1ปีเต็มวิบากกรรมในคุก"บุญทรง" ความเจ็บปวดถูกใช้ในฐานะเสมียน

Publish 2018-08-26 15:47:12


ผ่านไปหนึ่งปีเต็มสำหรับวิบากกรรมของ "เสี่ยฮุก" บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ที่ต้องติดคุกเพราะเลือกที่จะยอมก้มหัวรับใช้ระบอบทักษิณ ?

 

หากย้อนไปเมื่อวันที่25 สิงหาคม ปีที่แล้ว (2560) นับเป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษา2คดีดัง “ทุจริตจำนำข้าว” คดีแรกเป็น ศาลฯนัดฟังคำพิพากษาคดีดำเลขที่ อม.22/2558 ระหว่างอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542




แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายปรากฏว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์กลับเลือกที่จากทรยศมวลชนคนเสื้อแดง ทิ้งลูกน้อง โดยการทำให้เชื่อว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์จะสู้คดี จะไม่หนีไปไหน แต่สุดท้ายกลับเตรียมการวางแผนเป็นอย่างดี หลอกได้แม้กระทั้งพรรคพวกตัวเอง โดยอ้างว่าเกิดอาการ “น้ำในหูไม่เท่ากัน” จนกลายเป็นคำฮิตติดปาก ในช่วงนั้น

 

และคดีที่2 กรณีทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ต่อมาเมื่อเวลา15.30.น.ขณะที่ ศาลฯ ได้มีการอ่านคำพิพากษาคดีที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ประดิษฐ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมพวก ทั้งข้าราชการประจำ นักการเมือง เอกชน ตกเป็นจำเลย ทั้งนี้ ศาลอ่านคำพิพากษาจำคุกนายบุญทรง 42 ปี และชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 16,000 ล้านบาทจากนั้นในเวลา 18.00 น. เจ้าหน้าที่ได้นำตัว นายบุญทรง ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยนายบุญทรงมีอาการเครียดจากการประกันตัว และมีโรคประจำตัวอย่าง ภูมิแพ้ ความดันโลหิตสูง

 

 

1ปีเต็มสำหรับการทุกข์ระทมในเรือนจำ สิ่งที่ทำให้นายบุญทรงต้องไปเช่นนั้น นอกเหนือจากการทรยศ หักหลัง แล้วยังมีความอึดอัดบอกกับ “สุรนันทน์ เวชชาชีวะ" ว่า “กูพูดไม่ได้” ย้อนกลับไปอ่านอย่างละเอียด สำหรับข้อความที่คุนายสุรนันท์โพสต์ถึงนายบุญทรง

ประเด็นแรกที่อยากให้จับประเด็นคือนายสุรนันท์บอกว่าวันหนึ่งนายสุรนันท์ในฐานะเลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็แวะไปคุยกับนายบุญทรงเจอแฟ้มเต็มโต๊ะก็เลยพลิกดูแล้วถามว่าใครดูให้แต่ละเรื่องน่ากลัว นายสุรนันท์กลัวอะไรถึงบอกว่าเรื่องที่น่ากลัว ...หรือ กลัวเพราะมีอะไรลับลมคมในซับซ้อนหรือเปล่า เพราะถ้าเรื่องปกติธรรมดาบริหารราชการแผ่นดินก็ทำไปไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว ขณะที่บุญทรงตอบว่า “กูมีทีม”  ก็แสดงว่านายบุญทรงก็ต้องคิดอยู่แล้วเหมือนกัน คำว่ามีทีมก็คงจะตรวจสอบแต่ไม่เพียงเท่านั้น

 

 

นายสุรนันท์ก็เขียนต่อไปอีกว่า "แต่เวลาคุณยิ่งลักษณ์ไปต่างประเทศบางทีคุยกัน นายสุรนันท์บอกว่าคุณบุญทรงมีแววตาที่มีความกังวล" ...คำถามต่อไปนายบุญทรงกังวล กังวลเรื่องอะไร? นายสุรนันท์ก็บอกต่อว่า "ในช่วงวิกฤตมีงานหลายด้านแต่ไม่วายห่วงเพื่อน ส่งเรื่องจากทำเนียบก็เคยเตือนว่าเลือกไปแล้วให้รีบจัดการ เราเป็นเพียงเสมียน ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางทั้งหมด แต่รู้สึกเสมอว่าเพื่อนไม่สบายใจ"



และสำหรับคำว่า “เสมียน” เป็นพนักงานทำเอกสารปกติธรรมดาคนหนึ่ง แต่ขณะนั้นนายบุญทรงมี ตำแหน่งรัฐมนตรีมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ในกระทรวงนั้นคนสำคัญในพรรคเพื่อไทยเอง การที่นายสุรนันท์ออกมาบอกว่าเพื่อนเขาที่ชื่อ”บุญทรง”ที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์เป็นแค่เสมียน และรู้ได้อีกว่าเพื่อนไม่สบายใจ ก็แสดงว่ามีคนบงการ มีคนที่ใหญ่กว่า “เสมียน”บุญทรง

 

 

ยังไม่จบสำหรับจดหมายของนายสุรนันท์ต้องถอดให้ละเอียด.. "หลังพายุพัดผ่าน นั่งจิบไวน์คุยกันสองคน ผมถามมึงเล่าให้กูฟังหน่อยว่าเรื่องเป็นยังไง ผมนับถือน้ำใจมันที่ตอบ กูพูดไม่ได้ เราร่ำสุราจนดึกแล้วไม่แตะเรื่องนั้นอีกเลย ทางการเมืองบางเรื่องต้องตายไปกับเรา พูดไม่ได้ ผมเข้าใจดีและผมเห็นใจเพื่อน..." ประโยคนี้สำคัญ "เห็นใจเพื่อนที่เข้าไปติดกับเงื่อนไขนั้น ขณะนี้เงื่อนไขดังกล่าวยังคงเป็นปริศนา

 

นายสุรนันท์บอกตัวเองโชคดีที่ไม่ไปติดกับเงื่อนไข แต่นายบุญทรงไม่โชคดีเท่าจึงต้องติดคุก ก็เพราะเรื่องการทุจริตเพราะฉะนั้นในการทุจริตโครงการจำนำข้าวตามศาลพิพากษาคดีจีทูจีแสดงว่านายบุญทรงไม่ได้เป็นคนได้ประโยชน์หรืออาจจะได้ก็เป็นแค่เศษเสี้ยวเพราะเป็นแค่เสมียน เสมียนควรจะได้กินของดี ๆ หรือ? เสมียนคงจะได้ของใหญ่ ๆ หรือ? ก็ต้องมีคนกินอยู่แต่เราไม่รู้

 

เจ็บปวดตัวเองถูกใช้ในฐานะเสมียน 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม