"สุเทพ"เปิดใจเคลียร์ "ปัญหาหลัก" คดีทุจริตโรงพัก แฉพวกจ้องดิสเครดิต

Publish 2018-08-21 20:42:03


จากกรณีที่สุเทพ เทือกสุบรรณ  ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)  ประกาศต่อสู้โว้ย..หลังจากที่  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้แจ้งข้อกล่าวหากับนายสุเทพ ในสมัยที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  กับพวกรวม 17 คน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสร้างแฟลตตำรวจ 163 แห่งและโรงพักทดแทน 396 แห่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  จนกระทั้งในวันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้ไปชี้แจงต่อคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่



 

ล่าสุดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)  และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ไลฟ์สดชี้แจงถึงการเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า

 

เมื่อวานนี้ตนได้เดินทาง ไปชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากรณีการสร้างสถานีตำรวจ 396 แห่งที่สำนักงานป.ป.ช.ไปชี้แจงต่อคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ และมีเรื่องที่จะมากับเรียนกับพี่น้องประชาชนว่าตนได้ชี้แจงประเด็นต่างๆอย่างไร

 

ประเด็นสำคัญเรื่องที่คณะอนุกรรมการไต่สวนของป.ป.ช.ตั้งข้อกล่าวหาตนก็คือว่า ตนปฎิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบหรือโดยทุจริตกรณีไปเปลี่ยนวิธีการจัดจ้างการก่อสร้างโครงการ สถานีตำรวจดังกล่าว จากเดิม ที่ตนเคยอนุมัติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้วิธีจัดจ้างโดยแบ่งงานเป็นเก้าสัญญาเก้าภาคแล้วมาเปลี่ยนเป็นสัญญาเดียวทั้ง 396 แห่ง เมื่อฟังข้อกล่าวหาแล้วก็ชวนให้คนเข้าใจสงสัยเอาได้ว่าน่าจะมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลเมื่อไม่พูดถึงรายละเอียดคนก็จะพรางแคลงใจ  

 

เมื่อวานตนก็ได้เรียนชี้แจงต่อคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ว่า ครั้งแรกตนได้นำอนุมัติตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยพลตำรวจเอกเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้นเสนอซึ่งได้ไปตั้งคณะกรรมการแล้วพิจารณาทางเลือก4ทางด้วยกัน

 

1 จ้างทำสัญญาโครงการเดียวสัญญาเดียว

2 แบ่งโครงการออกเป็นเก้าโครงการทำสัญญาจ้างเก้าสัญญา 

3 ให้สำนักงานตำรวจภาคหรือกองบัญชาการตำรวจภาคไปจ้าง

4 ให้สำนักงาน หรือกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเป็นผู้จ้าง

 

ทั้งหมด 4 ทางเรื่อง แล้วกรรมการชุดนั้น ของสำนักงานตำรวจก็บอกว่า วิธีที่ดีที่สุดน่าจะกระจายงานออกไปกับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคโดยแยกทำสัญญาเป็นภาคภาค 1-9 ตนพิจารณาตามข้อเสนอของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในขณะนั้นดูมีเหตุผล ถ้ากระจายการจ้างออกไปทั้งเก้าภาคน่าจะทำงานได้สะดวกรวดเร็วเป็นผลดีกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่าควรใช้วิธีนั้นเสนอขออนุมัติมาตนก็อนุมัติให้ความเห็นชอบให้ไปดำเนินการ โดยการประมูลสัญญา แยกสัญญาเป็นเก้าสัญญา อนุมัติไปเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 

 

 

ตนย้ำกับท่านกรรมการป.ป.ช. ว่า วันที่ 9 มิถุนายน 2552 ในวันที่ตนพิจารณาตัดสินใจตามข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่าข้อมูลแบบนั้นเหตุผลแบบนั้นเห็นชอบแล้วแต่ว่าพอพลตำรวจเอกพัชรวาทพ้นจากตำแหน่งไป พลตำรวจเอกปทีป ตันประเสริฐ เข้ามารับหน้าที่ทำงานในฐานะรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจเอกปทีปก็ทำเรื่องเสนอมา ที่ตนใหม่. บอกว่าวิธีเดิมที่ตนอนุมัติไปนั้นทำไม่ได้จะต้องใช้วิธีใหม่คือไม่สามารถจะแยกสัญญาเป็นเก้าสัญญาเก้าภาคได้แล้วต้องรวมเป็นสัญญาเดียวและมีเหตุผลมาชี้แจงกับตนว่าที่ต้องทำแบบนี้ เพราะการตั้งงบประมาณปี 2553 ใน กฎหมายงบประมาณระบุชัดเจนว่าการสร้างสถานีตำรวจ 396 แห่งนี้ คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นโครงการเดียวและก็ตั้งงบประมาณเดียวไม่สามารถที่จะแยกเป็นโครงการย่อยย่อยเก้าของการทำสัญญาจ้างต่อสัญญาได้ 

 

 

ประเด็นอยู่ตรงนี้เท่านั้นทำได้หรือทำไม่ได้ผิดกฎหมายงบประมาณหรือไม่ผิดกฎหมายงบประมาณนี่เป็นประเด็นใหญ่

 

ตนก็ได้เรียนกับคณะกรรมการป.ป.ช.ว่าที่จริงตนได้ชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการไต่สวน ของป.ป.ช. ชัดเจนแล้วเอกสารหลักฐานทั้งหลายแสดงชัดเจนแล้ว แต่ว่าอนุกรรมการป.ป.ช. ก็ไม่วินิจฉัยเสียที ดอง เรื่องไว้ตั้งสี่ปี ตนเสียหายไปเยอะ

 

มื่อวานตนเลยเอาหลักฐานไปให้กับคณะกรรมการป.ป.ช. ชุดใหญ่ คือหนังสืองบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2553 เขียนไว้ว่า โครงการก่อสร้างอาคารสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่งงบประมาณทั้งสิ้น 6,298 ล้านบาท ปี 2552 ตั้งงบประมาณ 311 ล้านบาท ปี 2553 ตั้งงบประมาณ 1174 ล้านบาท ปี 2554 ผูกพันงบประมาณ 4812 ล้านบาทเมื่อตั้งงบประมาณไว้อย่างนี้จะไปแต่เป็นเก้าสัญญาไม่ได้เพราะจะผิดกฏหมายงบประมาณ ถามว่าเมื่อตนพิจารณา ครั้งแรกทำไมไม่ดูกฎหมายนี้เพราะว่าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 กฎหมายงบประมาณฉบับนี้ยังไม่ได้ออกกฎหมายงบประมาณฉบับนี้เพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2552 หลังจากที่ตนได้ให้ความเห็นชอบไปครั้งแรก



เพราะฉะนั้นพลตำรวจเอกประทีปจึงมาแสดงเหตุผลว่าเมื่อกฎหมายงบประมาณเขียนไว้แบบนี้ไม่สามารถที่จะแยกตายนี่เป็นวิธีปฏิบัติขั้นตอนราชการตามปกติของหน่วยราชการต่างๆตนได้นำหลักฐานนี้ไปแสดงต่อคณะกรรมการป.ป.ช. ชุดใหญ่ แต่ตนได้นำเอาเอกสารงบประมาณอีกปีหนึ่งปีถัดมาคือเอกสารงบประมาณรายจ่ายปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่ได้ทำสัญญากันแล้วได้ผู้รับจ้างเป็นที่เรียบร้อยและได้ตั้งงบประมาณแล้วเขียนไว้ในทำนองเดียวกันเหมือนกันเลย

 

โครงการก่อสร้างอาคารสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่ง ประมาณทั้งสิ้น 6298 ล้านบาท ปี2552ตั้งงบประมาณ 311,500,000 บาท  ปี2553 งบประมาณ 1174 ล้านบาท ปี 2554 ตั้งมาประมาณ 2199 ล้านบาทปี 25555ผูกพันงบประมาณอีก 2612 ล้านบาทเช่นกัน ไม่สามารถที่จะแยกงบประมาณทั้งก้อนกฎหมายเขียนไว้แบบนี้ใครจะไปแบ่งเป็นเก้าของการว่าจ้างเก้าสัญญาผิดกฏหมายงบประมาณทำไม่ได้

 

และตนก็ยังเอาข้อเท็จจริงที่เป็นความจริงไปรายงานกับคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ ว่าถ้าหากจะมีการแยกว่าจ้างเป็นรายสถานีตำรวจหรือราย จังหวัด และรายภาค. กฎหมายงบประมาณต้องไม่เขียนเหมือนปี53หรือปี54 ซึ่งจะต้องเขียนใหม่เป็นแบบอื่น 

 

เมื่อเขาเลิกสัญญาเดิมแล้วดำเนินการเพื่อให้มีการก่อสร้างสถานนีตำรวจภูธรเหล่านั้นใหม่ สำนักงบประมาณทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ. จะต้องเปลี่ยนวิธีการในการเขียน กฎหมายงบประมาณ ดูได้จากข้อเท็จจริงในเอกสารงบประมาณฉบับที่สามงบประมาณรายจ่ายพ.ศ. 2558 อยู่ที่หน้า 134 ตนได้นำไปเสนอให้คณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ดู เขียนไว้ว่าอาคารที่ทำการสถานีตำรวจสภ.ตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี1หลัง งบประมาณทั้งสิ้น 18 ล้านบาท ปี58ตั้งงบประมาณ 3,720,000 บาท ปีห้าเก้าผูกพันงบประมาณ 14,880,000 บาท

