เรืองไกรโดนแล้ว!!! ศาลสั่งจำคุก คดีแจ้งข้อความเท็จ ให้ลงโทษหนักสุด หลังวัชระฟ้องหาก้าวก่ายเรียกธาริตให้ข้อมูลชายชุดดำ (รายละเอียด)

เรืองไกรโดนแล้ว!!! ศาลสั่งจำคุก คดีแจ้งข้อความเท็จ ให้ลงโทษหนักสุด หลังวัชระฟ้องหาก้าวก่ายเรียกธาริตให้ข้อมูลชายชุดดำ (รายละเอียด)

Publish 2018-03-28 13:44:27

จากกรณีศาลแขวงดอนเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.812/2559 ที่ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ฟ้องนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ จำเลยที่ 1 และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จำเลยที่ 2 ในข้อหาแจ้งความเท็จ ให้พนักงานจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และหมิ่นประมาท



 


 

 

โดยคดีนี้นายวัชระระบุถึงคำฟ้องว่า สืบเนื่องจากนายเรืองไกร อดีตสมาชิกวุฒิสภา และเป็นทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ได้ร้องเรียนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่านายวัชระ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน คนที่ 1 ในขณะนั้น ร่วมกับนายศุภชัย ศรีหล้า ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร จงใจใช้สถานะ หรือตำแหน่ง ส.ส. เข้าไปก้าวก่าย หรือแทรกแซงการทำงานของนายธาริต

 

 

“เรียกนายธาริต มาให้การเรื่องชายชุดดำในเหตุการณ์ความไม่สงบเดือน เม.ย.- พ.ค.2553 ที่สภาผู้แทนราษฎร โดยไม่มีอำนาจและเป็นการเอื้อประโยชน์ให้พรรคประชาธิปัตย์ และไม่ได้มีมติของ กมธ. เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 266 (1) โดยนายเรืองไกร และนายธาริตขณะเป็นอธิบดีดีเอสไอ ได้ไปให้การยืนยันข้อความอันเท็จต่อเจ้าพนักงาน กกต. ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณา

 

 

โดยวันนี้ ทนายความโจทก์, นายเรืองไกร จำเลยที่ 1 และ นายธาริต จำเลยที่ 2 มาศาล พร้อมทนายความ ซึ่ง ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายวัชระ โจทก์ เป็นรองประธาน กมธ. ขณะนั้น เรียกนายธาริต จำเลยที่ 2 เป็นอธิบดีดีเอสไอขณะนั้น ไปชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีชายชุดดำ ต่อมาวันที่ 18 มี.ค. 2556 นายเรืองไกร จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือถึง กกต.ว่าโจทก์เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ จากนั้นได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงาน กกต. และคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของ กกต.

 

ศาลต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น มีตัวโจทก์และนายศุภชัย ศรีหล้า เป็นพยานเบิกความว่าได้ทำหนังสือเชิญจำเลยที่ 2 ตามไปชี้แจงขั้นตอน และลงมติในที่ประชุม กมธ. เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ ประกอบคำเบิกความพยานเจ้าพนักงาน กกต. และประธานคณะกรรมการไต่สวนฯ กกต.ว่าจำเลยที่ 1 บอกว่าโจทก์และนายศุภชัยก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีดีเอสไอเพื่อประโยชน์ตนและพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กล่าวหาโจทก์ทำเกินหน้าที่ กมธ. ตามข้อบังคับการประชุม และไม่มีการลงมติทำหนังสือเชิญ ให้เจ้าหน้าที่บันทึกข้อความตามหน้าที่ลงในเอกสารราชการเพื่อใช้เป็นหลักฐาน และเป็นการแสดงความคิดเห็นให้ตรวจสอบโจทก์

 

 

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์และนายศุภชัยได้เบิกความว่าได้ทำหนังสือเชิญถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบแก้ให้เห็นว่าโจทก์จงใจก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 อย่างไร พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ได้ให้การต่อ กกต.ยืนยันข้อเท็จจริงประสงค์ให้ กกต.พิจารณาว่าโจทก์จงใจก้าวก่าย เกินเลยมากกว่าการแสดงความคิดเห็นท้วงติงและการคาดคะเนส่วนตัว จำเลยที่ 1 เคยเป็น ส.ว.มาก่อนย่อมทราบกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริง ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนได้เสียใดๆ การใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ต้องไม่เกินเลยขอบเขตกฎหมาย จึงไม่ได้รับการคุ้มครอง พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ เป็นการให้ข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ จึงผิดตามฟ้อง

 

ส่วนจำเลยที่ 2  ศาลเห็นว่าโจทก์ต้องนำสืบจนปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 แบ่งหน้าที่ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างไร ลำพังจำเลยที่ 2 ไปให้ถ้อยคำต่อ กกต. ยังไม่พอฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิด เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นอธิบดีดีเอสไอและหัวหน้าพนักงานสอบสวน ย่อมมีอำนาจใช้ดุลยพินิจในการไม่เปิดเผยสำนวนเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียในการสอบสวน ขณะที่โจทก์เป็นรองประธาน กมธ. พยายามเชิญจำเลยที่ 2 มาชี้แจงหลายครั้ง จำเลยที่ 2 เชื่อและเข้าใจว่ามี กมธ.บางคนเป็น ส.ส.ของพรรคการเมืองที่หัวหน้าพรรคเป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา (สลายการชุมนุมในเหตุการณ์ความไม่สงบปี 2553) ทำให้จำเลยที่ 2 ให้ถ้อยคำเป็นพยานว่าโจทก์ก้าวก่ายแทรกแซงเรื่องชายชุดดำ เอื้อประโยชน์พรรคประชาธิปัตย์และผู้ต้องหา สิ่งที่ กมธ.ปฏิบัติทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้ถ้อยคำในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำหน้าที่โดยสุจริตแล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่มีความผิด

 

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และให้เจ้าพนักงานจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุดฐานให้เจ้าพนักงานจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จำคุก 1 ปี ทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ซึ่งต่อมานายเรืองไกร จำเลยที่ 1 ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 1 แสนบาท ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว

ติดตามข่าวอื่นๆ