ผู้มีปัญญา-ควรต้องตาสว่าง! มัลลิกาสวนแม่เกด ยกคำพิพากษาชายชุดดำยิงวัดปทุมฯ อีกรอบ แถมจวกใคร VDO CALLสั่งจลาจลทั่ว ปท.

ผู้มีปัญญา-ควรต้องตาสว่าง! "มัลลิกา"สวน"แม่เกด" ยกคำพิพากษา"ชายชุดดำยิงวัดปทุมฯ" อีกรอบ แถมจวกใคร VDO CALLสั่งจลาจลทั่ว ปท.

Publish 2018-09-22 11:42:10


ผู้มีปัญญา-ควรต้องตาสว่างเสียที! "มัลลิกา" สวน "แม่เกด พยาบาลอาสา 53" ยกคำพิพากษา "ชายชุดดำยิงวัดปทุมฯ" ให้เห็นกันอีกรอบ แถมจวกใคร VDO CALL ยกระดับความรุนแรง เพื่อหวังให้เกิดการจลาจลทั่วบ้านทั่วเมือง

 

วันนี้ (22 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกออนไลน์พบว่า เพจเฟซบุ๊กชื่อบัญชี "มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข" ซึ่งเป็นของ "นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข"
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)  และประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน โดยได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับประเด็นเรื่องคำพิพากษาคดีสลายการชุมนุมเสื้อแดงปี 2553 อีกครั้ง หลังวานนี้ "นางพะเยาว์ อัคฮาด-แม่เกด พยาบาลอาสา 53" เข้ายื่นหนังสือถึง "บิ๊กป้อม" ให้ตรวจสอบกระแสข่าว โดยอ้างว่ามีนายทหารยศนายพล สั่งยุติดำเนินคดีกับนายทหารกรณีสลายการชุมนุมดังกล่าว

 



โดยรอบนี้ "นางมัลลิกา" ได้นำคำพิพากษาศาลฎีกาอีกฉบับหนึ่ง มาแบให้เห็นว่า"ทหารไม่ได้ยิงประชาชน แต่ทหารและประชาชนถูกกระทำจนตาย จากกลุ่มชายจำนวนหนึ่งในชุดดำ ที่แฝงอยู่กับคนแดง ตั้งแต่สี่แยกคอกวัวจนถึงเหตุการณ์วัดปทุมฯ ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ใช้อาวุธในการชุมนุมที่คนเรียกกันว่า "ชายชุดดำ" ทั้งยังบอกด้วยว่า หากจะหาความจริงต้องหยุดอคติ ยอมรับก่อนว่า มีชายชุดดำยิงเอาศพไปนับเพื่อยกระดับเป็นจลาจล แล้วใครกันดราม่าสั่งการให้จลาจลมาจากแดนไกล 

โดยรายละเอียดทั้งหมดที่ "มัลลิกา" ระบุไว้ คือ 


#“ไม่พูดมากเจ็บคอ คำพิพากษาศาลฎีกาอีกฉบับหนึ่งที่มีข้อมูลการไต่สวนมูลฟ้องรายละเอียดการชุมนุมมีติดอาวุธมีคนถือครองอาวุธปืนแฝงอยู่ในกลุ่มประชาชนโดยรู้ตัว (ลักษณะเดียวกันกับเจ้าหน้าที่) ของกลุ่มชายชุดดำ(แดง) และต่อมาอีกหลายปีก็ถูกจับได้ส่วนปืนและกระสุนไม่ได้เอามาคืน

 

สรุปอีกที #แชร์ต่อไม่รอแล้วนะ

คำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ข้อมูลไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาที่อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับอดีตรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ พร้อมคณะพนักงานสอบสวน DSI คือ "พันตำรวจโทวรรณพงษ์ คชรักษ์" , "พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ", "ร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล" โดยคำพิพากษาลงมาเมื่อ 20 มีนาคม 2560 เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันประกอบได้ว่าทหารไม่ได้ยิงประชาชนแต่ทหารและประชาชนถูกกระทำจนตาย เนื่องจากกลุ่มชายจำนวนหนึ่งในชุดดำแฝงอยู่กับประชาชนชุดแดงเมื่อปี 2553 ตั้งแต่เหตุการณ์สี่แยกคอกวัวจนถึงเหตุการณ์วัดปทุมวนารามล้วนมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ใช้อาวุธในการชุมนุมที่คนเรียกกันว่า "ชายชุดดำ"

 

 



 

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วตามทางไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความว่านปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และพรรคพลังประชาชนที่บริเวณรัฐสภาเพื่อต่อต้านนายอภิสิทธิ์ไม่ให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อมานปช. บางส่วนได้เคลื่อนขบวนไปตามพื้นที่ในกรุงเทพปิดล้อมอาคารสถานที่ราชการปิดเส้นทางการจราจรบางแห่งนำเลือดไปทีที่ทำเนียบรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์หลังจากนั้นมีเหตุการณ์คนร้ายยิงจรวดอาร์พีจีและปาระเบิดใส่สถานที่ราชการหลายแห่ง

 

จากนั้นต้นเดือนเมษายน 2553 กลุ่มนปช. เริ่มขยายพื้นที่การชุมนุมเคลื่อนขบวนไปตั้งบริเวณสี่แยกราชประสงค์และกลุ่มนปช. ก็เคลื่อนขบวนไปปิดล้อมสถานีดาวเทียมไทยคมเพราะรัฐบาลตัดสัญญาณสถานีโทรทัศน์พีชทีวีแล้วนปช.เดินทางไปปิดล้อมรัฐสภาบุกเข้าไปในอาคารมีการยึดอาวุธและทำร้ายสารวัตรทหารจนบาดเจ็บและต่อมาเจ้าหน้าที่ทหารโดยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเคลื่อนกำลังขอพื้นที่คืนเกิดการปะทะกับกลุ่มนปช.ติดอาวุธแล้วก็ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์และสะพานชมัยฯและอีกหลายจุดจนถึงบริเวณสี่แยกคอกวัว

 

จากนั้นในตอนค่ำมีชายชุดดำแฝงในกลุ่มชุดแดงเอาใช้อาวุธปะปนอยู่ในกลุ่มนปช. และซุ่มอยู่ตามอาคารบริเวณดังกล่าวมีการยิงด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 จากกองกำลังไม่ทราบฝ่ายมีเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากจากนั้นกลุ่มนปช. นี้ก็ย้ายไปราชประสงค์จนถึงตอนยุติการชุมนุมแต่กลับมีสถานการณ์จลาจลจะมีผู้ก่อเหตุกราดยิงในวัดปทุมวนาราม

 

ช่วงหนึ่งของการไต่สวนมูลฟ้องฉบับนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะเกิดเหตุปี 2553 การชุมนุมทำการปิดกั้นกีดขวางการจราจรบนถนนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนการชุมนุมมีการใช้อาวุธและมีกองกำลังติดอาวุธเพื่อต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งให้เข้ามากระชับพื้นที่หรือขอคืนพื้นที่ชุมนุมเป็นเหตุให้ควบคุมสถานการณ์ด้วยคำประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามกฎหมายทั้งนี้เพื่อแก้ไขให้เกิดความสงบเรียบร้อย

ในตอนท้ายสรุปว่าจากหลักฐานพยานเข้าไต่สวนมานั้นมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยคือนายธาริต เพ็งดิษฐ์และคณะสี่คนมิได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 200 ตามฟ้องได้

“เสียใจต่อกรณีสีผู้เสียชีวิตนะคะ แต่ใครฆ่ากันแน่ กระสุนแบบเดียวกับเจ้าหน้าที่ใช้พวกโจรก็เอาไปใช้กันเยอะแยะ ใครปล้นปืนเจ้าหน้าที่ไปก่อนหน้านี้อีก ชำระประวัติศาสตร์ต้องให้ถูกต้องเป็นธรรมที่แท้ทรู” นางมัลลิกา ระบุ

นางมัลลิกา กล่าวอีกว่า “ดิฉันสรุปเรื่องนี้ให้พวกคณะของแม่น้องเกดและประชาชนเสื้อแดงอื่นๆเพื่อให้ได้สติว่าอย่าตกเป็นเหยื่อของกลุ่มนปช.ทักษิณอีก อย่าเป็นเครื่องมือลุกขึ้นมาปลุกปั่นอีกรอบ เพราะการจะเรียกร้องหาข้อเท็จจริงต้องปราศจากอคติและควรปรารถนาดีต่อลูกหลานของตัวเองจริงๆไม่ใช่ตั้งแง่แต่ว่าต้องใส่ร้ายทหาร หลักฐานพยานอีกประการหนึ่งคือวิถีกระสุนที่มีการพิสูจน์หลักฐานของที่นิติวิทยาศาสตร์กระทรวงยุติธรรมในปี 2553 นั้นก็ชัดเจนดีว่าเป็นวิถีกระสุนพี่ไม่ได้มาจากมุมสูงแต่เป็นมุมราบ แล้วใครที่อยู่ในมุมราบใช่ชายชุดดำหรือไม่แล้วชายชุดดำมาจากใครคงต้องถามนปช.และทักษิณ”

 

“นี่ต่างหาก 12 ปีของการครบรอบผู้ที่กระทำระยำตำบอนกับประเทศชาติบ้านเมืองและเจตนาจะใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองโดยที่ไม่ชะโงกดูพฤติกรรมตัวเองว่าครอบครองอาวุธกันทำไมติดอาวุธเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่ายตามที่แกนนำนปช.อย่างนายอริสมันต์เคยประกาศบนเวทีเพื่ออะไร”

 

“หาความจริงต้องหยุดอคติ ยอมรับก่อนสิว่ามีเหตุชายชุดดำยิงเอาศพไปนับเพื่อยกระดับเป็นจลาจลใช่ไหม ใครดราม่าสั่งการให้จลาจลมาจากแดนไกล ใคร VDO CALL” นางมัลลิกา ระบุ 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2 วันก่อนหน้านี้ "นางมัลลิกา" ได้เคยออกมากล่าวถึงกรณีนี้รอบหนึ่งแล้ว โดยเนื้อหาก็ยืนยันว่า มีชายชุดดำแฝงซึ่งใช้อาวุธปะปนอยู่ในกลุ่ม นปช. ปี 2553 จริง และที่ต้องยกคำพิพากษามาให้ดู เพราะต้องการให้ "คณะของแม่น้องเกดและประชาชนเสื้อแดงอื่นๆ" ให้ได้สติ และจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่ม นปช. และทักษิณอีก 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายอารมณ์ เคนหล้า

ติดตามข่าวอื่นๆ