เอาแล้ว...ชักศึกเข้าบ้าน! สถานทูตจีนเตือน นักการเมืองไทย ติดต่อแกนนำม็อบ HK กระทบความสัมพันธ์ไทยจีน

เอาแล้ว...ชักศึกเข้าบ้าน! สถานทูตจีนเตือน นักการเมืองไทย ติดต่อแกนนำม็อบ HK กระทบความสัมพันธ์ไทยจีน

Publish 2019-10-10 18:56:56


@ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม จากภาพคู่ระหว่าง  โจชัว หว่อง แกนนำนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลจีนในฮ่องกง  ผ่านบทบาทเลขาธิการพรรคเดโมซิสโต  กับ ธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ   หัวหน้าพรรค และ ส.ส. อนาคตใหม่   ระหว่างการเข้าร่วมงาน Open Future Forum เนื่องจากทั้งสองมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองทางการเมือง  และนำไปสู่การโพสต์ข้อความที่สามารถสะท้อนได้ ว่า หัวข้อการสนทนานั้นลงลึกไปถึงประเด็นใดบ้าง  ด้วยความน่าสนใจว่าท่าทีของนักการเมืองไทย ที่กำลังพาประเทศเข้าไปยุ่งเกี่ยวความขัดแย้งดังกล่าว จะส่งผลใดหรือไม่ กับ บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนในระยะยาว  

 

 



ทั้งนี้สรุปใจความสำคัญที่แฝงมากับการถ่ายภาพคู่ระหว่าง  โจชัว หว่อง กับ ธนาธร มีการพูดถึงแนวทางการทำงานการเมืองของพรรคอนาคตใหม่  ที่เชื่อได้ว่า  ธนาธร  เป็นฝ่ายเล่าให้กับโจชัว หว่อง  ฟังด้วยตัวเอง  ก่อนที่นักเคลื่อนไหวอย่าง โจชัว หว่อง จะสรุปเอาเองว่า พรรคอนาคตใหม่  มีผลงานการทำงานที่น่าสนใจ   ทั้งเรื่อง  การผลักดันความเท่าเทียมกันทางเพศ และการกระจายรายได้  รวมไปถึงธงหลักว่าด้วยการต่อต้านทหาร  แล้วผลักดันให้เกิดรัฐบาลพลเรือนอย่างแท้จริง

 

โจชัว หว่อง กับ ธนาธร

 


น่าสนใจก็คือ โจชัว หว่อง   ถึงขั้นยกย่องว่าพรรคอนาคตใหม่  ถือเป็นการกำเนิดของขั้วอำนาจที่  3  ในเวทีการเมืองไทย   เพราะมีตัวแทนเข้าร่วมเป็น ส.ส.ถึง 80 คน   และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ ธนาธร  คงไม่ได้อธิบายเหตุผลจริง  ของกฎกติกาการเลือกตั้ง ที่่ทำให้พรรคอนาคตใหม่  ได้ส.ส.เป็นอันดับ 3    ว่ามาจากการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ  และกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องซึ่่งให้ความสำคัญกับทุกคะแนนเสียงประชาชน    


แต่การเล่าเรื่องการเมืองของไทย   ส่วนใหญ่น่าจะเป็นไปในทางลบ   โจชัว  หว่อง   จึงโฟกัสไปในจุดว่า   หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  เสมือนถูกรังแก ด้วยข้อหากระทำความผิดจากจากข้อร้องเรียนของรัฐบาลทหาร   ซึ่งหากมีความผิดอาจทำให้ถูกจำคุกนานถึง 9 ปี  ก่อนจะทิ้งท้ายว่าวันนี้  พลังอำนาจของกลุ่มอนุรักษ์นิยม กับเผด็จการ กำลังขยายตัวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก   ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญในการทำให้ทั้งสองคน เลือกที่จะแลกเปลี่ยนความคิดในการผลักดันกระบวนการประชาธิปไตยต่อไป


@ย้ำอีกครั้งว่าข้างต้นเป็นสิ่งที่ โจชัว หว่อง  เลือกสื่อสารให้เห็นว่าการสนทนากับ ธนาธร  มีการแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นใดบ้าง   ซึ่งไม่บอกก็รู้ว่า ธนาธร พูดอะไรกับ  โจชัว หว่อง   Massage ที่ออกมาจากนักเคลื่อนไหวทางการเมืองจากเกาะฮ่องกง  จึงมองว่า ธนาธร  เป็นนักการเมืองที่มีอุดมการณ์และกำลังถูกกดดันจากรัฐบาลทหาร  ชนิดที่อาจเรียกได้ว่าบิดเบือนพูดแต่ประเด็นภาพลบ  แต่ไม่อธิบายภาพของประเทศไทยอย่างครบถ้วน  และสำคัญที่สุดคดีความต่าง ๆ  ของการถูกร้องก็มาจากพฤติกรรมส่วนตัว นายธนาธร  กับพรรคอนาคตใหม่  เองแทบทั้งสิ้น 

 

 

อีกมุมหนึ่งลืมไม่ได้ว่าภาพลักษณ์ทางการเมือง  ที่ถูกโฟกัสว่าหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  มีปฏิสัมพันธ์เชิงลึกกับ  โจชัว หว่อง  หนึ่งในแกนนำต่อต้านรัฐบาลจีน   แม้แต่โจชัว หว่อง  ยังไม่มั่นใจเลยว่า  จะเกิดผลกระทบใด  ๆ ทางการเมืองต่อไปหรือไม่  

 

โดยเฉพาะคำพูดว่าไม่แน่ใจในอนาคต   ธนาธร   จะถูกปฏิเสธให้เข้าประเทศฮ่องกงหรือไม่   จากความอ่อนไหวของการพบปะ  พูดคุยที่เกิดขึ้น  และน่าจะทำให้ทางการจีนจับตามอง  ว่า  นักการเมืองไทยที่ถูกระบุว่าเป็นขั้วตรงข้ามรัฐบาลปัจจุบัน  มีความร่วมมือ  หรือ  สนับสนุนทางการเมืองในระดับใด   ซึ่งที่ผ่านมาหลายประเทศเคยถูกรัฐบาลจีนออกแถลงการณ์เตือนมาแล้ว


ยกตัวอย่าง กรณี   นางหัว  ชุนอิง   โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน    แถลงท่าทีไม่พอใจ   จากการที่  นายไฮโค มาส  รัฐมนตรีต่างประเทศ เยอรมนี เปิดโอกาสให้นายโจชัว  หว่อง  เข้าพบ และนายโจชัว หว่อง   เอาข้อมูลและภาพมาโพสต์เผยแพร่ต่อในโลกโซเชียล    โดยเห็นว่าสิ่งที่ รัฐมนตรีต่างประเทศ เยอรมนี  ทำลงไปถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน  และไม่เป็นการเคารพอำนาจอธิปไตยของจีน


กระทั่งนำไปสู่การที่ทางการจีนเรียกตัวเอกอัครราชทูตเยอรมนี   ประจำกรุงปักกิ่งเข้าพบ    เพื่อทักท้วงกรณีนายไฮโค มาส    ให้นายโจชัว หว่องเข้าพบ   ที่กรุงเบอร์ลิน  ประเทศเยอรมนี   โดยย้ำว่าเป็นการทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีนกับเยอรมนี  

 

จีนกับเยอรมนี  

 


เช่นเดียวกับกรณีที่    โจชัว  หว่อง   เดินทางไปสหรัฐแล้วดำเนินการเรียกร้อง   ให้  สมาชิกรัฐสภาสหรัฐ    สนับสนุนประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนของชาวฮ่องกง   ในช่วงการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน     เพื่อนำไปสู่การจัดเลือกต้้งเสรี   และการผ่านร่างกฎหมายสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในฮ่องกง     ซึ่งโดยความหมายก็คือ   การเรียกร้องให้สหรัฐร่วมสนับสนุน การเคลื่อนไหวของกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย  และการปลดแอกความเป็นประเทศฮ่องกงจากสถานะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ  เป็นเพียงเขตปกครองพิเศษของจีน   


หลังจากรัฐบาลจีนใช้นโยบาย  "หนึ่งประเทศ สองระบบ"   ตามกฎหมายพื้นฐานใช้ปกครองและบริหารฮ่องกง    จากมติของสภาประชาชนจีนในการอนุมัติและประกาศ   ให้สิทธิฮ่องกงในการปกครองตนเองอย่างอิสระ   สามารถดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การเงิน การพาณิชย์ ฯลฯ  ได้ตามระบบเสรี   เป็นเวลา 50 ปี  นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม  2540  หรือวันที่รัฐบาลจีน ได้รับมอบฮ่องกงคืนจากรัฐบาลอังกฤษ   เมื่อครบสัญญาเช่า 99 ปี    ไปถึง 30 มิถุนายน  2590  


ก่อนที่ ฮ่องกงจะเปลี่ยนไปปกครองแบบเมืองอื่น ๆ ของจีนในอนาคต   และทำให้ทางการจีนออกมาตอบโต้ พร้อมกล่าวหาต่างชาติ  โดยเฉพาะสหรัฐ และอังกฤษ  ว่ามีส่วนยั่วยุให้เกิดความวุ่นวายในฮ่องกง  จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของปมขัดแย้งระหว่างจีนกับประเทศ ที่ถูกจับตาว่าสนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลจีนมาจนถึงทุกวันนี้


@ลงรายละเอียดบางส่วนก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ ธนาธร  เลือกจะทำร่วมกับ โจชัว หว่อง และ หรือ การพาดพิงไปวิพากษ์วิจารณ์ ลักษณะการปกครองของฮ่องกง  ไม่ใช่เรื่องเล็ก  ๆ    


โดยเฉพาะถ้าย้อนกลับไปเมื่อวันที่   5 ตุลาคม 2559    เมื่อ  โจชัว หว่อง   ถูกระบุให้เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมบรรยายพิเศษ หัวข้อ "การเมืองของคนรุ่นใหม่" ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ปรากฎว่า  โจชัว  หว่อง   ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม.  กักตัวเพื่อส่งกลับไปยังฮ่องกง    พร้อมข้อมูลในขณะนั้นว่าเป็นเพราะรัฐบาลจีน   ส่งหนังสือขอความร่วมมือรัฐบาลไทย  ในการงดเว้นให้  โจชัว  หว่อง  ได้เดินทางเข้ามาพูดในประเด็นที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน  


แต่วันนี้ตรงกันข้าม ธนาธร  ซึ่งสวมเสื้อเป็นนักการเมืองของไทย  ในฐานะหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  ที่เคยประกาศตัวจะเป็นนายกรัฐมนตรี  กำลังในสิ่งที่อาจเป็นปัญหาอย่างหนึ่งอย่างใดได้  กับความรู้สึกของทางการจีน  เนื่องจากมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า  ธนาธร  ได้พูดตอนหนึ่งใน  Open Future Forum 


ระบุถึงขั้นว่าฮ่องกงคือแรงบันดาลใจให้พรรคอนาคตใหม่  เพราะในช่วงที่กำลังตัดสินใจจะทำงานการเมือง ได้มีการพูดคุยกันว่า จะทำเป็นขบวนการ หรือ พรรคการเมือง  แต่สุดท้ายลงตัวที่การตั้งพรรคการเมือง เพราะเชื่อว่าประชาชนอาจไม่พร้อมกับการเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้ง  หลังจากเกิดกรณีการชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2552-2553 และมีการออกปฏิบัติการของกองกำลังทหาร จนทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก


@เน้นย้ำว่านี่คือคำพูดของ ธนาธร    ที่ปรากฎในระหว่างการเข้าร่วมสัมมนา  Open Future Forum ทีเกาะฮ่องกง  ซึ่งชัดเจนว่าแนวคิดของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  ที่ใช้คำพูดว่าการเคลื่อนไหวในฮ่องกง คือ แรงบันดาลใจของแกนนำพรรคอนาคตใหม่  ซึ่งคงแปลความเป็นอื่นไม่ได้   นอกจากต้องเฝ้าตากันต่อไปว่าวันหนึ่ง   ประเทศไทยจะมีเส้นทางความรุนแรงเหมือนฮ่องกงหรือไม่    ในวันที่เรามีนักการเมืองอย่างคนชื่อ "ธนาธร"  รวมถึงในโอกาสข้างหน้า การเคลื่อนไหวของ "ธนาธร"  ต่อสถานการณ์การเมืองในฮ่องกง  จะกลายเป็นการชักศึกเข้าบ้านหรือไม่ ??

 

ธนาธร โจชัวหว่อง 

 



ล่าสุด ในเพจเฟซบุ๊ก "Chinese Embassy in Bangkok เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย" ได้เผยแพร่ข้อความว่า  โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยให้ความเห็นเกี่ยวกับ "กฎบังคับในเรื่องห้ามสวมหน้ากาก" และสถานการณ์ล่าสุดในฮ่องกง

เมื่อวันที่ 4 เดือนตุลาคม รัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกงได้ประกาศ "กฎบังคับในเรื่องห้ามสวมหน้ากาก" โดยอาศัยอำนาจจาก “กฎระเบียบในวาระฉุกเฉิน” มีผลตั้งแต่วันที่ 5 เดือนตุลาคม กฎบังคับดังกล่าวห้ามผู้ชุมนุมสวมใส่หน้ากาก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการระบุตัวตนสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ละเมิดถือว่าทำผิดกฎหมาย ความรุนแรงในฮ่องกงยืดยาวมาเป็นเวลามากกว่า 4 เดือน วันที่ 1 เดือนตุลาคม กลุ่มคนใช้ความรุนแรงที่สวมหน้ากากได้รวมตัวกันอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ต่างๆ ของฮ่องกง ปิดกั้นการจราจรในบริเวณกว้าง ทำลายร้านค้า รถไฟใต้ดินและสาธารณูปโภคอื่นๆ อีกทั้งได้จุดไฟเผา โยนระเบิดขวดจำนวนมาก โจมตีสถานที่ราชการและสถานีตำรวจ ทำร้ายเจ้าหน้าตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างบ้าคลั่ง ทำร้ายประชาชนทั่วไปอย่างไม่เลือกหน้า พวกเขาจงใจสร้างเหตุการณ์นองเลือดขึ้นมา ความรุนแรงได้ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการท้าทายกฎหมายอย่างรุนแรง ทำลายความสงบสุขของสังคมฮ่องกง และเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนทั่วไป


ในปัจจุบัน ความอันตรายที่ใหญ่ที่สุดที่ฮ่องกงกำลังเผชิญอยู่ก็คือ การใช้ความรุนแรงและการไม่เคารพกฎหมาย ถึงเวลาแล้วที่ต้องยุติความรุนแรงและความวุ่นวายด้วยท่าทีที่ชัดเจนมากขึ้นและวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในสถานการณ์อย่างนี้ รัฐบาลเขตปกครองพิเศษได้บังคับใช้ "กฎบังคับในเรื่องห้ามสวมหน้ากาก" เป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฏหมาย ชอบธรรมและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง หลายประเทศในโลกก็ได้บังคับใช้กฎหมายห้ามปิดบังใบหน้าเช่นกัน การบังคับใช้กฎบังคับดังกล่าวในฮ่องกง มิได้ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของชาวฮ่องกง รวมทั้งสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมด้วย


รัฐบาลส่วนกลางของประเทศจีนสนับสนุน แคร์รี หลั่ม ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง รัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานตุลาการในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดใช้ความรุนแรงทั้งปวง โดยเฉพาะแกนนำกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง ตลอดจนผู้วางแผนและสั่งการที่อยู่เบื้องหลัง เป็นที่ต้องชี้ให้ทราบว่า ความผันผวนที่มาจากการต่อต้านการแก้ไขกฎหมายในฮ่องกงได้เปลี่ยนตัวไปอย่างสิ้นเชิง กำลังพัฒนาเป็น "การปฏิวัติสี" โดยได้รับการแทรกแซงจากกลุ่มอิทธิพลภายนอก กลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีน ได้ใช้ประชาธิปไตยและเสรีภาพเป็นข้ออ้าง เพื่อทำลายหลักการพื้นฐานของ "หนึ่งประเทศสองระบบ" บ่อนทำลายอธิปไตยและความบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศจีน ซึ่งฝ่ายจีนคัดค้านอย่างเด็ดขาด กลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีนยังได้สมคบกับกลุ่มอิทธิพลภายนอก เผยแพร่ข่างลือ บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อวัตถุประสงค์ที่มิอาจเปิดเผยของตน นักการเมืองประเทศไทยบางคนมีการติดต่อกับกลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีนโดยมีท่าทีเชิงสนับสนุน ซึ่ง เป็นการกระทำที่ผิดอย่างร้ายแรงและไร้ความรับผิดชอบ ฝ่ายจีนหวังว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องสามารถรับรู้ข้อเท็จจริงของปัญหาฮ่องกง ใช้ความระมัดระวัง ทำในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อมิตรภาพจีน-ไทย

 

 

ขอบคุณที่มา Chinese Embassy in Bangkok เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าว
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์