผู้โดยสารรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บขาหัก ส่วนนักท่องเที่ยวอีก 23 รายได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้เล็กน้อย

 



    เหตุการณ์ที่สาม มหัตภัยจากไฟป่านั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งในอัคคีภัยที่ควบคุมได้ยากด้วยความรวดเร็วของไฟที่ลามจากต้นไม้ใบหญ้า ไม่ต่างจากเชื้อไฟชั้นดี ในวันที่ 25 ก.ค. เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ ที่เรียกได้ว่ามีความรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษนับตั้งแต่เหตุการณ์ไฟป่าบนเกาะอีเวียเมื่อปี 2550 โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใกล้ๆ กับกรุงเอเธนส์ประเทศกรีซ โดยไฟป่าได้เกิดลุกลามไปยังพื้นที่อยู่อาศัยบริเวณบ้านพักตากอากาศของนักท่องเที่ยว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 80 คน และได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้นับร้อยคน แต่ทาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันภัยพลเรือนประเทศกรีซ นายนิกอส ทอสกาส ได้ออกมาระบุว่า มีหลักฐานยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติ แต่หลักฐานบ่งชี้ว่าเกิดขึ้นโดยฝีมือมนุษย์

 

 



    เหตุการณ์ที่สี่ วันที่ 23 ก.ค. 2561 ประเทศญี่ปุ่นต้องประสบกับอุณหภูมิที่สูงมากกว่าปกติ คือสูงกว่า 41.1 องศาเซลเซียส จากคลื่นความร้อน เรียกได้ว่าสูงเป็นประวัติการณ์ และทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยมีมา เพราะโดยปกติแล้วอุณหภูมิสูงสุดในช่วงฤดูร้อนของประเทศญี่ปุ่นจะอยู่ที่ประมาณ 30-35 องศาเซลเซียสเท่านั้น ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะฮีทสโตรก ส่งผลให้รถพยาบาลในกรุงโตเกียวถูกเรียกออกไปรับผู้ป่วยกว่า 3,000 ครั้ง จากเหตุการณ์นี้มีรายงานผู้เสียชีวิตกว่า 15 ราย และป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลมากกว่า 10,000 คน

 

 

        เหตุการณ์สุดท้าย เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านของเรา ในวันที่ 25 ก.ค. เมื่อสื่อรายงานว่าเกิดเหตุดินถล่มที่เหมืองยก ประเทศพม่า สาเหตุมาจากปริมาณฝนที่ตกหนักและมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยชาวราวัง ซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของพม่า พร้อมกับลูงจ้างของบริษัทเหมืองแร่นอกระบบ

 

 

 

    จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ น่าจะเรียกได้ว่าถึงเวลาเวลาอันสมควร ที่นานาประเทศควรจะตื่นตัวและเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ภัยพิบัติอย่างเร่งด่วนเพราะจากบทเรียนผ่านมาในอดีตครั้งแล้วครั้งเล่า ธรรมชาติสอนให้เรารู้ว่าไม่มีใครที่จะยิ่งใหญ่เหนือธรรมชาติ และธรรมชาติไม่เคยปราณีใคร อันเป็นสัจธรรมของโลกใบนี้ แน่นอนว่าไม่มีครั้งสุดท้ายสำหรับภัยธรรมชาติ มีแต่จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น หากมนุษย์ยังเป็นผู้รุกรานและทำลายธรรมชาติ


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย

ติดตามข่าวอื่นๆ