ใครกันแน่..ไม่รู้จักแยกแยะฉวยโอกาสทีม"หมูป่า"..ลอกคราบ"วัฒนา"สู่ความเป็นเนื้อเดียวกันทางการเมือง?

ใครกันแน่..ไม่รู้จักแยกแยะฉวยโอกาสทีม"หมูป่า"..ลอกคราบ"วัฒนา"สู่ความเป็นเนื้อเดียวกันทางการเมือง?

Publish 2018-07-03 16:14:02


ความคืบหน้าการค้นหา13ชีวิตเด็กๆทีมหมู่ป่า และผู้ฝึกสอนหรือโค้ช   ที่พลัดหลงเข้าไปในถ้ำหลวง ตั้งอยู่ภายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน พื้นที่หมู่บ้านจ้องวัด หมู่ 9 ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.61 นั้น   หลังผ่านมาไปเกือบ 2 วันการค้นหายังไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องมาจากเจออุปสรรค ติดปัญหาไม่สามารถผ่านจุดที่น้ำท่วมทางลงอุโมงค์เล็กในถ้ำไปได้ จนต้องประสานหน่วยปฏิบัติการพิเศษทางเรือ กองทัพเรือ หรือ หน่วย SEAL เข้ามาช่วยดำเนินการ ตามมาด้วยหน่วยสนับสนุนชุดค้นหาอื่น อาทิ  เจ้าหน้าที่กู้ภัย ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน   จิตอาสา ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ  ที่ได้ทุ่มเทค้นหาชีวิต ลูกทีมหมูป่า อย่างแข็งขันทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง

 

จนกระทั้งเมื่อช่วงค่ำคืนของวันที่2 ก.ค.ที่ผ่าน  คนไทยถึงกับเฮทั้งประเทศเมื่อได้ทราบข่าวดี ได้รับการยืนยันว่า เจอ 13 ชีวิตที่ติดในถ้ำหลวงแล้ว ทั้งหมดปลอดภัย เด็กๆอยู่บนเนินนมสาว ห่างจากพัทยา บีช ไปอีก400เมตร ขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการหาวิธีให้เด็กๆออกจากถ้ำอย่างปลอดภัยที่สุด



ทันทีที่สิ้นเสียงได้มีความเคลื่อนจากทางการเมือง อย่างทางด้านของนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการช่วยเหลือ 13 ชีวิตทีมหมูป่า มีเนื้อหาทั้งหมดดังต่อไปนี้

 

“หมูป่ารอดแล้ว”

ขอแสดงความยินดีกับครอบครัวและน้องๆ ทีมหมูป่าทั้ง 13 ชีวิตที่ปลอดภัย ขอชื่นชมทีมช่วยเหลือทุกท่านทั้งจากต่างชาติและคนไทยที่มีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทั้งโลกที่ร่วมกันลุ้นและให้กำลังใจ ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับชาวนาผู้ที่เสียสละยอมรับน้ำที่สูบออกจากถ้ำเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์

 

สิ่งที่น่ารังเกียจสำหรับปฏิบัติการช่วยชีวิตน้องๆ ทั้ง 13 คน อย่างแรกคือการไม่รู้จักกาละเทศะของบางคน เช่น การปาฐกถาถึงปัญหาของประเทศให้แม่เด็กฟัง หรือการถามถึงข้อกฎหมายกับทีมช่วยเหลือทั้งที่ความจำเป็นที่สุดที่ต้องเร่งทำคือการช่วยชีวิตคน ต่อมาคือการไม่รู้จักแยกแยะจนกลายเป็นการฉวยโอกาส โดยเฉพาะจากลิ่วล้อเผด็จการที่พยายามจะบอกกับสังคมถึงความจำเป็นที่ต้องมีทหาร ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับทหารที่ทำตัวเป็นเผด็จการยึดอำนาจจากประชาชน หรือทำตัวเป็นเครื่องมือเผด็จการรังแกประชาชน เช่น ยัดข้อหาดำเนินคดีกับประชาชนที่เรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของตัวเองที่ถูกปล้นไป รวมทั้งยัดข้อหาพวกผมที่แถลงข่าวให้ประชาชนทราบถึงผลงาน 4 ปีการรัฐประหาร แต่หน้าหนาเอาเปรียบผู้อื่น เช่น สนับสนุนพรรคพวกที่ออกไปอาละวาดดูดอดีต ส.ส. มาต่อท่อการสืบทอดอำนาจของตัวเองและพรรคพวก ที่มืดกว่าในถ้ำคืออนาคตของประเทศภายใต้ระบอบเผด็จการ ทีมช่วยเหลือจากที่ไหนก็ช่วยไม่ได้ถ้าคนไทยไม่ช่วยตัวเอง

 

การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปากผู้เห็นต่างยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดผมถูกดำเนินคดีอีกจากการให้ความเห็นประณามการดำเนินคดีกับเพจ “KonthaiUk” ที่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการซื้อดาวเทียมมูลค่า 91,200 ล้านบาท และประชาชนที่เผยแพร่หรือส่งต่อข้อความดังกล่าว ทั้งที่เป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้งบประมาณที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ตามหมายเรียก พงส. ให้ผมไปพบในวันศุกร์ก่อนหมดเวลาราชการเพียง 2 ชั่วโมง แต่ผมจะไปพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในวันพุธที่ 4 เวลา 10.30 น. “มีปัญหามั้ย”

 

 

อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีแนวคิดบางประการของนายวัฒนาที่มีความคล้ายคลึง หรือสอดคลองกับนักเคลื่อนไหวทางการเมือง อย่าง นายเอกชัย หงส์กังวาน ผู้มีความคิดต่อต้านรัฐบาคสช. มีวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของทหาร ในการค้นหาลูกทีมหมูป่าโดยระบุว่า..

 “นักร้องวิ่งหาเงินช่วย รพ

ทหารหาเด็กแทนหน่วยกู้ชีพ

มิน่าประเทศถึงไม่พัฒนา ”

 

โดยในโพสต์นี้เป็นที่น่าสังเกตว่า  โพสต์ข้อความดังกล่าวของนายเอกชัย  มีนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย เข้าไปกดไลก์ด้วย

 

 

 

 

 

 

 ไม่เพียงเท่านั้น ในเวลาต่อมานายเอกชัย ก็ได้โพสต์ข้อความในลักษณะดังกล่าวอีกครั้ง ระบุว่า..

 

“พรรคไหนลดทหาร

เพิ่มหน่วยกู้ภัย

ผมเลือกพรรคนั้น”

 

 

และต่อมาอีกหลายครั้ง.. 

 

“การที่เรายังยึดติดกับความคิดทหารคือ หน่วยกู้ภัย ทำให้การพัฒนาหน่วยกู้ภัยพลเรือนไม่เกิด

นอกจากนี้ทหารยังจะใช้ข้ออ้างนี้ในการเกณฑ์ทหาร และฝังตัวในกรุงเทพต่อไป

หากเรายังไม่สามารถแยกการกู้ภัยออกจากทหาร กองทัพก็ยังมีขนาดใหญ่ และมีอิทธิพลในทางการเมืองต่อไป”

 

 

 

 

 



หรือรูปประโยคบางประโยคของนายวัฒนา ดันไปซ้ำกับการแสดงความคิดเห็นของ โบว์ หรือ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา สาวนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นอีกหนึ่งรายที่มีความคิดเห็นทางการเมืองขัดแย้งกับรัฐบาลคสช.  ก็ได้โพสต์วิพากษ์วิจารณ์การลงพื้นที่ของพล.อ.ประยุทธ์  โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “มืดกว่าถ้ำก็อนาคตประเทศ” มีเนื้อหาต่อไปนี้ ..

 

เหลือเชื่อ และ น่ากลัวมาก ประยุทธ์ไปหาแม่เด็กๆที่ติดอยู่ในถ้ำ แล้วพล่ามเรื่องการแก้ปัญหาการเกษตรให้ฟัง 

 

พร้อมติดแฮชแท็ก ด้วยว่า “#มืดกว่าถ้ำก็อนาคตประเทศนี่แหล่ะ”

 

ข้อความดังกล่าวถูกเพจ “การเมืองไทย ในกะลา” ซึ่งเป็นเพจที่มีแนวคิดทางการเมืองตรงข้าม หรือคนละขั้วกับคสช. หยิบยกไปขยายต่อจนกลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ แต่กระแสดังกล่าวที่ว่ามานั้น ได้ตีกลับ และให้โทษกับตัวผู้แสดงความคิดเห็นเสียมากกว่า 

 

 

โลกออนไลน์ได้ตั้งข้อสังเกตว่าไปยังเจตนาของน.ส.ณัฏฐาที่ออกมาแสดงความคิดเห็นดังกล่าว มีวัตถุประสงค์แอบแฝงทางการเมืองหรือไม่ หรือ บิดเบือนข่าวสาร ให้ร้าย โจมตีพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่  จึงได้กล่าวถึงเพียงเรื่องเดียว ทั้งๆ ที่พล.อ.ประยุทธ์ ตามรูป ประกอบด้านล่าง

 

 

อย่างไรก็ตามจากกรณีการเข้าช่วยเหลือ13 ชีวิตทีมหมูป่า ซึ่งนอกเหนือจากการที่เราได้เห็นคนไทยรวมพลังความสามัคคี ทั้งจาก ช่างไฟฟ้า  ทีมเก็บรังนก นักขุดเจาะน้ำบาดาล ช่างต่อท่อ แพทย์ นักปีนเขา ทหาร นักข่าว พ่อครัว ช่างภาพ ล่าม นักวิทยาศาสตร์ ทีมกู้ภัย นักดำน้ำ นักดนตรี นักธรณีวิทยา  ผู้ว่าฯ  รัฐมนตรี หรือแม้นายกรัฐมนตรี  กำลังใจจากทางบ้าน เอาเป็นว่าทั้งประเทศรวมใจกันเป็นหนึ่ง แล้วนั้น

 

สิ่งที่เราสังเกตได้อีกประการหนึ่ง..นั้นก็คือความสามัคคีของกลุ่มก้อนทางการเมืองกลุ่มหนึ่ง ที่เคลือนไหวโจมตี ทหาร คสช. รัฐบาล และพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะสถานการณ์ใดก็ตาม 

 

คงต้องตั้งข้อสงสัยกลับไปว่า ใครกันแน่...ที่การฉวยโอกาสโจมตีขั้วตรงข้ามตัวเอง อย่าไม่แยกแยะ??




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม