ไม่ต้องอวดรู้..ยิ่งแถยิ่งโดนอีก2หมื่นล.แก้วสรร ชี้รัฐฯต้องเก็บภาษีโอ๊ค-เอมอีก2.2หมื่นล้าน เหตุเป็นกก.แอมเพิลริช แต่ซื้อขายหุ้นกันทางอ้อม

ไม่ต้องอวดรู้..ยิ่งแถยิ่งโดนอีก2หมื่นล."แก้วสรร" ชี้รัฐฯต้องเก็บภาษี"โอ๊ค-เอม"อีก2.2หมื่นล้าน เหตุเป็นกก.แอมเพิลริช แต่ซื้อขายหุ้นกันทางอ้อม

Publish 2017-03-17 14:47:30

 

อารมณ์ เคนหล้า สำนักข่าว Tnews

ไม่ต้องอวดรู้...ยิ่งแถยิ่งโดนอีก 2 หมื่นล้าน "แก้วสรร" ชี้รัฐฯ ต้องเก็บภาษี "โอ๊ค-เอม" อีก 2.2 หมื่นล้าน เหตุเป็นกรรมการแอมเพิลริช และมีการขายหุ้นจริง คือมีการขายหุ้น 329.2 ล้านหุ้น ที่ถือไว้ในนามบริษัทแอมเพิลริช ให้แก่เทมาเส็ค ซึ่งเป็นการขายทางอ้อม คือให้แอมเพิลริชขายให้ นายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา ก่อนในราคาหุ้นละ 1 บาท แล้วจึงให้บุคคลทั้งสองขายต่อให้เทมาเส็คราคาหุ้นละ 49.25บาท  เป็นเงิน 1.5หมื่นล้านบาท แล้วไม่เสียภาษี 

 

วันนี้ (17 มี.ค.) การเรียกเก็บภาษีเงินได้กรณีการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น ให้แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (พีทีอี) มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผู้อื้อฉาว ที่กำลังจะหมดอายุความในวันที่ 31 มีนาคม หรือสิ้นเดือนนี้ดูจะเป็นหนังเรื่องยาวเสียแล้ว หลังนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของนายใหญ่-ทักษิณ ชินวัตร ร้อนตัวออกมาโวยวายทำนองจะเอาอะไรกับครอบครัวตนเองอีกวานนี้ โดยเขาพยายาม บิดประเด็นให้สังคมไขว้เขวว่า คดีนี้จบไปตั้ง 8 ปีแล้ว และมีการยึดทรัพย์ไป 46,000 ล้านบาท รัฐบาลจะเอาอะไรกับครอบครัวตัวเองอีก แถมยังโยงไปถึงเรื่องปรองดองทำนอง ความปรองดองในมุมมองของรัฐบาลนี้ คือการทำลายล้างฝ่ายที่ถูกตัวเองยึดอำนาจมาให้สิ้นซาก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นายพานทองแท้พูดดูจะสวนทางกับข้อเท็จจริงเกือบจะสิ้นเชิง เพราะอาจารย์แก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งเป็นผู้เกาะติดความไม่ชอบมาพากลในการขายหุ้นครั้งสำคัญนี้มาตั้งแต่ต้น ได้ออกมาเปิดเผยกรณีนี้ เมื่อ 2-3 วันก่อนว่า เรื่องนี้ที่จริง เกิดจากการที่ คตส.พบว่า มีการขายหุ้น 329.2 ล้านหุ้น ที่ถือไว้ในนามบริษัทแอมเพิลริช ให้แก่กลุ่มทุนเทมาเส็คช่วงมกราคมปี 2549 ซึ่งเป็นการขายทางอ้อม คือให้แอมเพิลริชขายให้ นายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา ก่อนในราคาหุ้นละ 1 บาท แล้วจึงให้บุคคลทั้งสองขายต่อให้เทมาเส็คราคาหุ้นละ 49.25บาท เป็นเงิน 1.5หมื่นล้านบาท แล้วไม่เสียภาษี คตส.จึงเสนอให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีบุคคลทั้งสองคนละ 5.6พันล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้ข้อสรุปว่า กรมสรรพากรจะเก็บภาษีจาก นายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา ในฐานะที่เป็นตัวแทนทักษิณแล้ว


นอกจากนี้ อาจารย์แก้วสรร ยังระบุว่า มีอีกกรณีหนึ่งซึ่งอายุความจะหมดในเดือนมิถุนาย2560 คือ คดีที่คตส.ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก นายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา ในฐานะที่เป็นกรรมการบริษัทแอมเพิลริช จำนวนกว่า 2.2หมื่นล้านบาท โดยมีทั้งเงินปันผลที่ได้รับทุกปี เงินได้จากการขายหุ้นช่วงเดือนมกราคม2549 ภาระปลอดหนี้ที่เจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ ตลอดจนการจำหน่ายกำไรไปยังต่างประเทศ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรไปตีความว่า บริษัทแอมเพิลริชไม่ต้องเสียภาษี เพราะเป็นนิติบุคคลที่ไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย ทั้ง ๆที่บริษัทแอมเพิลริชเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่มีกรรมการอยู่ในไทยและมีเงินได้อยู่ในไทย 


 



"ดังนั้นหากรัฐบาลจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ต้องให้กระทรวงการคลังไปรื้อเรื่องนี้ขึ้นมาและเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว จากนั้นก็ออกหมายเรียกเก็บภาษี นายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา รวมถึง นายทักษิณ ด้วย แม้จะขายบริษัทแอมเพิลริชไปแล้ว แต่กรรมการบริษัทในขณะเกิดเหตุหนีภาษีคือนายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา ที่ต้องรับผิดแทนบริษัทในหนี้ภาษี 2.2 หมื่นล้าน" อดีต คตส. ให้ความเห็นทิ้งท้าย


 


ว่าไปแล้วการออกมาโวยวายของนายพานทองแท้ โดยพยายามบิดประเด็นไปอีกทางหนึ่ง ดูจะยิ่งทำให้สังคมมองเห็นตัวตนของบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของนายใหญ่ผู้นี้ชัดขึ้น...ว่าเขาร้อนตัว และทรงปัญญาที่จะชี้แจงข้อเท็จจริง หรือได้แค่บิดเบือนความจริงไปมากน้อยแค่ไหน...อย่างไรก็ดี เรื่องนี้คงเป็นมหากาพย์ที่สู้กันอีกยาว...แม้สังคมส่วนใหญ่จะเริ่มหูตาสว่าง และตระหนักแล้วว่า...ใคร...ตระกูลใดฉ้อโกงเอารัดเอาเปรียบคนไทยแบบหน้าด้าน ๆ แค่ไหน...แต่ในเชิงคดีขึ้นโรงขึ้นศาลคงต้องติดตามกันอีกพักใหญ่...เพราะแม้แต่นายกฯ "บิ๊กตู่" ยังพูดถึงเรื่องนี้ล่าสุดว่า ให้ "ลูกโอ๊ค" เตรียมตัวชี้แจงกับศาลเองแล้วกัน...นั่นย่อมหมายความว่า...จากนี้ "มหากาพย์หุ้นชินภาค 2" ได้เริ่มขึ้นแล้ว และคนไทยอย่างเราโปรดจงรอคอยติดตามอย่ากะพริบตา


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน