ไม่ใช่อย่างพาดหัว!!!ตัวเลขซูเปอร์โพลชี้ชัด กว่า50% คือพลังเงียบยังไม่เลือกพรรค หลักๆยังหนุนรัฐบาลทำงาน

ไม่ใช่อย่างพาดหัว!!!ตัวเลข"ซูเปอร์โพล"ชี้ชัด กว่า50% คือ"พลังเงียบ"ยังไม่เลือกพรรค หลักๆยังหนุนรัฐบาลทำงาน

Publish 2018-12-24 17:19:06


 

เมื่อ "กระบอกเสียง" ของมวลชนถูกย้อมสีแต่งแต้มด้วยเจตคติให้เป็นไปตามใจปรารถนา...เมื่อนั้นที่ ความจริงอันเป็น "สัจจะ" อันตรธานสูญสลาย ในห้วงขณะที่สภาพการเมืองไทยเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ดำเนินไปพร้อมกับบทบาทของสื่อที่ยืนอยู่ทางสองแพร่ง ระหว่างความรับผิดชอบต่อสังคม หรือเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มบุคคลใดก็ตาม...หากทว่าอย่างหลังได้มาซึ่งความท้าทายต่อประชาชนผู้เสพสื่ออย่างใหญ่หลวง เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่า 
    

การนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวพันกับสังคมหรือการเมืองของสื่อบางสำนัก มีลักษณะชักจูงชวนให้ผู้เสพสื่อที่ขาดวิจารณญาณและความรอบคอบคล้อยตามได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าว "การเมือง" ที่มีรัฐบาลหรือบุคลากรของรัฐเป็น "ตัวแสดงหลัก" กับวิธีการ "พาดหัว" ที่ย้อนแย้งกับ "เนื้อหา" ดังคล้ายเป็น "กับดัก" ที่หยิบพฤติกรรมการอ่านอย่างฉาบฉวยของคนเป็นอันมากมาใช้เป็นเครื่องมือ ผสมผสานกับ "วิจารณญาณ" อันเบาบางและการ "วิเคราะห์" ที่ตื้นเขิน ท้ายสุดจึงตกเป็นเหยื่อ...ไปโดยปริยาย

 

ล่าสุดกับกรณีสำนักวิจัยซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง "เกาะติดเสียงประชาชนคนจะเลือกตั้ง" จำนวนทั้งสิ้น 1,094 คน โดยดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20-22 ธ.ค. 2561 แน่นอนว่าตัวเลขนั้นถือเป็นหนึ่งในข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ไม่สามารถบิดเบือนได้ โดยโพลระบุว่า 1 ใน 4 หรือร้อยละ 28.8 สนับสนุนรัฐบาล มีเพียงร้อยละ 13.3 ที่ไม่สนับสนุนรัฐบาล ขณะที่ร้อยละ 57.9 เป็น "พลังเงียบ" นัยสำคัญจึงอยู่ที่ว่าพลังเงียบที่ไม่มีการอภิปรายขยายความนั้น จะแสดงออกไปในทิศทางใด ซึ่งเบื้องต้นอาจตีความได้ว่าขณะนี้เป็นกลุ่มที่ยังคง "วางตัวเป็นกลาง" ไม่ได้หมายความว่า ปฏิเสธการรับรู้หรือไร้ซึ่งความตื่นตัวทางการเมือง เพราะในอนาคตอาจเป็นกลุ่มที่หันมาสนับสนุนรัฐบาลก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น



และเมื่อจำแนกกลุ่มตอบคำถามออกเป็นประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ และคนมีสิทธิเลือกตั้งในต่างจังหวัด ก็ยังสามารถกล่าวอย่างรวบรัดได้ว่า ส่วนใหญ่แล้วก็ยังคงสนับสนุนรัฐบาล เพราะเมื่อเทียบเป็นอัตราส่วนแล้ว มีเพียงร้อยละ 11.7 ในกรุงเทพฯ ที่ไม่สนับสนุน และ ร้อยละ 14.2 ในต่างจังหวัดที่ไม่สนับสนุน ตามลำดับ

 


    

ขณะเดียวกันในแง่มุมของจุดยืนและพรรคการเมืองที่สนับสนุน ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด นั้นเผยว่า มี "พลังเงียบ" ถึง ร้อยละ 59.1 และ 57.2 ตามลำดับ ส่วนพรรคการเมืองที่มีผู้ตอบแบบสอบถาม ภายใต้เงื่อนไขว่า "ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง" ระบุว่า ร้อยละ 33.8 เลือกพรรคเพื่อไทย รองลงมาคือร้อยละ 24.4 เลือกพรรคอนาคตใหม่ และร้อยละ 22.8 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ท้ายสุดร้อยละ 4.7 ที่จะเลือกพรรคพลังประชารัฐ

แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่ามีสื่อบางสำนัก พาดหัวไปในทำนองว่า "พรรคเพื่อไทย" ลอยลำมีแต้มเหนือกว่าและผูกขาดชัยชนะไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งประหวัดยัง "พรรคพลังประชารัฐ" ว่าทิ้งห่างอย่างสิ้นเชิงสะท้อนอย่างชัดเจนถึงทรรศนะของสื่อสำนักดังกล่าวผ่านการนำเสนอ ที่ค่อนไปทางสนับสนุน "พรรคเพื่อไทย" แต่ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับ "ข้อเท็จจริง" ที่สังคมมีสิทธิทีจะรับรู้ทั้งหมด โดยเฉพาะกับการทำเสมือนว่า "พรรคพลังประชารัฐ" เป็นขั้วตรงข้ามไปเสียอย่างนั้น

 

เมื่อสงครามไม่จบ...ก็ไม่อาจนับศพทหาร เพราะตัวแปรสำคัญคือกลุ่มที่ระบุว่าเป็น "พลังเงียบ" ที่ยังคงสงวนท่าทีนั้นไม่ได้ระบุว่า "จะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง" จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจกำลังศึกษานโยบายของแต่ละพรรคให้มากขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่ต้องพินิจใคร่ครวญให้ถ่องแท้ อีกทั้งเพิ่งผ่านพ้นการประกาศ "ปลดล็อคพรรคการเมือง" ที่เปิดให้แต่ละพรรคเคลื่อนไหวเชิงนโยบายได้เพียงไม่นาน จึงยังไม่มีพรรคใดเผยนโยบายออกมาได้ทั้งหมด และการเลือกตั้งก็ยังมิได้เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ดังนั้นการตัดสินแต่เพียงโพลแล้วประกาศกร้าวว่า พรรคไหนมีแต้มต่อ หรือ นำเสนอไปทางว่าพรรคนั้นจะเป็นฝ่ายชนะ...ก็เป็นการด่วนสรุปเกินไป 



 

เพราะแม้วันนี้จะปรากฏว่ามีพรรคที่คะแนนนิยมสูงกว่าพรรคอื่น และมีพรรคที่ยังคงรั้งท้าย แต่ในอนาคต เมื่อถึงวันชี้ชะตา 24 ก.พ. 2562 "พลังเงียบ" อาจเป็นกลุ่มที่จะผลิกหน้าประวัติศาสตร์กำหนดทิศทางประเทศแบบเหนือความคาดหมายก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น...เหนืออื่นใดตัวเลขก็ยืนยันแล้วว่าเป็นกลุ่มที่มีจำนวนประชาชนมากที่สุดเสียด้วยซ้ำ
    

อย่างไรก็ตามทาง ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพลกล่าวว่า การวิเคราะห์มาจากหลักการ Net Assessment เป็นการเกาะติดเสียงของประชาชน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคนไทยอยู่กับข้อมูลข่าวสารที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในยุค Super Digital ประชาชนจึงเป็นได้ทั้งเครื่องรับและเครื่องส่งสัญญาณที่ทรงพลังผ่านการแสดงออกทางสื่อ

ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดข่าวสารทั่วทุกมุมโลกสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วเพียงปลายนิ้วสัมผัส..หากประการสำคัญคือ "จรรยาบรรณ" ของสื่อมวลชนว่าต้องการถ่ายทอดให้เป็นไปอย่างไร ในยุคที่เป็นไปได้ว่าสื่อจะถูกครอบงำ หรือมีใครและผู้ใดสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเพื่อหวังผลอันเป็นอื่น นอกเหนือจากนำเสนอข้อเท็จจริงให้สังคมได้ตื่นรู้...ก็สุดแล้วแต่วิจารณญาณของผู้เสพสื่อที่ต้องคัดกรองด้วยตนเอง

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย