รู้ไปหมด แต่ ไม่รู้ ว่าสิบล้านไปไหน...โอ๊ค เกาะกระแส วิเคราะห์ที่มา คลิปหลุด แบบหนังจารกรรม ยังเชื่อถืออยู่ไหม...สังคมคิดเอา

"รู้"ไปหมด แต่ "ไม่รู้" ว่าสิบล้านไปไหน..."โอ๊ค" เกาะกระแส วิเคราะห์ที่มา "คลิปหลุด" แบบหนังจารกรรม ยังเชื่อถืออยู่ไหม...สังคมคิดเอา

Publish 2018-12-23 15:51:53


พลันที่ "คลิปฉาว" ของสองบุคคลสาธารณะ "คู่รักนักประชาธิปไตย" ระหว่างสาวนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลและนักการเมืองชายวัยดึก สะพัดไปทั่วโลกออนไลน์ เพียงชั่วข้ามคืนได้ซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาโสตดุจ "ไฟลามทุ่ง" ซึ่งก็สุดแล้วแต่ใครจะคาดเดากันไปว่า...ใครเป็นผู้กระทำและมีเจตนาอันใด

เพราะคลิปที่ปรากฏมีเพียงชายหญิงที่บรรเลงเพลงรักอันหฤหรรษ์ไม่มีแม้แต่เงาของใครอื่น จะด้วยเพราะต้องการบรรเทาความรู้สึกผิดให้ทุเลาลงจึงต้องหาแพะมาโบ้ย หรือเพราะเป็น "อคติ" ที่มีต่อกองทัพบังตา หญิงสาวรายนี้จึงเลือกที่จะนัยตรงไปยังกองทัพว่าเป็น "IO" (Information operation) หรือ ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ทหารใช้ในการสงคราม

 


    

จนทาง  "บิ๊กแดง" พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ออกมาให้ความกระจ่างว่ากองทัพไม่มีส่วนรู้เห็นและหยิบยื่นความปรารถนาดีแก่ประชาชนทุกคนว่า ถ้าเดือดร้อนก็ให้มาแจ้งได้เมื่อทราบแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องก็ต้องหาข้อเท็จจริงต่อไป...หากว่ากันไปตามเนื้อผ้าก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่กองทัพต้องให้ความสำคัญ ถึงขนาดต้องสอดส่องการเสพสมของคู่ชายหญิงเพราะไม่ได้กระทบต่อความมั่นคงในระดับชาติ

 

ขัดกับหลักการของ "IO" ที่เป็นปฏิบัติการต่อต้านงานด้านการข่าว และการต่อต้านการข่าวกรองทางทหาร โดยจะปฏิบัติกับคู่กรณีที่มีพฤติกรรมต่อต้านระบอบการปกครอง และ กลุ่มที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เท่านั้น



อีกด้านหนึ่งก็คลับคล้ายว่าจะมีนักการเมืองที่กลัวกระแสตก เมื่อ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร ออกอาการครั่นเนื้อครั่นตัว รีบถลันร่วมผสมโรงเกาะติดประเด็นดังกล่าวโพสต์ข้อความบนเฟสบุ๊กประดุจ "พหูสูตร" ที่วิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแตกฉาน ผูกโยงว่าเป็นปฏิบัติการล้วงความลับ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งการวางแผนและใช้อุปกรณ์สอดแนม แบบประหนึ่งหนังจารกรรมชั้นเลิศ แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการอ้างอิงถึงหลักฐานแต่อย่างใด พร้อมนัยประหวัดไปยังหน่วยงานที่มีขีดความสามารถสูงแต่ก็ไม่ได้ระบุชี้ชัดว่าหมายถึงใคร

 


    

ต่อคำกล่าวของนายพานทองแท้...ว่าน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดนั้น คงต้องย้อนกลับไปครั้งเมื่อตัวเขาลั่นวาจาว่า ผู้เป็นพ่อคือนายทักษิณ จะจ่ายเงินนำจับจำนวน 10 ล้านบาท ให้แก่ใครก็ตามที่สามารถจับกุมตัวมือปาระเบิดใส่กลุ่มกปปส.เมื่อ ปี 2557 ได้ ไม่ว่าจะเป็นการโพล่งแบบ "ส่งเดช" อย่างไรก็ตาม...แต่เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2561 ก็ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ร่วมกันจับกุมนายกฤษดา ไชยแค อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาเลขที่ 284/2557



 

ในข้อหาปาระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมกปปส.จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งผู้ต้องหารายนี้ก็ได้สารภาพเสียสิ้นว่า ก่อเหตุปาระเบิดมาแล้ว 2 ครั้ง คือ 1.ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หน้า รพ.ราชวิถี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายและบาดเจ็บอีกกว่า 20 ราย และ 2.บริเวณบรรทัดทอง ปาระเบิดใส่ขบวนของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. เหนืออื่นใดกับข้อมูลที่ว่าระหว่างหนีกบดานมีบุคคลที่คอยให้ความช่วยเหลือด้านการเงินเดือนละ 30,000 บาท และอ้างว่าตนนั้นเป็นหนึ่งในกลุ่มการเมืองฮาร์ดคอร์รวบรวมอาวุธเพื่อสร้างสถานการณ์ก่อเหตุความไม่สงบ 

จนถึงวันนี้ดูเหมือน นายพานทองแท้ ดูจะไม่ "อินังขังขอบ" ต่อเรื่องดังกล่าว...ซ้ำร้ายพอถูกสังคมทวงถามเรื่องเงินนับจับเข้าก็ดันทำ "เอาหูไปนาเอาตาไปไร่" อัพเดทความเคลื่อนไหวบนโลกโซเชียลแทบจะทุกอิริยาบถ ใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข ก็ขนาดที่ว่า "สัจจะ" ยังไม่มี จะนับประสาอันใดกับการวิเคราะห์แบบ "เลื่อนลอย" ไม่ต้องปราดเปรื่องนักก็รู้ดีว่าเจตนาของเขานั้น ถ้าไม่ใช่ออกมาเพื่อป้องหญิงสาวในคลิปด้วยเขาถือว่าเป็นพวกเดียวกันเพราะจุดยืนที่ต่อต้านรัฐบาล คสช. ก็ไม่อาจเป็นอื่นได้อีก
    

เห็นฉะนี้แล้วปัญญาชนทั้งหลายคงคิดกันเองได้เป็นแน่ทีเดียว ว่าครั้งนี้ควรให้ราคากับคำพูดของนายพานทองแท้อยู่อีกหรือไม่ นี่แหละหนาที่เขาเรียกว่า "เมื่อพูดไปแล้ว...คำพูดเป็นนายเรา"



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย