หนุ่มพิการ ตัดพ้อชีวิต ถูกขโมยเงินบริจาค 1 แสน กลับถูกดราม่าทำเงินบริจาคหาย ขอหนีพาลูกไปขอทานตามเดิม!!

"หนุ่มพิการ" ตัดพ้อชีวิต ถูกขโมยเงินบริจาค 1 แสน กลับถูกดราม่าทำเงินบริจาคหาย ขอหนีพาลูกไปขอทานตามเดิม!!

Publish 2018-12-26 20:14:09


ถือว่าเคยโด่งดังสำหรับเรื่องราวของ นายขวัญ เผือกขวัญยืน หนุ่มพิการพ่อลูกอ่อน ที่เคยออกมานั่งขอทานริมฟุตปาธบริเวณสถานีบีทีเอสอ่อนนุช และมีผู้ใช้โซเชียลมีเดีย นำเรื่องราวมาเผยแพร่จนมีคนเห็นใจ ให้ความช่วยเหลือบริจาคเงินทุนเพื่อให้ไปตั้งตัว แทนการออกนั่งขอทานริมถนน จนมียอดเงินบริจาคสูงถึง 110,000 บาท จนกระทั่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าตัวเพิ่งรู้ว่าเงินบริจาคในบัญชีจำนวน 110,000 บาท หายไป เหลือติดบัญชีเพียง 79 บาท



 

โดย นายขวัญ เปิดใจกับทีมครอบครัวข่าว ว่า หลังจากได้รับเงินบริจาคจำนวนหนึ่ง ตนก็เลิกพาลูกชายไปนั่งขอทานริมฟุตปาธแถวสถานีบีทีเอสอ่อนนุช ตามความต้องการของผู้บริจาคเงิน ที่ต้องการให้ตนนำเงินบริจาคไปตั้งต้นอาชีพใหม่หาเลี้ยงตัวเองและลูก โดยให้เลิกออกไปนั่งขอทาน

นายขวัญ อธิบายถึงข้อกล่าวหาเลือกงานว่า ก่อนหน้านี้มีคนมาว่าจ้างให้ไปทำงานที่นครปฐม และพัทยา แต่ตนได้ปฏิเสธไป เพราะไกล ตนพิการที่แขนและขาเดินทางลำบาก แล้วยังต้องพาลูกชายเดินทางไปด้วย เพราะถ้าทิ้งไว้ก็ไม่รู้จะอยู่กับใคร แม้จะมีเงื่อนไขให้ตนย้ายไปอยู่ใกล้ที่ทำงาน แต่ไกลจากโรงเรียนลูก จึงต้องปฏิเสธไป ระหว่างนั้นก็หาทำเลเปิดร้านขายของขำ หรือ ร้านขายสินค้าทุกชนิดราคา 20 บาท ในย่านอุดมสุข แต่ก็ติดปัญหาค่าเช่าพื้นที่แพง นอกจากนี้ยังได้ติดต่อกับสำนักงานเขต เพื่อขอโควตาจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่โควตาสลากก็เต็ม เงินบริจาคที่ได้รับมาในบัญชีเงินฝาก จึงยังไม่ได้ถูกนำไปใช้

จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2561 จึงทราบว่าเงินหายจากบัญชีเกือบหมด หลังจากนำบัตรเอทีเอ็มให้เจ้าของห้องเช่า เพื่อไปกดเงินจ่ายค่าห้อง แต่พบว่าเงินในบัญชีเหลือเพียง 79 บาท นางสมลักษณ์ ซึ่งเป็นจิตอาสา ในละแวกบ้านใกล้เคียง จึงพาไปแจ้งความกับตำรวจ สน.บางนา ล่าสุด ตำรวจได้ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดของธนาคารเจ้าของบัญชี ได้เบาะแสและทราบชื่อที่อยู่ผู้ต้องสงสัยแล้ว รอเพียงหลักฐานสำคัญจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือก็สามารถออกหมายจับได้ทันที



 

นายขวัญ เล่าว่า ตั้งแต่มีผู้ใจบุญบริจาคเงินช่วยเหลือ ก็มีคนแถวบ้านที่รู้จักกันเข้ามาหา เข้ามาเยี่ยมเยอะมาก และส่วนใหญ่จะเข้ามาขอเงิน มีบางรายอ้างว่าเป็นคนพานักข่าวมาสัมภาษณ์ที่ห้องพัก ต้องมีส่วนแบ่งจากเงินบริจาคครึ่งหนึ่ง ซึ่งนายขวัญยอมรับว่าก่อนหน้านี้เคยให้เงินไปแล้ว 5,000 บาท แต่ชายคนเดิมก็ยังวนเวียนมาขอเงินไม่เลิก ตนจึงไม่ให้ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ชายคนดังกล่าวไม่พอใจ และเป็นความสะเพร่าของตน ที่มักจะวางบัตรเอทีเอ็ม บัตรประชาชน บัตรคนพิการและเอกสารต่างๆ ไว้หัวนอน เมื่อมีใครเข้ามาในห้อง หยิบติดมือไปก็ไม่ได้สังเกต ก่อนที่จะรู้ว่าเงินบริจาคหายไป ตนสังเกตว่าบัตรเอทีเอ็มและเอกสารต่างๆ ที่วางไว้ หายไป หลังจากนั้น 2-3 วันทั้งบัตรเอทีเอ็มและเอกสารก็กลับมาอยู่ที่เดิม แต่เงินในบัญชีไม่มีแล้ว

นอกจากนี้ยังมีปัญหากับครอบครัวแม่ยาย ซึ่งไม่ค่อยชอบตนและลูกชาย น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีการปล่อยข่าวในแง่ไม่ดีของตนออกมา ทำให้ผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือได้รับความเสียหาย กระทบไปถึงลูกชายซึ่งกลัวว่าจะถูกจับแยกจากพ่อ หลังมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แสดงความประสงค์นำเด็กไปดูแล ตนจึงตัดสินใจปิดบัญชีรับบริจาค เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้ประพฤติตนเหลวไหลเหมือนที่เป็นข่าวลือ พร้อมยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับยาเสพติด และไม่นำเงินที่ได้รับจากการบริจาคไปซื้อของในเกมออนไลน์ 

หลังจากนี้ นายขวัญ บอกว่าจะกลับไปนั่งขอทานอีกครั้ง แถวบีทีเอสอ่อนนุชที่เดิม เพื่อหาเงินทำทุนตั้งต้นเปิดร้านขายของชำเล็กๆ โดยระหว่างออกไปนั่งขอทานจะนำสินค้าเล็กๆ น้อยๆ ไปขายด้วย และจะหางานเหมา เช่นงานฝีมือพับดอกไม้จัน มาทำเพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง หรือใครจะนำงานเหมา งานฝีมือมาให้ทำก็ยินดีรับทำ นอกจากนี้ยังจะนำวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาจากโรงเรียนฝึกอาชีพ มาทำมาหากิน โดยรับซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด

 

ขอบคุณเรื่องราวจาก http://news.ch3thailand.com 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกสิทธิ์ ชูวารี