 

อาคารที่ทำการ สภ.นิคมคำสร้อยจังหวัดมุกดาหาร

 1หลัง  งบประมาณทั้งสิ้น 18,600,000 บาทปี 2558 ตั้งงบประมาณ 3,720,000 บาท ปี 2559 ผูกพันงบประมาณ 14,880,000 บาท 

 

อาคารที่ทำการ สภ.เมืองพะเยาจังหวัดพะเยาพร้อมส่วนประกอบหนึ่งหลัง งบประมาณ 34,600,000 บาท ปี 2558 งบประมาณ 6,920,000 บาทปี 2559 ผูกพันงบประมาณ 27,680,000 บาท

 

อาคารที่ทำการ สภ. ตะโหมด จังหวัดพัทลุงหนึ่งหลังประมาณทั้งสิ้น 18,600,000 บาทปี 2558ตั้งงบประมาณ 3,720,000 บาทปี 2559 ผูกพันงบประมาณ 14,880,000 บาท

 

อาคารที่ทำการ สภ.หนองปรือจังหวัดชลบุรีพร้อมส่วนประกอบหนึ่งหลังงบประมาณ   18,600,000 บาท 2558 ตั้งงบประมาณ 3,720,000 บาทปี 2559 ผูกพันงบประมาณ 14,880,000 บาท

 

อาคารที่ทำการ สภ.กะรน จังหวัดภูเก็ตพร้อมส่วนประกอบหนึ่งหลังงบประมาณทั้งสิ้น 20,600,000 บาท ปี 2558 ตั้งงบประมาณ 4,120,000 บาทปี 2559 ผูกพันงบประมาณ 16,480,000 บาท

 

 

ทั้งหมดนี้ที่เขาเขียนมาในปี 2558 แยกเป็นรายสถานีไม่รวมเป็นโครงการเดียวเพราะฉะนั้นดังนี้ประมูลแยกเป็นสัญญาสัญญาได้ และนี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการปฎิบัติในราชการปกติวิธีการเขียนกฎหมายงบประมาณปกติเขียนแบบนี้จะไปแยกอีกก็ไม่ได้แล้วจะไปทำอย่างอื่นอีกก็ไม่ได้ก็ต้องประมูลจัดซื้อจัดจ้างว่าจ้างผู้รับเหมาเป็นรายรายไปอย่างนี้

 

ข้อเท็จจริงแบบนี้. เมื่อตนนำไปเสนอต่อคณะกรรมการป.ป.ช. ชุดใหญ่เมื่อวาน คณะกรรมการจึงยอมรับว่าทั้งหมดเป็นความจริงที่ปฏิบัติกันอยู่ในวงราชการโดยทั่วไป ทำราชการมาย่อมเข้าใจย่อมไม่มีข้อสงสัยคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่  เมื่อวานว่าเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาก็คือกฎหมายงบประมาณเขียนอย่างไรเราต้องปฏิบัติตามแบบนั้น

 

วันที่ตนอนุมัติไปครั้งแรกว่าให้ใช้วิธีจัดจ้างโดยแบ่งงานออกเป็นหลายภาคเก้าโครงการเก้าสัญญา เมื่อวันที่9 มิถุนายน 2552  กฎหมายงบประมาณยังไม่ออกแต่เมื่อกฎหมายงบประมาณออกมาแล้วก็ต้องทำตามกฏหมายงบประมาณเพราะฉะนั้นการที่เปลี่ยนวิธีการจัดจ้างจากเก้าภาคเก้าสัญญามาเป็นสัญญาเดียวจึงไม่มีอะไรที่เป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบหรือจะมากล่าวหาว่าตนปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริตย่อมเป็นข้อกล่าวหาที่มีอคติไม่เป็นธรรมไม่พิจารณาข้อเท็จจริงหรือความจริงที่เกิดขึ้น

 

ตนชี้แจงประเด็นนี้พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานทั้งหลายเหล่านี้ต่อคณะกรรมการป.ป.ช. ชุดใหญ่ก็ยอมรับในประเด็นนี้ แต่อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นอื่นๆที่ทางอนุกรรมการไต่สวนยกมาตั้งเป็นข้อกล่าวหาย่อยย่อยอีก9 ประเด็น ตนก็ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมการป.ป.ช. ทีละประเด็น. ก็นำเอกสารหลักฐานแสดงต่อคณะกรรมการ  โดยได้นำเอาเอกสารทุกอย่างที่เป็นเอกสารของทางราชการ เพราะฉะนั้นการชี้แจงของตนเมื่อวานจึงทำได้สมบูรณ์ครบถ้วนและตนได้กลับเรียนกับคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ว่าที่จริงตนเหมือนกับประชาชนทั้งหลายต้องการเห็นคณะกรรมการป.ป.ช. มีประสิทธิภาพทำหน้าที่ป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในบ้านเมืองเราให้ได้ผล

 

ดังนั้นตนจึงอดทนสี่ปีป.ป.ช. ออกข่าวทำให้ตนเสียหายหลายครั้งหลายหนต้นก็อดทนเพราะถือว่ายังอยู่ในกระบวนการที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแต่ว่าการที่ป.ป.ช. ออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา บอกว่าสุเทพกับพวกอีก 17 คนถูกกล่าวหาว่าทุจริตแบบนี้เป็นเรื่องเสียหายมากไม่ใช่เสียหายกับตัวเองเพราะว่าตนน่ะเสียมาแล้ว สี่ปีที่ผ่านมายับเยินมาแล้ว. แต่ว่าจะเสียหายกับงานส่วนรวมของประชาชน คนกำลังรวมพี่น้องผู้มีอุดมการเดียวกันมาตั้งพรรคการเมืองที่แท้จริงของประชาชนขึ้นในประเทศนี้เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปให้ประชาชนมีทางเลือกเพราะเบื่อพรรคการเมืองการ. นักการเมืองเก่าเก่าเราจะสร้างพรรคการเมืองของประชาชนที่แตกต่างจากของเก่าเป็นพรรคการเมืองของประชาชนที่ประชาชนเป็นเจ้าของจริงประชาชนควบคุมพรรคจริงแล้วก็สร้างนักการเมืองใหม่ให้เป็นทางเลือกของประชาชนกำลังทำแบบนี้เข้าด้ายเข้าเข็มอยู่แบบนี้แล้วมาออกข่าวว่าในผู้ร่วมก่อตั้งคือนายสุเทพ เป็นคนทุจริตแบบนี้มันทำให้พรรครวมพลังประชาชาติไทยของประชาชนที่กำลังสร้างขึ้นต้องได้รับผลกระทบกระเทือน

 

ตนเรียนกับกรรมการป.ป.ช.ว่าตนไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคตนไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งและถ้าพรรคนี้เป็นรัฐบาลก็ไม่รับตำแหน่งอะไรทั้งนั้นเพราะฉะนั้นตนไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตนแต่ถ้าตนทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ต้องการให้ชื่อเสียงพรรคการเมืองของประชาชนที่ผู้มีอุดมการเค้ามีเจตนาดีต่อบ้านต่อเมืองต่อประชาชนต้องได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้นตนจึงต้องนำเรื่องทั้งหมดนี้มาอธิบายต่อสาธารณชนไม่หายเคลือบแคลง หรือให้หายสงสัย 

 

 

และพร้อมรับถ้าฝ่ายกระบวนการผู้ที่กล่าวหาตนโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเพื่อไทยคนของพรรคเพื่อไทยซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ได้หยุด ยังเอามาโจมตีอยู่ตลอดเวลาและไปสมทบกับข้าราชการตำรวจบางคน ไปสมทบข้าราชการของกรมสอบสวนคดีพิเศษทำเป็นเรื่องเป็นราวนี่คือหวังผลทางการเมือง พรรครวมพลังประชาชาติไทยของตนเราอย่าใช้วิธีนี้ไม่มีการโจมตีใครโดยพรรคนี้ แต่ว่าเป็นสิทธิ์ของเราที่จะป้องกันตัวเองที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงให้กับพี่น้องประชาชน

 

ตนได้เรียนกับคณะกรรมการป.ป.ช.ว่า ต้องเข้าใจว่าตนไม่มีเจตนาไปทำลายชื่อเสียงเกียรติภูมิขององค์กรสำคัญอย่างป.ป.ช แต่เป็นสิทธิ์ที่ตนจะต้องปกป้อง ส่วนได้ส่วนเสียของประชาชนซึ่งตนมีส่วนร่วมอยู่ซึ่งคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่เข้าใจเจตนารมย์ของตนและเข้าใจว่าตนมีความจำเป็นจริงๆที่จะต้องออกมาพูดจากกับสาธารณชนในประเด็นนี้ให้ชัดเจน

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม