"ถ้าผมเป็นชาญวิทย์"!! ... โดย ดร.เวทิน ชาติกุล

Publish 2017-02-24 17:29:10

ถ้าผมเป็นชาญวิทย์ / ดร.เวทิน ชาติกุล

 

ผมจะสงสัยตัวเองว่า ทำไมผมถึงเพิ่งออกมาพูดว่าทักษิณและเครือข่ายเป็นคณาธิปไตย และทำไมผมถึงเอออวยกับ “นิธิ” ว่าพรรคเพื่อไทยต้องแยกทางกับทักษิณ ทั้ง ๆ ที่ผมก็น่าจะรู้หรือเห็นเรื่องพวกนี้ก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว

ผมรู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่า ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย การขึ้นสู่อำนาจของทักษิณถือได้ว่ามีปัจจัยหนุนเนื่องที่ “พร้อม” ที่สุด ทั้งภายนอกภายใน

ปัจจัยภายนอกคือ เสียงเพรียกหาประชาธิปไตยเต็มใบหลังจากเหตุการณ์พฤษภาปี ๓๕ และวิกฤติต้มยำกุ้งที่แสดงถึงความล้มเหลวของนักการเมือง พรรคการเมืองแบบเดิม (ซึ่งตรงนี้ผมอาจทำเป็นไม่ได้ยินไม่เห็นอะไรกับเสียงนินทาที่เกี่ยวข้องกับทักษิณตอนประกาศลดค่าเงินบาท)

ปัจจัยภายในคือ ความเตรียมพร้อมของทักษิณในการขึ้นสู่อำนาจ (หลังพ่ายแพ้หมดรูปในฐานะหัวหน้าพรรคพลังธรรม) การวางเครือข่ายจัด (ทั้งบนสุดถึงล่างสุด) คน ความพร้อมด้านภาพลักษณ์ และที่สำคัญที่สุดคือ “เงิน” ซึ่งทำให้ทักษิณและเครือข่ายคือนักการเมืองพันธุ์ใหม่มีข้อได้เปรียบมากที่สุดเท่าที่เคยมีในเมืองไทย

แต่สิ่งที่ผมต้องถามตัวเองคือ  ในการขึ้นสู่อำนาจของทักษิณซึ่งเป็นไปอย่างเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ทำไมถึงนำไปสู่รัฐบาลที่มีการฉ้อโกงมากที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยมีมา?  ทำไมตอนที่ “นิธิ” เขียนว่า “ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าทักษิณโกง” ผมถึงไม่ออกมาคัดค้าน กระทั่งเห็นด้วย ทั้ง ๆ ที่มีคดีความของทักษิณและพวกที่ตัดสินแล้วและยังไม่ตัดสินอยู่อย่างชัดเจน และเป็นสิ่งที่ถกเถียงไม่ได้ว่าทักษิณคือผู้ต้องหาหนีคดี

ผมจะแปลกใจว่าทำไมผมไม่ถามตนเองว่า ทำไมระบบที่ดีที่สุด (หรืออาจจะเลวน้อยที่สุด) ในความคิดของผม ถึงทำให้เกิดฝ่ายบริหารที่เลวมากที่สุด ที่ฉ้อฉลมากที่สุด?

และสิ่งที่ผมจะเปิดใจกว้างถามตัวเองต่อก็คือ  ความอีนุงตุงนังสังขยาที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มาจาก “ความไม่ยอม” ของทักษิณหลังถูกยึดอำนาจโดย คมช. ใช่หรือไม่?  ผมคงไม่รู้ว่าทักษิณจะเจ็บแค้นขนาดไหนหลังถูกยึดอำนาจเพราะมันเป็นเรื่องความรู้สึกข้างใน  แต่ที่เห็นภายนอก การเคลื่อนไหวนอกสภา (ที่นำโดย นปก. ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น นปช.) และการเคลื่อนไหวในสภา (พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทย) ทั้งหมดคือเครื่องไม้เครื่องมือการดิ้นรนของทักษิณเพื่ออำนาจและความพ้นผิดของทักษิณทั้งสิ้น

ทำได้กระทั่งดึงฟ้าต่ำ!! บังอาจพูดถึงราชประชาสมาสัยว่าจะพาตัวเองกลับบ้านในการประชุมใหญ่ครั้งแรกของ นปช. ใช้ยุทธศาสตร์ “พฤษภาโมเดล” ก่อความวุ่นวายกลางเมืองในปี ๕๒  เมื่อไม่สำเร็จก็หันไปใช้กองกำลังติดอาวุธ ก่อวินาศกรรม จุดชนวนเกิดสงครามกลางเมืองในปี ๕๓!!

 

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

 

ทักษิณ ชินวัตร



ทำไมผมในฐานะนักประวัติศาสตร์จึงไม่คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเลวไม่ได้น้อยไปกว่าการฉีกกติกาและรัฐประหาร??

และผมจะถามตัวเองต่อไปอีกว่า พรรคเพื่อไทยไม่ใช่เครื่องมือทางการเมืองของทักษิณหรือ?  นับจากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ถูกสิ่งที่พวกผมเรียกกันว่า “ตุลาการภิวัฒน์” ตัดสินยุบพรรค จู่ ๆ พรรคการเมืองอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่มีใครรู้จักก็มี ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนย้ายเข้ามาสังกัดกันเนืองแน่น

ทำไมในเดือนธันวาคม ปี ๕๒ พรรคเพื่อไทยไม่ได้เสนอชื่อคนในพรรคตัวเองชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  แต่กลับเสนอชื่อคนนอกพรรคอย่าง พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ขึ้นชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับนายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ทำไมชื่อทักษิณจึงปรากฏในเหตุการณ์เกาเหลาในพรรคเพื่อไทย จนยงยุทธ วิชัยดิษฐ ประกาศลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค และมีข่าวว่าทักษิณได้ทาบทาม พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ ให้มาดำรงตำแหน่งแทน (แต่สุดท้ายกรรมการบริหารพรรคก็เลือกยงยุทธกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งภายหลังประกาศลาออกได้เพียง ๕ วัน)

ทำไมชื่อน้องสาวของทักษิณ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ถึงมาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์อันดับหนึ่งแทนชื่อ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ” ท่ามกลางข่าวความระส่ำระสายในพรรค  จนในที่สุด คนที่ไร้ประสบการณ์ทางการเมือง เพิ่งลงมาหาเสียงได้เดือนกว่า ๆ ก็กลายเป็นแคนดิเดตผู้นำฝ่ายบริหารประเทศของพรรคและกลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีในปี ๒๕๕๔

ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศ ผมก็จะสงสัยต่อว่า แทนที่จะเห็นแค่เรื่องพรรคเพื่อไทยไม่ยินดียินร้ายกับ ม. ๑๑๒ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของปีกหัวก้าวหน้าในแนวร่วมทักษิณ ทำไมผมถึงไม่เห็นการใช้อาวุธหนักเข้าถล่มผู้ชุมนุมทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามจนมีเด็ก ๆ บาดเจ็บล้มตาย

ทำไมผมถึงเห็นแค่ภาพหลวงปู่พุทธะอิสระนำชาวบ้านและการ์ดไปขวางการเลือกตั้ง แต่กลับไม่เห็นโกตี๋และกลุ่มติดอาวุธที่ยกพวกเข้ามายิงต่อสู้กันกลางเมือง กลางแยกหลักสี่

ถ้าผมบอกตัวเองไม่ได้ว่าทำไมผมถึงเลือกที่จะเห็นบางอย่างที่ล้วนแต่จะเป็นประโยชน์กับทักษิณ ถ้าผมยังคงอ้างหลักการสวยหรูเลิศลอยทั้ง ๆ ที่จริง ๆ ผมไม่เห็นความชั่วช้า ความเลวร้ายของคนที่มีอำนาจขึ้นมาได้บนหลักการนั้น ผมคงต้องคิดแล้วคิดอีกก่อนจะมาสนับสนุน “นิธิ” ที่ว่าพรรคเพื่อไทยต้องแยกทางกับทักษิณ  เพราะนอกจากผมเกรงว่าผมจะแสดงความไร้เดียงสาทางการเมืองที่น่าเย้ยหยันแล้ว ผมก็กลัวว่าจะโดนมือโดนตีนสวนกลับได้

เหมือนที่มีเพจหนึ่งแชร์โพสต์ไปพร้อมบรรยายว่า “ในวันที่เห็บหมามโนว่าตัวเองเก๋าพอจะบอกให้หมาเดินไปทางไหนนะครัช”

- เวทิน ชาติกุล / เพจเปาบุ้นจุ้น -

(ดร.เวทิน ชาติกุล อาจารย์ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มศว.ประสานมิตร)

---------------------------------------------------------------------------

 


ณัฐวุฒิ/สำนักข่าวทีนิวส์ : รายงาน


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ณัฐวุฒิ แจ๊ดสูงเนิน