ลอกคราบความบิดเบือน? เปลือย"ธนาธร-ปิยะบุตร" แก้ ม.112"เพื่อไม่เป็นเครื่องมือทางการเมืองจริงหรือ" เพราะก่อนหน้ามีเสื้อแดง-เรื่องนี้ไม่มีปัญหา

ลอกคราบความบิดเบือน? เปลือย"ธนาธร-ปิยะบุตร" แก้ ม.112"เพื่อไม่เป็นเครื่องมือทางการเมืองจริงหรือ" เพราะก่อนหน้ามีเสื้อแดง-เรื่องนี้ไม่มีปัญหา

Publish 2018-03-20 16:22:19


 

ดูเหมือนการก่อเกิด "พรรคอนาคตใหม่" ของ “ไพร่หมื่นล้าน - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่แตะมือกับ "อดีตอาจารย์นิติราษฎร์" อย่าง "นายปิยะบุตร แสงกนกกุล" จะนำมาซึ่งการถูกขุดคุ้ยหลายต่อหลายเรื่องที่เขาเคยพูดไว้ในอดีต ทั้งในส่วนของธนาธรเอง และในส่วนของปิยะบุตร โดยเฉพาะรายหลังการที่เขาอยู่ในกลุ่มคนที่เคยเสนอให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยอ้างว่า "เพื่อไม่ให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อจัดการฝ่ายตรงข้าม" นั้น ดูจะยิ่งเพิ่มน้ำหนักทำให้คนรู้ทันคลางแคลงใจต่อกรณีนี้ของพวกเขาอย่างไม่เสื่อมคลาย


ยิ่งล่าสุดวานนี้ การที่ "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" ออกมาปกป้องศิษย์รัก "ปิยบุตร" ทำนอง "เรื่อง ๑๑๒ ไม่ควรมาโจมตีปิยบุตร หากเห็นว่าไม่ถูกต้องก็ชี้มาที่ผมหรือนิติราษฎร์ก็ได้ ปิยบุตรขาดจากนิติราษฎร์ไปแล้วเพราะไปทำงานการเมือง แต่นิติราษฎร์คือทางวิชาการ แต่ละคนยืนคนละบทบาทแล้ว สื่อทำอะไรบางอย่าง ไม่ควรมโน ไม่เคารพต่อคนอ่าน ไม่มืออาชีพ แม้ผมเสียดายปิยบุตรแต่ก็เคารพเขา เมื่อเข้าสู่การเมืองจะเจออีกหลายอย่างที่ไม่เคยเจอในชีวิต โดยเฉพาะการเมืองไทย สังคมไทยไปต่อไม่ได้" นั่นยิ่งทำให้สังคมกังขาในเรื่องนี้มากขึ้นว่า...เป็นการแก้ตัวให้กันแบบน้ำขุ่น ๆ และแบ่งหน้าที่กันทำงานหรือไม่



เพราะนายปิยะบุตร นั้นเคยกล่าวอ้างถึงเรื่องนี้ในนาม "นิติราษฎร์" ในคราวนั้น และสังคมต่างบันทึกไว้ว่า

 

“ผมเคยร่วมกับอาจารย์หลายคนเสนอให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพราะทุกท่านคงทราบดีว่ามาตรา 112 ถูกนำไปใช้กลั่นแกล้งกันและทำลายศัตรูทางการเมืองฝั่งตรงข้ามที่คิดเห็นแตกต่างกัน การเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ

 



“ณ วันนี้มีหลายกรณีที่เป็นตัวบ่งชี้ให้เราเห็นว่าแม้กระทั่งรัฐและกลไกของรัฐเองก็มีปฏิกิริยาในแง่ของการจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายอาญามาตรานี้เช่นเดียวกัน ในอดีตเคยมีการตั้งคณะกรรมการศึกษา ปัจจุบันคงเห็นหนังสือของสำนักงานอัยการสูงสุดออกมาว่าต่อไปนี้จะให้อัยการสูงสุดเท่านั้นที่เป็นคนพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ เราเห็นทิศทางของศาลที่ให้ประกันตัวผู้ต้องหาในคดีมาตรา 112 มากขึ้น เราเห็นทิศทางของการมีคำพิพากษาจำนวนมากที่ยกฟ้อง นั่นหมายความว่ารัฐเองก็ตระหนักดีถึงปัญหาของมาตรา 112” หนึ่งในผู้ก่อตั้ง "พรรคอนาคตใหม่" อ้าง


 อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างที่ว่า "เพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้าม" ของคู่หูไพร่หมื่นล้านนั้น ดูจะสวนทางกับความเป็นจริงอยู่มาก

เพราะในความเป็นจริงแต่ดั้งแต่เดิมมา ผู้ทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ก่อนปี 2550 มีการจัดทำประมวลกฎหมายอาญาขึ้น ชื่อ "กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127" มาตรา 98 ระบุโทษไม่เกิน 7 ปี (ไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ) และปรับไม่เกิน 5,000 บาทด้วย หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี 2500 ได้จัดทำประมวลกฎหมายขึ้นใหม่ ชื่อ "ประมวลกฎหมายอาญา"  ในมาตรา 112 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี (ไม่มีโทษปรับ) ต่อมาภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาโดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 โดยเพิ่มโทษเป็นโทษจำคุกขั้นต่ำ 3 ปี ไม่เกิน 15 ปี (กำหนดโทษขั้นต่ำเอาไว้ด้วย) มีไม่มากราย มีตัวเลขที่แน่ชัดจาก "ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง" หรือ TCIJ ว่า ในระหว่างปี 2535 – 2547 ตัวเลขของคดี ม.112 ที่มีการฟ้องร้องกันในศาลเฉลี่ยแล้วมีน้อยกว่า 10 คดี   

ขณะที่ในช่วงปี 2548 – 2552 หลังการรัฐประหารของ คมช.ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญรัตนกลิน ตัวเลขของคดีขยับไปที่ 547 คดี และขยับขึ้นแบบก้าวกระโดดเป็นหลายพันคดีในปัจจุบัน

คำถามคือ...เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น กฎหมายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ตามที่ปิยะบุตร...ผู้เสนอให้แก้ไขกล่าวอ้างจริงหรือ หากดูจากวันเวลานั่นน่าจะได้คำตอบที่ชัดเจน เพราะก่อนหน้าการก่อเกิดของ "ระบอบทักษิณ และคนเสื้อแดง" คือในช่วงปี 2535 – 2547 ตัวเลขของคดี ม.112 มีน้อยกว่า 10 คดี นั่นย่อมสะท้อนชัดโดยตัวเองอยู่แล้วว่า ยุทธศาสตร์ที่ "ระบอบทักษิณ" ใช้ปลุกระดมมวลชนคนเสื้อแดงลงสู่ท้องถนน เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่เป็นปฏิปักษ์กับพวกเขา...ก็คือการหยิบเอา "ม.112 มาเป็นเครื่องมือ และหวังผลทางการเมือง" โดยกล่าวโจมตีรัฐบาลที่อยู่ขั้วตรงข้ามพวกเขา แล้วโยงอำนาจรัฐไปยังสถาบันฯ  เพื่อหวังผลทางการเมืองอย่างที่กล่าว เช่นกับที่พวกเขากุเรื่อง "ไพร่-อำมาตย์" ซึ่งไม่มีอยู่จริงในสังคมปัจจุบัน ขึ้นมาหลอกล่อให้คนเสื้อแดงลงสู่ท้องถนน...เพื่อเป็นเบี้ยทางการเมืองให้กับพวกตน

เรื่องนี้เป็นความจริงเชิงประจักษ์จากเอกสารที่ปรากฎในที่ชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงบริเวณแยกราชประสงค์ กรุงเทพฯ ช่วงเดือนเมษายนต่อพฤษภาคม ปี 2553 ก่อนถูกรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สลายการชุมนุม อย่าง “วิทยานิพนธ์คนเสื้อแดง” ที่กำหนดยุทธศาสตร์ 5 ประสาน 1 เป้าหมาย ให้คนเสื้อแดงกลุ่มต่าง ๆ นำไปกำหนดยุทธวิธีล้วนเกี่ยวพันกับสถาบันฯ ทั้งสิ้น

รวมทั้งคำปราศรัยอันดุเดือดของแกนนำอย่าง "นายจุตพร พรหมพันธุ์" ที่กล่าวพาดพิงถึงเรื่องนี้...ซึ่งสาธารณชนต่างรับทราบกันดี และมิอาจนำมากล่าวซ้ำในที่นี้ได้...นั่นยิ่งสะท้อนว่า ใครเป็นคนหยิบเรื่องนี้มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

มีผู้รู้ตั้งข้อสังเกตแบบฟันธงว่า ที่คดี ม. 112 มีผู้ต้องหาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในระยะหลังนั้น เป็นเพราะขบวนการไม่เอาสถาบันฯ มีความชัดเจน และแสดงตัวตนมากขึ้น มีคนกล้ากระทำความผิดที่เข้าข่ายมาตรานี้เพิ่มมากขึ้น คดีก็ต้องมากขึ้นเป็นธรรมดา กฎหมายอยู่นิ่งๆ แต่คนทำผิดเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายเอง กฎหมายก็ต้องทำหน้าที่ของมัน เหมือนกับคดียาเสพติดมีผู้กระทำผิดเพิ่มมากขึ้น ก็เพราะระยะหลังยาเสพติดระบาดมากเป็นเรื่องธรรมดา และเหตุนี้กฎหมาย ม.112 ยิ่งเป็นสิ่งจำเป็น"

 

แม้ผู้รู้ท่านนั้นจะไม่ระบุว่า ขบวนการไม่เอาสถาบันฯ นั้นเป็นคนกลุ่มไหน แต่สังคมก็ทราบกันดีว่า...ย่อมหมายถึงคนเสื้อแดง...ดังที่มีคำกล่าวกันอย่างกว้างขวางว่า "เสื้อแดงไม่ได้ล้มเจ้าทุกคน แต่ทุกคนที่ล้มเจ้าล้วนเป็นเสื้อแดง" นั่นก็สะท้อนทุกอย่างในตัวเองอยู่แล้ว

 

ดังนั้น การที่ปิยะบุตร ที่แตะมือกับ “ไพร่หมื่นล้านอย่างธนาธร" ตั้งพรรคฯ และมองว่า ที่ต้องแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยอ้างว่า "เพื่อไม่ให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง" นั้น ล้วนเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่มาก  อย่างน้อยการมีกฎหมายนี้ไว้ ก็เพื่อให้...พวกไม่หวังดีต่อสถาบันฯ คิดให้มากหากจะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไป ซึ่งว่าไปแล้วทั้ง “ธนาธร” และ "ปิยะบุตร" น่าจะรู้ดีว่า...หมายถึงใคร
        


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายอารมณ์ เคนหล้า