วิบากกรรม ลุงกำนันไม่สิ้นสุด จากลิ่วล้อ ถึงคำบิดเบือนพานทองแท้ !

วิบากกรรม "ลุงกำนัน"ไม่สิ้นสุด จากลิ่วล้อ ถึงคำบิดเบือน"พานทองแท้" !

Publish 2018-09-04 14:43:52


หลังจากที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศสนับสนุนพรรครวมพลังมหาประชาชน เป็นรูปเป็นร่างอย่างเป็นทางการ ก็ดูเหมือนว่า นายสุเทพกลายเป็นตำบลกระสุนตกอีกหนึ่งตำบล จากขบวนการดิสเคตของฝ่ายตรงข้าม

 

ล่าสุดเป็นข่าวฮือฮาเมื่อช่วงเย็นเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา ภายหลังจากการออกมาบิดเบือนข้อเท็จจริงของ”โอ๊คพานทองแท้ ชินวัตร  ลูกชายหัวแก้วของนายทักษิณ ชินวัตร กรณีที่“โอ๊ต”ได้โพสต์ภาพลงในอินสตาแกรมและทวิตเตอร์ส่วนตัว โดยเป็นภาพของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลัประชาชาติไทย (รปช.) พร้อมชี้นำ ในทำนองว่า นายสุเทพมาทำอะไรที่ทำเนียบ



 

โดยในข้อเท็จจริง นายสุเทพได้ชี้แจ้งไปแล้ว  ว่าตนเองนั้นได้เดินทางมายังที่ทำการ ป.ป.ช.เก่า ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับทำเนียบรัฐบาล เพราะฝีมือจากคน”พรรคเพื่อไทย” อย่างนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ  โดยยกเหตุผลว่าเมื่อครั้งที่ตนเป็นเลขาฯ กปปส.ไปเดินรณรงค์คัดค้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยและรับเงินบริจาคในครั้งนั้น จากกรณีที่นายสุเทพได้การจำนองที่ดินบนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 1 แปลง เพื่อกู้เงินจำนวน 25 ล้านบาท เพื่อนำมาเป็นทุนประเดิมเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงม็อบ กปปส. ช่วงเดือน1 พ.ย. 2556  จากนั้นในวันที่ 11 พ.ย. 2556 นายสุเทพ ได้ลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และลุยหน้าขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในฐานะ“ลุงกำนัน” เลขาธิการกปปส. 

 

วิบากกรรมของนายสุเทพในครั้งนี้ เป็นผลพ่วงที่เกิดจากความอาฆาตแค้นของพลพรรคเพื่อไทย  เรื่องดังกล่าวขึ้นเมื่อวันที่ 6 ก.พ.57  นายเรืองไกร ได้เรียกร้องให้ ป.ป.ช. ทำการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของ นายสุเทพ  ว่าจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 263 หรือไม่

 

 



จากการตรวจสอบของสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org  เมื่อปี 2556  เคยตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนี้ที่นายสุเทพ แจ้งบัญชีทรัพย์สินแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ช่วงลาออกจาก ส.ส. และทิ้งเก้าอี้พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2556 ก่อนแปลงกายเป็น ‘กำนันสุเทพ’ ไปเคลื่อนไหวนำม็อบ กปปส. พบรายละเอียด ดังนี้

นายสุเทพ แจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ระบุว่า มีทรัพย์สินรวมของคู่สมรส 210,139,734 บาท และมีหนี้สินรวมคู่สมรส 323,976,645 บาท 

นายสุเทพ ระบุที่มาของหนี้สิน 3 แหล่งคือ

1.บัตรเครดิตอเมริกันเอ็กซ์เพรส 15,600 บาท
2.เงินกู้ธนาคาร 5 แห่ง รวม 238,343,910 บาท
3.หนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ 2 รายการ วงเงิน 85,617,134 บาท

สำหรับหนี้สินที่เป็นหลักฐาน 2 รายการ ได้แก่ เงินกู้จากบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม (ธุรกิจในครอบครัว) ทำสัญญาเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2555 จำนวน 60,617,134 บาท

อีกรายการคือ การกู้เงินจำนวน 25 ล้านบาท จากนายวิศว ศรีรัตนประภาส ทำสัญญาเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2556 โดยนำโฉนดที่ดิน เลขที่ 5071 ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มาจำนองเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อปี และนำส่งดอกเบี้ยปีละ 1 ครั้ง

 

อีกทั้งในช่วงการเคลื่อนไหวม็อบ กปปส. นั้น นายสุเทพ เคยระบุบนเวทีหลายครั้งว่า การชุมนุมครั้งนี้ต้องขายทรัพย์สิน ที่ดิน เพื่อมาต่อสู้เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ดีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ (ขณะนั้น) และแกนนำกลุ่ม นปช. เคยตั้งข้อสังเกตว่า นายสุเทพ อาจไม่ได้ขายที่ดินจริง และราคาจำนองที่ดินดังกล่าวอาจไม่ถูกต้อง

 


ด้านนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม อดีตแกนนำกปปส.ได้ เคยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึง นายสุเทพ  ในช่วงที่ประกาศลาออกจากส.ส. มาเป็นแกนนำในการต่อต้านรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า นายสุเทพ ต้องโทรศัพท์ไปยืมเงินคนโน้นคนนี้ ที่ละ 2-3 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการจัดตั้งม็อบ

 

 

ไม่ว่าท้ายที่สุดการตรวจสอบของป.ป.ช. จะจบลงอย่างไรก็ตาม  แต่หากดูจากเจตนของนายสุเทพแล้วค่อนข้างที่จะเปิดเผย ไม่เห็นว่ามีเจตนาที่จะปกปิดแต่อย่างใด?

 

 

ขอบคุณ ข้อมูลบางส่วนจาก สำนักข่าว สำนักข่าวอิศรา


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม